หลังจากครอบครัวจางจากไป ติงชุยฮัวก็รีบลุกขึ้นไปปิดและลงกลอนประตูหน้าทันที
ทันทีที่ประตูถูกล็อก แรงทั้งหมดในร่างของเธอก็เหมือนถูกสูบหายไปจนหมด ร่างทรุดลงนั่งกับพื้นข้างประตู
ผมดำสลับขาวยุ่งเหยิงปรกหน้า เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นมอมแมม ดูน่าเวทนายิ่งนัก
เหวินเชียนเดินออกมาจากกระท่อม โดยมีลู่เจิ้งเดินตามอยู่ด้านหลังราวกับผู้พิทักษ์
เธอลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมาวางตรงหน้าผู้เฒ่าลู่ ก่อนนั่งลงอย่างสงบนิ่ง
ผู้เฒ่าลู่จ้องเธอด้วยดวงตาแดงก่ำ แววตาเต็มไปด้วยความเย็นชา
เหวินเชียนเอ่ยอย่างเรียบเฉย
“ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าหลายปีมานี้ครอบครัวคุณปฏิบัติกับฉันอย่างไร”
“ใช่ ฉันเองที่เป็นคนส่งข่าวให้ลู่เจิ้งกลับมา”
“อีสารเลว!”
ติงชุยฮัวกรีดร้อง พลางพุ่งเข้ามาหมายจะตบตีเธอ
แต่ยังไม่ทันได้แตะตัว เหวินเชียนก็ยกเท้าถีบจนอีกฝ่ายล้มกลิ้งไปกองกับพื้น
เหวินเชียนลุกขึ้น ยืนมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหยียดหยาม
“คุณอยากบีบคอฉันให้ตายใช่มั้ย”
“ถ้าวันนั้นป้าฮัวไม่ช่วยพาฉันไปโรงพยาบาลตอนที่คลอดเสี่ยวเฉิน ฉันกับลูกก็คงตายด้วยน้ำมือของคุณไปแล้ว”
เธอเดินเข้าไปทีละก้าว รอยยิ้มจาง ๆ ยังประดับอยู่บนริมฝีปาก แต่ดวงตากลับเย็นเฉียบจนชวนหวาดหวั่น
“หลังจากฉันคลอดลูก คุณยังคิดจะบีบคอเสี่ยวเฉินอยู่หลายครั้ง”
“ถ้าฉันไม่เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องลูก เขาคงถูกคุณจับกดหัวลงในถังส้วมจนตายไปแล้ว”
ติงชุยฮัวรีบถอยหนี สีหน้าซีดเผือด
“อย่า... อย่าเข้ามา!”
เหวินเชียนหัวเราะเยาะ
“ครอบครัวคุณทำร้ายฉันแทบตาย แล้วยังคิดว่าฉันจะช่วยพวกคุณอีกอย่างนั้นหรือ”
“ฝันไปเถอะ”
เธอนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าอีกฝ่าย มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“เมื่อก่อนฉันเคารพและเชื่อฟังคุณทุกอย่าง”
“แต่สิ่งที่คุณตอบแทนกลับเป็นการคิดฆ่าฉันกับลูก”
“แล้วตอนนี้...ยังหวังให้ฉันเชื่อฟังอีกหรือ ฝันไปเถอะ”
เธอยิ้มเย็น “ความจริงทางออกก็ง่ายนิดเดียว”
“แค่แยกครอบครัว แล้วย้ายทะเบียนบ้านให้พวกเราเท่านั้นก็จบ”
“ฉันแนะนำให้รีบตัดสินใจ ก่อนที่ลูกชายของคุณจะกลับมาดีกว่า”
พูดจบ เหวินเชียนก็หันหลังพาลู่เจิ้งกลับเข้ากระท่อม
ลานบ้านตกอยู่ในความเงียบงัน ผ่านมาสองวันแล้ว ไม่มีใครดูแลจนทุกแห่งเต็มไปด้วยความสกปรกและความรกร้าง
ติงชุยฮัวตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
“เกิดอะไรขึ้นกับยัยนี่...”
“เมื่อไม่กี่วันก่อนยังยอมให้ฉันสั่งทุกอย่างอยู่เลย แต่ทำไมถึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้ได้”
เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผากของเธอ ขณะเหลือบมองกระท่อมมุงจากด้วยสายตาหวาดหวั่น
ผู้เฒ่าลู่กำขอบโต๊ะแน่น หลับตา ตัวสั่นราวกับกำลังจะเป็นลม
ติงชุยฮัวรีบเข้าไปประคอง
“ตาเฒ่า เข้าไปพักก่อนเถอะ”
“อืม...”
ทั้งสองค่อย ๆ พยุงกันกลับเข้าบ้าน ร่างโซเซเกือบล้มอยู่หลายครั้ง
ภายในกระท่อม
ลู่เจิ้งมองเหวินเชียน ดวงตาของเขาแดงเรื่อ ราวกับอยากรู้ว่าในใจเธอซ่อนความเจ็บปวดไว้มากเพียงใด
เหวินเชียนค่อย ๆ เล่าเรื่องในอดีตให้เขาฟัง
หลังคลอดลู่เฉินได้ไม่นาน ติงชุยฮัวกับจางเหยียนก็บังคับให้เธอไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำ
ทั้งที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล ตอนนั้นเป็นกลางฤดูหนาว
หมอสั่งให้เธอพักฟื้น กินอาหารบำรุง และห้ามลงน้ำ เพราะร่างกายยังอ่อนแอ ส่วนลูกก็เพิ่งเกิด
แต่เธอไม่มีสิทธิ์เลือก เธอต้องอุ้มลูกไว้บนหลัง แล้วลงไปซักผ้าในแม่น้ำที่เย็นเฉียบ
ความหนาวกัดจนมือเขียวม่วง แผลหลังคลอดถูกน้ำกัดจนพุพอง
ส่วนลู่เฉินก็ตัวเย็นเฉียบ ร้องไห้แผ่วเบาราวกับลูกแมวที่หมดแรง
ตอนเธอลุกขึ้น เวียนหัวจนเกือบล้ม ลู่เฉินเกือบหลุดจากหลังตกลงแม่น้ำ
แม้จะฝืนประคองลูกไว้ได้ แต่ข้อเท้าของเธอก็พลิกจนบาดเจ็บ
กว่าจะอุ้มลูกกลับถึงบ้าน ลู่เฉินก็เริ่มมีไข้ แต่แทนที่ติงชุยฮัวกับจางเหยียนจะเป็นห่วง
กลับกล่าวหาว่าเธอซักผ้าไม่เสร็จ แล้วยังคิดจะลงมือทำร้ายเธออีก
หากวันนั้นป้าฮัวไม่ได้ผ่านมาเห็น...ทั้งแม่และลูกคงไม่มีชีวิตรอดแล้ว
เหวินเชียนดึงตัวเองกลับจากความทรงจำ ก่อนยกมือเช็ดน้ำตาที่หางตา
เธอมองลู่เจิ้งด้วยดวงตาแดงก่ำ
“คุณมีวิธีช่วยพวกเขาออกมาจริง ๆ เหรอ”
ลู่เจิ้งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างคลุมเครือ
“ยังบอกไม่ได้”
“พรุ่งนี้เราไปสถานีตำรวจกัน”
ตกเย็น ขณะที่เหวินเชียน ลู่เจิ้ง และลู่เฉินกำลังนั่งกินข้าว ติงชุยฮัวก็มาเคาะประตู
กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยออกมาจากในห้อง เธอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว สายตาจ้องโต๊ะอาหารไม่วาง
“พ่อของคุณยอมแล้ว...”
“แต่ช่วยหาอะไรให้พวกเรากินก่อนได้ไหม”
เหวินเชียนมองเธออย่างเฉยชา ก่อนวางตะเกียบลงบนโต๊ะ
ติงชุยฮัวรีบเปลี่ยนคำพูดทันที “ไม่กินก็ได้...แต่พวกเราก็มีเงื่อนไขเหมือนกัน”
ทั้งสามจึงเดินตามเธอเข้าไปในบ้าน ผู้เฒ่าลู่นอนหอบอยู่บนเตียง
พอเห็นพวกเขาเข้ามา ก็รีบลุกขึ้นทันที สายตาจับจ้องลู่เฉินอย่างอาฆาต ราวกับอยากบีบคอเด็กให้ตาย
ลู่เจิ้งก้าวมาขวางตรงหน้า
“พูดมา”
ผู้เฒ่าลู่กระแอมเบา ๆ
“ฉันก็มีเงื่อนไขเหมือนกัน”
“ต่อไปทุกเดือน แกต้องส่งเงินกลับบ้าน ไม่อย่างนั้นฉันไม่ตกลง”
“เท่าไร”
“เดือนละสิบหยวน”
เหวินเชียนมองนิ่ง ส่วนลู่เจิ้งตอบทันที
“ไม่ได้”
ผู้เฒ่าลู่รีบลดลง “อย่างน้อย...ก็เดือนละหนึ่งหยวนก็ยังดี”
เขาไอจนหน้าแดง
“แค่หนึ่งหยวน ก็เหมือนไล่ขอทานแล้ว”
เหวินเชียนก้าวออกมาพูดแทน
“พวกเราจะให้เดือนละห้าหยวน”
“แต่ให้แค่สี่ปี”
“เหตุผล...คุณเองก็รู้อยู่แก่ใจ”
ลู่เจิ้งหันมองเธอด้วยความแปลกใจ ผู้เฒ่าลู่เองก็ตกตะลึง ไม่คิดว่าเหวินเชียนจะยอมอ่อนข้อง่ายๆแบบนี้
เหวินเชียนถามเรียบ ๆ
“ตกลงไหม”
“ถ้าไม่ตกลง พวกเราจะกลับ”
ผู้เฒ่าลู่หันไปมองติงชุยฮัว เธอรีบตอบแทนทันที
“ตกลง!”
“แต่ต้องจ่ายรวดเดียวทั้งหมด”
“ได้”
ลู่เจิ้งจึงพูดต่อ
“งั้นผมจะไปเชิญผู้ใหญ่บ้านกับคณะทำงานหมู่บ้านมาเป็นพยาน”
เวลานี้ทุกคนเพิ่งกินข้าวเสร็จ ยังอยู่กันพร้อมหน้า จึงเหมาะที่สุด
เมื่อมีพยาน ต่อให้ตระกูลลู่อยากกลับคำภายหลัง ก็ทำไม่ได้ เพราะจะถูกชาวบ้านประณาม
ผู้เฒ่าลู่มองเหวินเชียนกับลู่เฉินในอ้อมแขนของเธอด้วยสายตาซับซ้อน ราวกับพยายามมองให้ทะลุความคิดของทั้งคู่
ติงชุยฮัวจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิง พลางมองเหวินเชียนด้วยสายตาเหยียดหยาม
“ต่อให้ยัยนี่เปลี่ยนไป ก็ยังหนีไม่พ้นการควบคุมของพวกเราอยู่ดี”
“คนอย่างมัน เกิดมาก็มีแต่จะต้องถูกกดขี่ไปทั้งชีวิต”
ก่อนหันไปพูดกับลู่เจิ้ง
“อย่าคิดว่าแค่แยกครอบครัวแล้วจะตัดขาดจากพวกเราได้นะ”
“ไม่มีวัน”
เหวินเชียนหัวเราะเย็นชา
“อ้อ ฉันลืมบอกไป”
“พวกคุณยังต้องเซ็นหนังสือเลิกอุปการะด้วยนะ”
ติงชุยฮัวแค่นเสียง
“แล้วจะทำไม”
“ตราบใดที่เลือดตระกูลลู่ยังไหลอยู่ในตัวลู่เจิ้ง เขาก็ยังเป็นคนตระกูลลู่อยู่ดี”
เหวินเชียนยิ้มเยาะ เลือดตระกูลลู่งั้นเหรอ ช่างสกปรกสิ้นดี
ตกค่ำ ลู่เจิ้งพาผู้ใหญ่บ้านและคณะทำงานหมู่บ้านกลับมาด้วย ทุกคนนั่งพร้อมกันอยู่ในลานบ้าน
ผู้ใหญ่บ้านขมวดคิ้ว มองผู้เฒ่าลู่กับติงชุยฮัว
“เอาล่ะ มีอะไรก็พูดมา ฉันจะเป็นพยานให้”
ผู้เฒ่าลู่เอนตัวพิงโต๊ะอย่างอ่อนแรง ไอหนักจนเหมือนปอดจะหลุดออกมา ก่อนพูดด้วยเสียงแหบพร่า
“บ้านเรามีสมบัติไม่มาก”
“ก็มีแค่บ้านหลังนี้กับเฟอร์นิเจอร์ไม่กี่ชิ้น”
เขาหันไปมองลู่เจิ้ง
“บ้านหลังนี้สร้างด้วยเงินของครอบครัว เดิมทีแกกับน้องชายควรแบ่งกันคนละครึ่ง”
“แต่ตอนนี้น้องชายแกกำลังลำบาก ติดอยู่ที่สถานีตำรวจ”
“ในฐานะพี่ชาย จะเมินเฉยได้อย่างไร”
“ส่วนของทุกอย่างในบ้าน...”
“ฉันคิดว่าพวกแกคงไม่สนใจ”
“งั้นก็ยกให้น้องชายแกทั้งหมดก็แล้วกัน”