“พ่อ! พ่อเป็นอะไรไป?”
“ตาเฒ่า! ตื่นสิ!”
ลู่เหยาและติงชุยฮัวรีบพุ่งเข้าไปประคองผู้เฒ่าลู่ แต่ด้วยความลนลานกลับจับไม่มั่น ร่างของชายชราจึงหลุดมือ ล้มกระแทกพื้นเสียงดัง
ลู่เหยาคว้าไหล่พ่อเขย่าอย่างร้อนใจ ส่วนติงชุยฮัวกอดร่างผู้เฒ่าลู่ไว้ พลางร้องไห้สะอึกสะอื้น
เหวินเชียนมองศีรษะของผู้เฒ่าลู่ที่ถูกเขย่าจนโยกไปมาเหมือนกระพรวน ก่อนหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
ลู่เจิ้งกับลู่เฉินหันมามองเธออย่างงุน งง เธอจึงรีบกลอกตาใส่ลู่เจิ้ง ก่อนเก็บสีหน้าให้เรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ด้านจางเหยียน หลังรู้ความจริงจากคำพูดของลู่เหยา ก็ทรุดนั่งหมดแรงอยู่กับพื้น กระทั่งได้ยินเสียงร้องโวยวายจึงค่อย ๆ หันกลับมา เช็ดน้ำตาแล้วเดินโซเซเข้าไป
เธอผลักลู่เหยาที่กำลังเขย่าพ่อออก ก่อนพูดเสียงแหบ
“ถ้าเขย่าอีกเลย เดี๋ยวพ่อก็ตายเพราะถูกคุณเขย่านั่นแหละ!”
ลู่เหยาปล่อยมือทันที ศีรษะของผู้เฒ่าลู่กระแทกพื้นอีกครั้งจนเกิดเสียงดัง
เหวินเชียนถึงกับปวดหัว แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า... ผู้เฒ่าลู่ช่างมีลูกชายที่กตัญญูเสียจริง
จางเหยียนรีบยกมือบีบริมฝีปากผู้เฒ่าลู่แรง ๆ
เธอจำได้ว่าหมอเคยบอกไว้ว่า หากคนหมดสติให้บีบปากแรง ๆเธอจึงลงมืออย่างไม่ลังเล
ไม่นาน ริมฝีปากบนของผู้เฒ่าลู่ก็เปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ
ลู่เหยาที่นั่งร้องไห้อยู่ข้าง ๆ ถึงกับถอยหลังด้วยความตกใจ
ติงชุยฮัวรีบเข้ามาผลักจางเหยียน
“จะทำบ้าอะไรอีก! เดี๋ยวก็บีบจนพ่อตายพอดี!”
จางเหยียนตวาดกลับทันที
“ไม่รู้ก็อย่าพูด! หมอบอกว่าวิธีนี้ช่วยได้!”
เหวินเชียนมองภาพตรงหน้าราวกับกำลังดูละครตลก ก่อนใช่ศอกสะกิดลู่เจิ้งเบา ๆ
“คุณไม่คิดจะช่วยอะไรหน่อยเหรอ?”
ลู่เจิ้งส่ายหน้า
“พวกเขา... ไม่เกี่ยวกับผมอีกแล้ว”
เหวินเชียนเหลือบเห็นรอยแดงบนใบหน้าของเขา เป็นรอยฝ่ามือที่เพิ่งถูกตบไม่นาน
ก่อนหน้านี้ตอนตำรวจกลับไป ไม่มีใครปิดประตูบ้าน จึงทำให้ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่หน้าประตูเห็นทุกอย่าง
ทั้งเรื่องที่ผู้เฒ่าลู่กระอักเลือด ทั้งเรื่องที่ลู่เหยาเป็นหมัน รวมถึงเรื่องพ่อค้ามนุษย์ด้วย
ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านในพริบตา
ชาวบ้านหลายคนถึงกับรีบวิ่งไปทางทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อไปเล่าให้คนอื่นฟัง
มีคนตะโกนเข้ามาถามว่า
“ลู่เหยา! ทำไมยังไม่รีบพาพ่อไปโรงพยาบาลอีกล่ะ? จะปล่อยให้เมียรักษาจนพ่อจนตายหรือไง!”
ลู่เหยาชะงัก สีหน้าซีดเผือด เมื่อหันไปมองก็เห็นผู้คนยืนมุงอยู่เต็มหน้าประตู
ทุกคน... ได้ยินหมดทุกอย่างแล้ว เรื่องน่าอับอายของเขาถูกเปิดเผยต่อหน้าชาวบ้านทั้งหมู่บ้านแล้ว
เขาหันไปจ้องลู่เจิ้งอย่างเคียดแค้น ทั้งหมดเป็นเพราะอีกฝ่ายไม่ยอมปิดประตู!
ถ้าปิดตั้งแต่แรก ทุกคนก็คงไม่รู้เรื่องนี้
ลู่เหยาผลักจางเหยียนออก ก่อนก้มลงพยายามอุ้มผู้เฒ่าลู่ขึ้น แต่เพราะทั้งเหนื่อยทั้งตกใจ เขาออกแรงได้ไม่นานก็ทรุดลงอีกครั้ง
ในที่สุด เขาก็เงยหน้ามองลู่เจิ้งด้วยสายตาอ้อนวอน
“พี่ใหญ่... ขอร้องล่ะ ช่วยพาพ่อไปโรงพยาบาลที”
ลู่เจิ้งยังคงยืนนิ่ง สีหน้าเรียบเฉย ไม่แม้แต่จะตอบ
ลู่เหยากัดฟัน ด่าด้วยความโกรธ
“ไอ้สารเลว! พ่อพูดถูก แกมันอกตัญญู เลือดเย็น ไร้หัวใจ!”
“ไม่แปลกที่ไม่มีใครต้องการแก! ถ้าพ่อไม่เก็บแกมาเลี้ยง ป่านนี้แกตายไปนานแล้ว!”
คำพูดหลุดออกมาด้วยความโมโห จนติงชุยฮัวหน้าถอดสี รีบเอามือปิดปากลูกชายทันที
จางเหยียนหันกลับมาบีบริมฝีปากผู้เฒ่าลู่อีกครั้ง
คราวนี้ ผู้เฒ่าลู่ไออย่างรุนแรง ก่อนสำลักเลือดปนเสมหะออกมา
จางเหยียนทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง ก่อนร้องด้วยความดีใจ
“พ่อตื่นแล้ว! พ่อตื่นแล้ว!”
ติงชุยฮัวรีบกอดสามีไว้แน่น น้ำตาไหลไม่หยุด
“คุณผู้เฒ่า... คุณทำฉันตกใจแทบตาย ถ้าคุณเป็นอะไรไป แล้วฉันจะอยู่ยังไง”
ลู่เหยากลับไม่สนใจอาการของพ่อ รีบพูดทันที
“พ่อ! รีบแจ้งตำรวจเถอะ! เสี่ยวเหวินกับเสี่ยวเฟิงยังรอให้เราไปช่วยอยู่!”
ผู้เฒ่าลู่เพิ่งฟื้น พอได้ยินประโยคนั้นก็แทบหมดสติอีกรอบ
จางเหยียนรีบผลักสองแม่ลูกออกอย่างหมดความอดทน
เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองแต่งงานกับคนโง่จริง ๆ ทำอะไรก็พังไปหมด
แต่เธอลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่งเธอเองต่างหากที่เลือกแต่งกับลู่เหยา เพราะคิดว่าเขาเป็นคนซื่อ หลอกง่าย ควบคุมง่าย
และหลังแต่งงานเธอจะเป็นคนกุมอำนาจทั้งหมด
ผู้เฒ่าลู่ไออีกสองสามครั้ง ก่อนพูดเสียงแหบ
“รีบ... เรียกตำรวจ...”
“ได้! ผมจะไปเดี๋ยวนี้!”
ลู่เหยาลุกพรวด วิ่งออกไปทางประตู
แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นลานบ้าน ชาวบ้านด้านนอกก็พากันหลีกทาง
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“หลีกหน่อย! ตำรวจมาแล้ว!”
ลู่เหยารีบวิ่งเข้าไปคว้าแขนตำรวจทันที
“คุณตำรวจ! ผมขอแจ้งความ!”
ตำรวจมองชายตรงหน้าที่ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือดและน้ำตา ก่อนดึงแขนออกอย่างสุภาพ
“สหาย กรุณาใจเย็นก่อน แล้วอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจน”
ลู่เหยาพูดแทบไม่เป็นคำ
“ลูกชายผมหาย... ลูกชายสองคนถูกพ่อค้ามนุษย์จับตัวไป!”
ตำรวจเดินเข้ามาในลานบ้าน สีหน้าจริงจังทันที
“คุณมั่นใจได้อย่างไรว่าถูกลักพาตัวไป คุณค้นหาทั่วหมู่บ้านแล้วหรือยัง?”
“แล้วเมื่อครู่นี้ ที่คุณเพิ่งบอกว่าเด็ก ๆ ไปเล่นที่บ้านยายในหมู่บ้านจางเจียไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมตอนนี้ถึงบอกว่าถูกลักพาตัวล่ะ?”
ตำรวจอีกนายเปิดสมุดบันทึก ขณะที่อีกสองคนเดินเข้ามาหาลู่เจิ้ง เหวินเชียน ผู้เฒ่าลู่ ติงชุยฮัว และจางเหยียน
ลู่เหยาพูดไม่ออก ตำรวจจ้องเขาเขม็ง ก่อนถามซ้ำ
“กรุณาอธิบายมาให้ชัดเจน”
ลู่เหยากลืนน้ำลาย “ผม... จำผิด... ใช่ ผมจำผิด”
“เด็ก ๆ ไม่ได้ไปบ้านยาย วันนี้พวกเขาเพิ่งกลับมาจากที่นั่น”
เมื่อพูดจบ เขาก็แอบถอนหายใจโล่ง อก
ตำรวจถามต่อทันที “แล้วคุณค้นหาทั่วหมู่บ้านแล้วหรือยัง?”
“หาแล้วครับ”
“แน่ใจ?”
“แน่ใจครับ!”
ทันใดนั้น ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า
“ลู่เหยา! จะโกหกไปทำไม วันนี้ไม่มีใคร เห็นแกออกตามหาเด็กเลย!”
อีกคนรีบเสริม
“ฉันเดินอยู่รอบหมู่บ้านทั้งวัน ถ้าแกออกตามหา ฉันต้องเห็นแน่!”
ลู่เหยาตะโกนกลับ
“แล้วแกรู้ได้ยังไงว่าฉันไม่ได้หา!”
“ก็เพราะฉันอยู่ทั้งวันน่ะสิ! แถมแกยังโดดงานอีก เดี๋ยวฉันจะไปบอกหัวหน้าหน่วย!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมไปทั่วหน้าบ้าน
ตำรวจขมวดคิ้ว ก่อนหันมาทางเหวินเชียนและลู่เจิ้ง
“สหาย พวกเราขอสอบถามพวกคุณตามขั้นตอน”
ลู่เจิ้งก้าวออกมา ตั้งใจให้เหวินเชียนหลบไปด้านหลัง
แต่เธอส่ายหน้า ก่อนก้าวมายืนข้างหน้าเขา
เหวินเชียนมองสบตาตำรวจนิ่ง ๆ ความเศร้าค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ขณะที่รอยยิ้มขื่นผุดขึ้นตรงมุมปาก
“คุณตำรวจ... ฉันมีเรื่องจะเล่าให้ฟังทั้งหมดค่ะ”