ผู้เฒ่าลู่อยากซื้อบ้านส่วนนี้ไว้เช่นกัน แต่ฐานะทางบ้านไม่อำนวย
เงินทั้งหมดที่มีอยู่คือเงินจากการขายลู่เหวินกับลู่เฟิง ซึ่งตอนนี้ก็ยังอยู่ในมือลู่เหยา
เขาถอนหายใจอย่างหมดหนทาง ก่อนจะไอเบา ๆ แล้วพูดขึ้น
“แล้วแต่เธอเถอะ จะทำอะไรก็ทำ”
“ตกลง งั้นก็ตามนี้”
เหวินเชียนก้มหน้าเขียนเอกสารต่อจนเสร็จ ก่อนส่งให้ผู้เฒ่าลู่อ่าน
แม้จะอายุมากแล้ว แต่ผู้เฒ่าลู่ยังอ่านออกเขียนได้ จึงเข้าใจเนื้อหาทั้งหมด
ระหว่างที่เขากำลังอ่าน ติงชุยฮัวเดินวนอยู่ด้านหลังอย่างกระสับกระส่าย
เพราะอ่านหนังสือไม่ออก เธอจึงได้แต่จ้องกระดาษในมือของผู้เฒ่าลู่ด้วยความร้อนใจ
หากมีข้อความใดผิดพลาด พวกเขาย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
เมื่ออ่านจบ ผู้เฒ่าลู่จึงคืนเอกสารให้เหวินเชียน
เธอเก็บรอยยิ้มไว้ ก่อนยื่นต่อให้ผู้ใหญ่บ้านและคณะทำงานที่มาด้วย
“ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยตรวจดูอีกครั้งนะคะ ถ้าไม่มีปัญหา เราจะได้เซ็นกันเลย”
ผู้ใหญ่บ้านเดิมก็มาเพื่อเป็นพยานเท่านั้น อีกทั้งเขาเองก็เห็นใจเหวินเชียนอยู่แล้ว
พอได้เห็นกับตาว่าตระกูลลู่ปฏิบัติต่อเธออย่างไร ความไม่พอใจในใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
เขาพยักหน้าหลังอ่านจบ
“ไม่มีปัญหา เซ็นได้”
เอกสารถูกจัดทำทั้งหมดสามชุด
แต่ละครอบครัวเก็บไว้ฝ่ายละชุด ส่วนอีกชุดเก็บไว้ที่หมู่บ้านเป็นหลักฐาน
ผู้เฒ่าลู่เซ็นชื่อลงบนกระดาษด้วยมือที่สั่นเทา
ลู่เจิ้งเซ็น ต่อจากนั้น ผู้ใหญ่บ้านและคณะทำงานอีกหลายคนลงชื่อเป็นพยาน
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เหวินเชียนก็หยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมา
เธอหันไปมองผู้ใหญ่บ้าน ก่อนพูดอย่างหนักแน่น
“ผู้ใหญ่บ้าน พวกเรายังต้องทำสัญญาตัดขาดความสัมพันธ์กันอีกฉบับค่ะ”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา บรรยากาศทั้งห้องก็เงียบกริบ
ผู้ใหญ่บ้านและคณะทำงานหลายคนขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งเครียด
เรื่องตัดขาดความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ใช่เรื่องเล็ก หากแพร่ออกไป หมู่บ้านของพวกเขาคงถูกชาวบ้านจากที่อื่นนินทาไม่น้อย
เหวินเชียนสูดหายใจลึกๆ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ทุกคุณก็รู้ว่าฉันแต่งเข้ามาอยู่บ้านนี้กี่ปีแล้ว”
“และทุกคนก็เห็นมาตลอดว่า ตระกูลลู่ปฏิบัติต่อฉันอย่างไร”
“หากจะให้ฉันกตัญญูต่อไป...ฉันทำไม่ไหวแล้วจริงๆ”
เธอเม้มริมฝีปาก ก่อนเอ่ยต่อ
“ครั้งนี้ลู่เหวินกับลู่เฟิงถูกลักพาตัว ทุกคนก็รู้ดีว่า...คนที่พวกค้ามนุษย์ต้องการตัวจริง ๆ คือเสี่ยวเฉิน”
“ผู้ใหญ่บ้าน...บอกฉันทีเถอะ”
“ฉันจะอยู่ร่วมกับครอบครัวแบบนี้ต่อไปได้อย่างไร”
ดวงตาของเธอแดงก่ำ
“ตั้งแต่พ่อแม่เสียไป ชีวิตของฉันก็ไม่เคยมีความสุขอีกเลย”
“หลายครั้ง...ฉันแทบอยากตายตามพวกเขาไปเสียด้วยซ้ำ”
คำพูดนั้นทำให้ผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่หลายคนรู้สึกสะเทือนใจ
เหวินเชียนเคยเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลเหวิน
ตั้งแต่เด็กก็ถูกเลี้ยงดูอย่างดี หน้าตาสะสวย พูดจาฉะฉาน เป็นที่รักของคนทั้งหมู่บ้าน
ไม่มีใครคาดคิดว่า หลังแต่งงานแล้ว ชีวิตของเธอจะตกต่ำถึงเพียงนี้
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ ก่อนหันไปถามผู้เฒ่าลู่
“ผู้เฒ่าลู่...เรื่องนี้ คุณคิดเห็นอย่างไร”
ผู้เฒ่าลู่หลับตา ถอนหายใจยาว ราวกับยอมจำนนต่อชะตากรรม
“ช่างเถอะ...”
“หนี้เวรหนี้กรรมของลูกหลาน ก็ให้ลูกหลานจัดการกันเอง”
“พวกเราแก่แล้ว คงแก้อะไรไม่ได้”
“ถ้าจะเซ็น...ก็เซ็นเถอะ”
เหวินเชียนแอบหัวเราะในใจ เธอรู้ดีว่าผู้เฒ่าลู่กำลังเสแสร้งทำตัวน่าสงสาร
และท่าทีของเขาก็ทำให้คณะทำงานหลายคนรู้สึกหนักใจไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม ทุกคนต่างก็คิดเหมือนกันว่า เรื่องของลูกหลาน ก็ต้องให้ลูกหลานเป็นคนรับผิดชอบ
ไม่มีใครอยากตกอยู่ในสภาพแบบครอบครัวนี้หรอก
เหวินเชียนหยิบกระดาษขึ้นมาเขียนข้อตกลงฉบับใหม่ ครั้งนี้...เธอรู้สึกโล่งใจที่สุดในรอบหลายปี
เมื่อเขียนเสร็จ เธอส่งให้ผู้เฒ่าลู่อ่าน เขากัดฟันแน่น ก่อนฝืนเซ็นชื่อลงไป
จากนั้นผู้ใหญ่บ้านและคณะทำงานทุกคนก็ลงชื่อเป็นพยาน ถือว่าทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์
ผู้ใหญ่บ้านเก็บสำเนาไว้ในมือ พลางถอนหายใจ
“หมดธุระแล้ว กลับกันเถอะ”
เมื่อประตูบ้านเปิดออก ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่ด้านนอกต่างรีบถาม
“ผู้ใหญ่บ้าน แบ่งครอบครัวเสร็จหรือยัง?”
ผู้ใหญ่บ้านโบกมือ
“เสร็จแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้านได้”
เหวินเชียนก้มมองเอกสารสองฉบับในมือ หัวใจเต้นแรง ดวงตาร้อนผ่าว
นับจากวันนี้เป็นต้นไป...เธอไม่ต้องมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลลู่อีกแล้ว
พรุ่งนี้ เพียงนำเอกสารไปให้ผู้ใหญ่บ้านรับรอง ก่อนนำไปยื่นที่อำเภอ
ลู่เจิ้งก็จะสามารถยื่นเรื่องต่อหน่วยทหาร เพื่อดำเนินการย้ายทะเบียนบ้านได้ทันที
ผู้เฒ่าลู่มองเอกสารบนโต๊ะอย่างเหม่อลอย รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง
เขาเงยหน้ามองลู่เจิ้ง ก่อนพูดเสียงแผ่ว
“พรุ่งนี้ ไปช่วยลู่เหยากับจางเหยียนออกจากสถานีตำรวจด้วย”
“ฉันรักษาสัญญาแล้ว...แกก็ต้องรักษาคำพูดเหมือนกัน”
เมื่อเห็นลู่เจิ้งพยักหน้า ผู้เฒ่าลู่ก็หลับตาลงอย่างอ่อนแรง ก่อนชี้ไปที่เอกสารบนโต๊ะ
“เก็บมันไป...แล้วพาฉันเข้าบ้าน”
ก่อนเดินเข้าไป เขาหันกลับมามองลู่เจิ้งอีกครั้ง แววตานั้นเต็มไปด้วยความหมายบางอย่าง
จนเหวินเชียนเองก็อ่านไม่ออก จู่ๆหัวใจของเธอหนักอึ้งขึ้นมาทันที
เธอรู้ดีว่า ครั้งนี้อาศัยจังหวะที่ผู้เฒ่าลู่ทั้งป่วยและสับสน จึงบีบให้เขาเซ็นเอกสารได้
หากวันหนึ่งเขาได้สติ และรู้ว่าตัวเองถูกหลอกใช้ เขาไม่มีทางยอมปล่อยเรื่องนี้ไปแน่
แต่โชคดี... อีกไม่นาน พวกเธอก็จะย้ายออกจากที่นี่แล้ว ถึงเขาจะคิดแก้แค้น ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ
เมื่อกลับมาถึงกระท่อม ลู่เจิ้งเห็นเหวินเชียนนั่งพลิกดูเอกสารทั้งสองฉบับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จู่ ๆ เธอก็หัวเราะออกมา ลู่เฉินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รีบเงยหน้ามองแม่ด้วยความตกใจ กลัวว่าเธอจะเป็นอะไร
ก่อนหน้านี้ ระหว่างที่ทุกคนกำลังโต้เถียงกันเรื่องแบ่งทรัพย์สิน
เหวินเชียนได้พาลูกกลับเข้ามาในกระท่อม ไม่อยากให้เด็กเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวาย
เธอหัวเราะทั้งน้ำตา ก่อนดึงลู่เฉินเข้ามากอดแน่น
“เสี่ยวเฉิน...”
“แม่ทำสำเร็จแล้ว”
จากนั้นเธอเงยหน้ามองลู่เจิ้ง
“คุณมั่นใจจริง ๆ หรือว่าจะช่วยลู่เหยากับจางเหยียนได้”
“พรุ่งนี้คุณจะทำยังไง”
ลู่เจิ้งยิ้มเจื่อน ๆ
“เมื่อเช้าผมแอบถามตำรวจมาแล้ว”
“เขาบอกว่า ถ้าลู่เหยากับจางเหยียนยังไม่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ พรุ่งนี้ก็ต้องปล่อยตัว”
“ตอนบ่าย ผมเลยขอให้พวกเขาอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับใคร”
“แต่สุดท้าย ก็ขึ้นอยู่กับว่าวันนี้ทั้งสองคนจะยอมพูดอะไรหรือเปล่า”
เหวินเชียนยกนิ้วโป้งให้ทันที เธอยังนึกไม่ถึงเลยนะ แต่ลู่เจิ้งกลับวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างรอบคอบ
แน่นอนว่า ตำรวจยอมเปิดเผยข้อมูลให้เขาฟัง ก็เพราะฐานะนายทหารของเขา
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของเธอก็สำเร็จแล้ว เมื่อนึกถึงสีหน้าของผู้เฒ่าลู่กับติงชุยฮัว หากรู้ความจริงในวันพรุ่งนี้
เธอก็อดยิ้มไม่ได้
เหวินเชียนหันมาหาลู่เจิ้ง
“พรุ่งนี้เช้า เราต้องเข้าอำเภอ”
“ไม่ใช่แค่ไปดูสีหน้าพวกเขา แต่ต้องไปจัดการเรื่องทะเบียนบ้านด้วย”
ลู่เจิ้งพยักหน้า เขาแจ้งเรื่องนี้กับหน่วยทหารไว้ล่วงหน้าแล้ว และคาดว่าพรุ่งนี้ทุกอย่างจะดำเนินการได้
ตั้งแต่รู้ว่าเหวินเชียนคิดจะแยกครอบครัว เขาก็เริ่มเตรียมการทุกอย่างไว้เรียบร้อย ทั้งยื่นคำร้องล่วงหน้า
และขอให้ผู้บังคับบัญชาช่วยเร่งเรื่องให้
ลู่เจิ้งมองเธอ ก่อนถามเบา ๆ
“แล้วบ้านหลังนี้...คุณคิดจะจัดการยังไง?”