ไม่นานหลังอาหารกลางวัน เจียงอ้ายกั๋วก็พาคนงานมาช่วยกันขนอิฐและเริ่มรื้อบ้าน
ทุกคนทำตามที่เหวินเชียนแนะนำ โดยเริ่มรื้อจากบ้านหลังใหญ่ก่อน
เสียงทุบรื้อดังสนั่นไปทั่วหมู่บ้าน จนชาวบ้านต่างพากันออกมามุงดูด้วยความสงสัย สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เหวินเชียนซึ่งยืนมองอยู่เงียบ ๆ ก่อนจะมีคนถามขึ้นอย่างอดสงสัยไม่ได้
“ครอบครัวลู่เจิ้งกำลังทำอะไรกัน ทำไมถึงรื้อบ้านดี ๆ แบบนี้ล่ะ?”
เหวินเชียนเพียงยิ้มบาง ๆ ก่อนหันไปตอบทุกคน
“พวกเราแยกครอบครัวแล้ว บ้านหลังนี้มีส่วนของเราอยู่ แต่หลังจากนี้เราจะย้ายไปอยู่ที่กองทัพ คงไม่ได้กลับมาอยู่ที่นี่อีกแล้ว”
มีคนถามต่อด้วยความงุนงง
“แล้วทำไมถึงต้องรื้อบ้านด้วยล่ะ?”
“หลี่เย่กำลังจะแต่งงาน อิฐพวกนี้เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ เราเลยให้ลุงอ้ายกั๋วเอาไปใช้สร้างบ้าน”
เธอรีบย้ำทันที
“แต่ไม่ได้ให้ฟรีนะ”
ทุกคนชะงัก ก่อนมีคนถามขึ้นอีก
“แล้วแลกกับอะไรล่ะ?”
เหวินเชียนยิ้มพลางส่ายหน้า
“ลุงอ้ายกั๋วจะส่งอาหารให้ครอบครัวเราทุกปี ถือว่าแลกเปลี่ยนกัน”
หากบอกว่ายกให้ฟรี ชาวบ้านคงแห่มาแย่งกันจนวุ่นวาย อีกทั้งในยุคนี้ยังห้ามค้าขายกันเอง การอ้างว่าเป็นการแลกเปลี่ยนอาหารจึงเป็นข้ออ้างที่ทั้งสองครอบครัวตกลงกันไว้ เพื่อตัดปัญหาคำครหาจากคนในหมู่บ้าน
ทันใดนั้น หญิงชราคนหนึ่งก็เบียดฝูงชนเข้ามา คว้าแขนเหวินเชียนไว้แน่น
“หนูเอ๊ย แบ่งให้ป้าบ้างสิ เดี๋ยวป้าจะส่งอาหารให้เหมือนกัน”
เหวินเชียนหัวเราะอย่างจนใจ
“ป้า ของพวกฉันนี้ตกลงกับลุงอ้ายกั๋วไว้ก่อนแล้ว ใครต้องมาก่อนได้ก่อน ฉันผิดคำพูดไม่ได้หรอก”
หญิงชราถอนหายใจเสียดาย
“เฮ้อ...ถ้ารู้แต่แรก ป้าคงรีบมาหาตั้งนานแล้ว”
ในหมู่บ้านมีหลายครอบครัวที่ลูกชายกำลังจะสร้างครอบครัว ทุกคนต่างใฝ่ฝันอยากมีบ้านอิฐสักหลัง แม้จะไม่ได้ใหญ่โต แต่ก็ถือเป็นหน้าตาของครอบครัว
ไม่นาน บรรดาป้าทั้งหลายก็พากันล้อมเหวินเชียนไว้ หวังดึงเธอไปคุยเป็นการส่วนตัว
โชคดีที่ป้าถง ภรรยาของลุงอ้ายกั๋ว เห็นท่าไม่ดี จึงรีบแทรกตัวเข้ามา ดึงเหวินเชียนมาไว้ข้างกาย
เธอเท้าเอว มองทุกคนอย่างไม่เกรงใจ
“พวกเธอคิดจะรุมรังแกเด็กผู้หญิงคนเดียวหรือไง เลิกได้แล้ว!”
มีคนรีบแก้ตัว
“โอ๊ย พี่สะใภ้อ้ายกั๋ว พวกเราแค่อยากคุยกับครอบครัวลู่เจิ้งเฉย ๆ”
ป้าถงแค่นหัวเราะ ก่อนชี้นิ้วใส่อีกฝ่าย
“ยังกล้าพูดอีกเหรอ ฟังไว้ให้ดี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เหวินเชียนคือลูกสาวของฉัน ใครคิดจะรังแกเธอ ก็ข้ามศพฉันไปก่อน!”
เหวินเชียนอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นป้าถงยืนปกป้องเธอ
ป้าถงขึ้นชื่อเรื่องปากคม ไม่เคยยอมแพ้ใครเรื่องฝีปาก ต่อให้เถียงกับคนสิบคนก็ไม่มีวันเป็นฝ่ายแพ้
นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เหวินเชียนยอมขายบ้านให้ครอบครัวเจียง
ตราบใดที่มีป้าถงอยู่ เธอก็ไม่ต้องกลัวคำพูดของชาวบ้านอีก
หลายคนเคยโดนป้าถงดุจนร้องไห้กลับบ้านมาแล้ว เพราะทุกคำที่เธอพูดล้วนเป็นความจริง
เหวินเชียนไม่อยากยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย จึงหันกลับเข้าไปในกระท่อมมุงจาก
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นบางอย่างตรงมุมกำแพง ก่อนดวงตาจะเป็นประกายขึ้นทันที
เธอคิดวิธีจัดการของที่เหลือได้แล้ว
เหวินเชียนรีบดึงป้าถงเข้ามาในห้อง ก่อนชี้ไปยังกองข้าวของ
“ป้า ของพวกนี้ฉันเอาไปด้วยไม่ได้ ป้ารู้จักคนในหมู่บ้านดีกว่าฉัน ถ้าป้าช่วยหาคนมาซื้อ ฉันจะขายราคาถูก”
ป้าถงกวาดตามองผ่าน ๆ ก่อนขมวดคิ้ว
“เสี่ยวเชียน เธอไม่คิดจะเก็บไว้เลยเหรอ ของพวกนี้ซื้อใหม่ก็แพงนะ บางอย่างต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้ ต้องมีตั๋วอีก”
เหวินเชียนยิ้มบาง
“ฉันรู้ค่ะ แต่เอาไปก็ลำบาก อีกอย่าง...ฉันไม่อยากใช้ของที่คนตระกูลลู่เคยใช้แล้ว มันน่ารังเกียจ”
ป้าถงพยักหน้าเข้าใจ
“ได้ งั้นฉันจะหาคนที่ไว้ใจได้มาเอง รับรองไม่มีใครเอาเรื่องนี้ไปพูดต่อ”
ก่อนออกไป เธอมองเหวินเชียนกับลู่เฉินด้วยสายตาเอ็นดูราวกับเป็นญาติแท้ ๆ
เธอรู้ดีว่า วันเวลาที่ดีของแม่ลูกคู่นี้กำลังจะมาถึงแล้ว
ป้าถงหยิบของกลับไปบางส่วน พร้อมให้เหวินเชียนจดรายการและคิดราคาไว้
ไม่นาน เธอก็กลับมาพร้อมป้าอีกสองสามคน แต่ละคนหิ้วตะกร้าที่คลุมด้วยผ้ามาอย่างมิดชิด
เหวินเชียนรีบเปิดประตูให้ทุกคนเข้า ก่อนปิดประตูตามทันที
เมื่อเปิดผ้าคลุมออก ก็เผยให้เห็นผักสด ไข่ และของกินอีกหลายอย่าง
“เสี่ยวเชียน อย่าน้อยใจนะ ของพวกนี้เราปลูกเองทั้งนั้น สด ๆ เพิ่งเก็บมาเมื่อเช้าเลย”
เหวินเชียนยิ้มกว้าง
“ไม่น้อยใจหรอกค่ะ บ้านเรากำลังอยากกินพอดี ต้องขอบคุณป้า ๆ มากกว่า”
เห็นเธอยิ้มอย่างจริงใจ ทุกคนก็โล่งใจ ก่อนจะเริ่มเลือกของที่ต้องการ
ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ในครัว ทั้งอ่างเซรามิก ถ้วย ชาม และจาน แม้จะเป็นของใช้แล้ว แต่สภาพยังดี ราคาไม่แพง แถมไม่ต้องใช้ตั๋วแลกซื้อเหมือนในสหกรณ์
เมื่อคิดเงินเสร็จ ทุกคนก็ยื่นเงินให้ด้วยรอยยิ้ม ก่อนห่อของกลับอย่างมิดชิด แล้วทยอยเดินออกไปทีละคน
ด้านนอก เสียงรื้อบ้านยังดังไม่หยุด
ติงชุยฮัวทำได้เพียงหลบอยู่ในห้อง ไม่กล้าออกมา
เธอรู้ดีว่าต่อให้ออกไปโวยวาย ก็ไม่มีทางหยุดเรื่องนี้ได้ มิหนำซ้ำอาจถูกชาวบ้านหัวเราะเยาะอีก
ตกบ่าย บ้านหลังใหญ่ถูกรื้อจนเกือบหมด
ลุงอ้ายกั๋วกับครอบครัวช่วยกันขนของที่เหลือในบ้านออกมากองไว้หน้าห้องของติงชุยฮัว
จริง ๆ แล้วของเหลืออยู่ไม่มาก เพราะของที่เป็นของเหวินเชียน เธอขนออกไปก่อนหน้านี้เกือบหมดแล้ว
ลู่เจิ้งยังช่วยครอบครัวเจียงรื้อบ้านอยู่ ส่วนเหวินเชียนกับลู่เฉินพักอยู่ในกระท่อม
ทันใดนั้น เสียงตะโกนโกรธเกรี้ยวก็ดังขึ้นกลางลาน
“พวกแกกำลังทำอะไรกัน! ใครอนุญาตให้รื้อบ้านของฉัน!”
ลู่เหยากับจางเหยียนเดินโซซัดโซเซกลับมาจากสถานีตำรวจ ใบหน้าซูบซีด เต็มไปด้วยความอ่อนล้า
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทั้งคู่ถูกสอบสวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าแทบไม่ได้พัก
ยิ่งจางเหยียนเผลอพูดผิดหลายครั้ง ก็ยิ่งทำให้ตำรวจจับพิรุธได้ จึงถูกสอบเข้มกว่าเดิม
ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน ทั้งสองเดินมาเองตลอด เพราะหาเกวียนสักคันก็ไม่ได้
กว่าจะถึงบ้านก็แทบหมดแรง แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง...บ้านที่เคยอยู่กลับหายไปแล้ว
เหลือเพียงกำแพงเตี้ย ๆ สูงแค่ระดับน่องเท่านั้น
ดวงตาของจางเหยียนเบิกกว้างด้วยความตกใจ ก่อนความโกรธจะปะทุขึ้นในพริบตา
เธอพุ่งตรงเข้าไป คว้าเครื่องมือในมือเจียงลี่เย่ไว้ แล้วตะโกนเสียงแหลม
“ใครใช้ให้แกมารื้อบ้านของฉัน! บ้านหลังนี้เป็นของฉัน! รีบสร้างกลับคืนเดี๋ยวนี้!”
เธอกวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างร้อนรน
“เตียงฉันล่ะ! ตู้ลิ้นชักล่ะ! ตู้เสื้อผ้าของฉันหายไปไหนหมด! พวกแกเอาไปไว้ที่ไหน!”
ระหว่างพูด เธอก็กระชากเสื้อของเจียงลี่เย่ อีกมือยกขึ้นหมายจะตะปบใบหน้าของเขา