เหวินเชียนยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยอย่างสุภาพ
“คุณตำรวจ เชิญถามได้เลยค่ะ”
ตำรวจพยักหน้า ก่อนชี้ไปทางผู้เฒ่าลู่และคนอื่น ๆ
“คุณมีความสัมพันธ์กับคนพวกนี้อย่างไร?”
“พวกเขาเป็นพ่อแม่สามีของฉัน ส่วนจางเหยียนเป็นน้องสะใภ้ค่ะ”
“งั้นช่วยเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟังหน่อย”
เหวินเชียนเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างกระชับ ตั้งแต่ช่วงเช้าที่เด็กทั้งสองมาที่บ้าน จนถึงเหตุการณ์วุ่นวายในลานบ้าน ก่อนสรุปว่า
“เรื่องก็เป็นแบบนี้ค่ะ”
ตำรวจขมวดคิ้วเล็กน้อย
“วันนี้คุณเห็นเด็กสองคนนั้นหรือเปล่า?”
“เห็นค่ะ พวกเขามาที่บ้านพักหนึ่ง หลังจากนั้นฉันก็กลับเข้าห้อง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ”
ตำรวจสังเกตสีหน้าและน้ำเสียงของเธออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่พบพิรุธจึงพยักหน้า ก่อนหันไปหาลู่เจิ้ง
“สหาย คุณมีอะไรจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมไหม?”
“ผมเพิ่งกลับจากกองทัพ มาถึงบ้านตอนเที่ยง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้น”
“แล้วก่อนเที่ยงคุณอยู่ที่ไหน?”
ลู่เจิ้งหยิบบัตรประจำตัวทหารออกมายื่นให้
“ผมเพิ่งเดินทางกลับจากกองทัพครับ”
ตำรวจรับไปตรวจสอบ ก่อนยืนตรงทำความเคารพ แล้วส่งบัตรคืน
“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ”
จากนั้นตำรวจแยกสอบสวนติงชุยฮัว ผู้เฒ่าลู่ และจางเหยียนทีละคน
ติงชุยฮัวพูดจาติดขัด ให้ข้อมูลวกวน ส่วนผู้เฒ่าลู่เพิ่งกระอักเลือดจนแทบหมดสติ นอนนิ่งอยู่บนพื้น จึงไม่สามารถให้ปากคำได้
ทันใดนั้น เสียงจากหน้าประตูก็ดังขึ้น
“ผู้ใหญ่บ้านมาแล้ว!”
เมื่อผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามา เห็นตำรวจหลายนายอยู่เต็มลานบ้านก็รีบตรงเข้ามาทัก
“สวัสดีครับคุณตำรวจ ผมเป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านนี้”
ตำรวจพยักหน้า
“สวัสดีครับ รบกวนคุณไปที่สถานีตำรวจกับพวกเราด้วย เรามีเรื่องต้องสอบถามเพิ่มเติม”
สุดท้าย ตำรวจจึงพาลู่เหยา จางเหยียน ติงชุยฮัว ผู้เฒ่าลู่ และผู้ใหญ่บ้านกลับไปที่สถานี
ส่วนลู่เจิ้ง เหวินเชียน และลู่เฉินก็เดินทางไปด้วยเช่นกัน
ลานบ้านที่เพิ่งเต็มไปด้วยเสียงโกลาหล กลับเงียบว่างเปล่าในชั่วพริบตา
เพราะผู้เฒ่าลู่อาการหนักและอาเจียนเป็นเลือด ผู้ใหญ่บ้านจึงสั่งให้นำเกวียนวัวของหมู่บ้านมารับตัวไปพร้อมกัน
ระหว่างทาง ลู่เฉินซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของลู่เจิ้งด้วยความหวาดกลัว
ลู่เจิ้งลูบหลังลูกเบา ๆ พลางปลอบ
“ไม่ต้องกลัวนะ”
เหวินเชียนมองภาพนั้นเงียบ ๆ ความตั้งใจในใจยิ่งแน่วแน่กว่าเดิม
เมื่อถึงสถานีตำรวจ ทุกคนถูกแยกสอบสวนทันที
ลู่เหยาและจางเหยียนเป็นผู้ต้องสงสัยหลัก จึงถูกสอบปากคำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
กว่าการสอบสวนจะสิ้นสุด ฟ้าก็มืดสนิท
ผู้ที่เดินออกจากสถานีมีเพียงเหวินเชียน ลู่เจิ้ง และผู้ใหญ่บ้าน
ส่วนติงชุยฮัวกับผู้เฒ่าลู่ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล และรอสอบสวนเพิ่มเติมเมื่ออาการดีขึ้น
ทั้งสามนั่งเกวียนวัวกลับหมู่บ้านท่ามกลางความมืด
เมื่อกลับถึงบ้าน เหวินเชียนนั่งลงบนขอบเตียง สูดหายใจลึกหลายครั้งราวกับกำลังรวบรวมความกล้า
ลู่เจิ้งวางลู่เฉินที่หลับสนิทลงบนเตียง แล้วหันมามองเธอด้วยสายตาจริงจัง
“เรื่องที่ลู่เหวินกับลู่เฟิงหายตัวไป... ต้องเกี่ยวข้องกับคุณใช่ไหม”
เหวินเชียนเงยหน้ามองเขา
“คุณกำลังสอบสวนฉันหรือ?”
ลู่เจิ้งส่ายหน้า
“ไม่ใช่... ผมแค่อยากรู้ความจริง”
เหวินเชียนยิ้มเย็น
“ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน วันนี้คนที่หายไปก็คงเป็นเสี่ยวเฉิน”
“ส่วนฉัน... คงเสียสติไปแล้ว”
“และตอนที่คุณกลับมา สิ่งที่เห็นก็คงมีแค่ศพของฉันกับลูก”
นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในชาติที่แล้ว
ตอนที่ลู่เจิ้งกลับถึงบ้าน เขาไม่ทันได้พบภรรยา สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงเชือกสีแดงเส้นหนึ่ง
ส่วนลู่เฉิน... ตอนพบตัว เด็กน้อยถูกทุบตีจนแทบเอาชีวิตไม่รอด
ภายในห้องเงียบงัน
ผ่านไปครู่ใหญ่ ลู่เจิ้งจึงเอ่ยเสียงแผ่ว
“ไม่ว่าคุณจะทำอะไร... ผมก็จะอยู่ข้างคุณ”
เหวินเชียนมองเขาด้วยดวงตาแดงเรื่อ
เขาไม่ได้เกิดใหม่ จึงไม่มีทางเข้าใจความสิ้นหวังที่เธอเคยเผชิญ
เธอพูดช้า ๆ ทุกคำหนักแน่น
“ฉันไม่อยากให้พวกเขาตาย”
“ฉันอยากให้พวกเขามีชีวิตอยู่... แล้วทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต”
“ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บปวดทุกวัน จนไม่มีวันได้พบความสงบ”
ลู่เจิ้งนิ่งอึ้ง เขารู้ว่าเธอเปลี่ยนไป แต่ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้ ราวกับเป็นคนละคน
เขาล้วงมือลงในกระเป๋า พลันสัมผัสสิ่งของด้านใน ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“ผมจะไปทำอาหารให้นะ คุณยังไม่ได้กินอะไรเลย”
พูดจบ เขาหยิบขนมแห้งชิ้นหนึ่งออกมายื่นให้
“กินนี่รองท้องก่อน”
ยังไม่ทันเดินออกจากห้อง เหวินเชียนก็รีบเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อน...”
ลู่เจิ้งหันกลับมา เธอเม้มริมฝีปากอย่างเขิน ๆ
“หม้อในครัว... ฉันระเบิดมันไปแล้ว”
“หม้อตุ๋นกับกระทะใบอื่น ฉันเก็บไว้ในตู้หมด”
ลู่เจิ้งชะงัก ก่อนหลุดยิ้มมุมปาก “เข้าใจแล้ว”
เขาหยิบหม้อสำรองออกจากตู้ แล้วเดินเข้าครัวไป
ภายในห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง
เหวินเชียนก้มมองของในมือ ก่อนวางลง แล้วค่อย ๆ ขยับเข้าไปนั่งข้างลูกชาย
เธอลูบแก้มเล็ก ๆ ของลู่เฉิน พลางมองใบหน้าที่หลับสนิท
จากนั้นก็ถอนหายใจยาว พร้อมรอยยิ้มโล่ง อก
เธอทำสำเร็จแล้ว ชะตากรรมของลูกชาย... เปลี่ยนไปแล้ว
ความกดดันที่แบกมาตลอดหลายวันค่อย ๆ คลายลง แม้หัวใจยังสั่นไหว แต่ก็ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวอีกต่อไป
เวลานี้ พวกค้ามนุษย์คงพาลู่เหวินกับลู่เฟิงออกจากพื้นที่ไปไกลแล้ว
ในชาติที่แล้ว พวกมันจะออกเดินทางในวันมะรืน
แต่ตอนนั้นเธอถูกมัด ถูกทรมาน และถูกบังคับให้บอกที่ซ่อนเงิน จึงพลาดโอกาสดีที่สุดในการช่วยลูก
กว่าจะไปแจ้งตำรวจ บ้านของพวกมันก็ร้างไปแล้ว
แต่ชาตินี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไป
บางทีอาจเพราะเด็กฝาแฝดทั้งสองตัวอ้วนสมบูรณ์ มีราคามากกว่าลู่เฉินที่ผอมแห้ง พวกค้ามนุษย์จึงรีบเปลี่ยนแผนและออกเดินทางก่อนกำหนด
ส่วนผลการสอบสวนที่สถานีตำรวจ...
สุดท้าย ตำรวจก็จะพบเพียงความขัดแย้งภายในครอบครัวลู่
และผลลัพธ์... ย่อมเป็นไปตามที่เธอต้องการ
ขณะเดียวกัน ทั้งหมู่บ้านก็ปั่นป่วนไปหมด
เรื่องของครอบครัวลู่ลุกลามอย่างรวดเร็ว เพราะเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์
พ่อแม่ทุกบ้านต่างรีบตามลูกกลับบ้าน หากใครกลับช้าก็ถูกดุหรือถูกตี พร้อมกำชับห้ามออกไปเล่นจนมืดอีก
พวกเด็ก ๆ รับข่าวเร็วที่สุด ไม่นานก็รู้ต้นสายปลายเหตุทั้งหมด
ความหวาดกลัวจึงเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจที่มีต่อตระกูลลู่
“ถ้าไม่ใช่เพราะบ้านนั้น พวกเราคงไม่โดนตี!”
“ใช่! แม่ยังห้ามออกไปเล่นอีก!”
ขณะนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ลู่เจิ้งเดินไปเปิดประตู ส่วนเหวินเชียนเดินตามออกมา
หน้าประตูคือป้าฮัวที่ถือชามสองใบอยู่ในมือ เธอยิ้มอย่างอบอุ่น
“พวกเธอยังไม่ได้กินข้าวเย็นใช่ไหม? ป้าเก็บไว้ให้ รีบกินตอนยังอุ่น ๆ เถอะ”
ในชามมีแผ่นแป้งขาวสองแผ่น ทำจากแป้งที่โม่เองอย่างประณีต
ในยุคนี้ แป้งขาวเป็นของหายาก แม้แต่ชาวนาก็แทบไม่มีโอกาสได้กิน
การแบ่งให้ถึงสองแผ่น ถือว่าใจกว้างมาก เหวินเชียนมองอาหารตรงหน้า ดวงตาค่อย ๆ แดงขึ้น
เพียงนึกถึงว่าป้าฮัวยอมควักแป้งขาวที่เก็บไว้อย่างดีออกมาแบ่งให้ หัวใจของเธอก็อบอุ่นจนเจ็บแปลบ
ในชาติที่แล้ว... ลูกชายของป้าฮัวคือคนที่ช่วยวิ่งไปแจ้งตำรวจให้เธอ
หากไม่มีครอบครัวนี้ เธอคงไม่มีวันได้รู้ข่าวของลู่เฉินอีกเลย