เหวินเชียนกับลู่เจิ้งที่กำลังจะก้าวพ้นประตูต่างหยุดชะงัก หันมองหน้ากันครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเดินต่อ
“ตาเฒ่า! อย่าทำให้ฉันตกใจสิ!”
“พ่อ! พ่อ ตื่นสิ!”
เสียงร้องตื่นตระหนกดังมาจากห้องด้านหลัง ลู่เหยารีบประคองร่างผู้เฒ่าลู่ที่หมดสติไว้ สีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน
เขานึกถึงตอนที่พ่อเคยเป็นลมครั้งก่อน จางเหยียนเคยบีบริมฝีปากจนพ่อฟื้น เขาจึงรีบทำตามทันทีโดยไม่คิดให้ดี
ติงชุยฮัวก็ลนลานไม่แพ้กัน รีบคว้าชามน้ำบนโต๊ะ จุ่มมือลงแล้วสาดใส่หน้าผู้เฒ่าลู่ เพราะเคยเห็นชาวบ้านใช้วิธีนี้ปลุกคนที่หมดสติ
ไม่นาน ผู้เฒ่าลู่ก็เริ่มได้สติ สิ่งแรกที่ทำคือสะบัดมือลู่เหยาออกทันที
ลู่เหยารีบปล่อยมือ เมื่อมองเห็นรอยเล็บแดงเป็นทางบนริมฝีปากของพ่อ ก็รู้ว่าตัวเองเผลอบีบแรงเกินไปเพราะความตกใจ
ใบหน้าของผู้เฒ่าลู่เปียกโชก หายใจหอบถี่ สีหน้าซีดเซียวราวกับแก่ลงไปอีกหลายปี
ติงชุยฮัวโผเข้ากอดเขาทันที น้ำตาไหลพราก
“ท่านผู้เฒ่า ในที่สุดค็ก็ตื่นแล้ว! คุณทำฉันตกใจแทบตายเลยนะ ถ้าคุณเป็นอะไรไป ฉันจะอยู่ยังไง...”
แรงกอดนั้นทำให้ผู้เฒ่าลู่เจ็บหน้าอกจนแทบเป็นลมอีกรอบ เขาฝืนยกมือผลักเธอออก พลางพูดเสียงแผ่ว
“ลุก... ลุกก่อน...”
ลู่เหยารีบดึงแม่ออกมา
“แม่ พอเถอะ! เดี๋ยวพ่อจะเป็นลมอีก!”
จากนั้นเขาหันกลับไปหาพ่อ ดวงตาแดงก่ำ
“พ่อ... เราจะทำยังไงกันดี ตอนนี้ทั้งเมียทั้งลูกก็ไม่อยู่ บ้านก็แทบพังหมดแล้ว พ่อต้องเข้มแข็งนะ ไม่อย่างนั้นก็จะเหลือแค่ผมกับแม่...”
ผู้เฒ่าลู่มองลูกชายด้วยสายตาผิดหวังจนแทบสิ้นหวัง
ตระกูลลู่... จะมีลูกชายที่อ่อนแอไร้ความสามารถเช่นนี้ได้อย่างไร?
เขาเหลือบมองติงชุยฮัวอีกครั้ง เพียงเห็นสีหน้าของเธอก็เข้าใจทุกอย่าง จึงหลับตาลงอย่างหมดแรง
เส้นทางสายนี้... เป็นทางที่เขาเลือกเอง เมื่อเลือกแล้ว ก็ต้องรับผลของมัน
สายตาของผู้เฒ่าลู่ตกลงบนเงินกองนั้น ความเจ็บปวดพลันแล่นเข้าหัวใจ
หลานชายสองคนหายสาบสูญ...
ลูกชายก็จนตรอก...
หรือสุดท้าย... ตระกูลลู่จะสิ้นเชื้อสายจริง ๆ?
หากวันหนึ่งเขาตาย จะเอาหน้าไปพบกับบรรพบุรุษได้อย่างไร?
แต่ตราบใดที่เขายังไม่ตาย เขาจะไม่มีวันปล่อยให้พวกสารเลวคู่นั้นได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข!
อีกด้านหนึ่ง ลู่เหยามองเงินกองบนโต๊ะแล้วขมวดคิ้ว เขารู้สึกเหมือนตัวเองลืมเรื่องสำคัญบางอย่าง... สำคัญมาก... แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็นึกไม่ออก
ด้านนอก เหวินเชียนกับลู่เจิ้งยืนมองบ้านหลังใหญ่ที่ถูกรื้อจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
บ้านหลังนี้คือสถานที่ที่เธอใช้ชีวิตมาหลายปี
ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ ความสิ้นหวัง และความทรงจำอันเจ็บปวดที่สุดในชีวิต
ลู่เจิ้งทอดสายตามองเธอเงียบ ๆ เพียงสี่ปี... ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด
ครั้งนี้เขาคิดว่าหัวใจของตัวเองได้พบที่พักพิงเสียที
แต่คนที่เขาอยากปกป้อง... กลับไม่ต้องการพึ่งพาเขาอีกแล้ว
เหวินเชียนรับรู้ถึงสายตานั้น จึงหันมายิ้มบาง ๆ
“ขอบคุณนะ”
เป็นคำขอบคุณที่จริงใจ แต่ก็แฝงความห่างเหิน ราวกับคำกล่าวของคนแปลกหน้าที่ช่วยเหลือกันเท่านั้น
พูดจบ เธอก็หันหลังเดินเข้ากระท่อมมุงจาก เธอเองก็รู้ว่าการกระทำของตัวเองดูเย็นชา
แต่บาดแผลจากอดีต... ไม่ใช่สิ่งที่จะลืมได้ง่าย ๆ
เธอเคยผ่านทั้งความเป็นและความตาย เคยลิ้มรสความสิ้นหวังที่ไม่มีวันลืม
ตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือเสี่ยวเฉิน
เธอต้องให้ลูกมีอนาคตที่ดี มีวัยเด็กที่อบอุ่น และมีครอบครัวที่มั่นคง
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลู่เจิ้ง...คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นตัวตัดสิน เธอยังไม่อาจให้คำตอบใด ๆ ได้
ลู่เจิ้งยืนมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่ถูกแสงโคมไฟส่องเป็นเงา เขาได้ยินเสียงหัวเราะของเธอกับเสี่ยวเฉินดังลอดออกมาจากกระท่อม
มุมปากของเขาค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มขมขื่น ก่อนก้าวเดินตามเข้าไปทีละก้าว... เป็นก้าวที่หนักแน่น แต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
ท้องฟ้ายามค่ำคืนค่อย ๆ ถูกเมฆสีเทาปกคลุม ลมฤดูร้อนพัดเอาความอบอ้าวออกไป เหลือเพียงความเย็นบางเบา
บนถนน ผู้คนจำนวนมากกำลังรีบมุ่งหน้าไปยังที่แห่งหนึ่ง บางคนถือเชือก บางคนหิ้วถุง เสียงตะโกนโหวกเหวกและเสียงด่าทอดังสลับกันเป็นระยะ
ในเวลาเดียวกัน ลู่เหยานอนพลิกตัวอยู่บนเตียง ความคิดวนเวียนอยู่กับจางเหยียน
เขามั่นใจว่าเธอไม่มีวันแต่งงานใหม่ ถึงจะมีคนยอมรับ ก็ไม่มีใครกล้าอยู่กับเธอ เพราะเธอมีความลับที่ไม่มีวันเปิดเผยได้
หากถูกเปิดโปง ชีวิตของเธอก็จบสิ้นทันที ยิ่งคิด เขายิ่งเจ็บใจ
ทุกอย่างถูกวางแผนไว้อย่างรัดกุม แต่สุดท้ายกลับย้อนกลับมาทำลายตัวเอง
ลูกชายทั้งสองหายไป...และเขาเองก็ไม่มีวันมีลูกได้อีกแล้ว
ความอึดอัดแน่นอยู่ในอก ราวกับกำลังจะนึกเรื่องสำคัญบางอย่างออก
ทันใดนั้น...
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ลู่เหยาลุกพรวดขึ้นจากเตียงทันที
ในที่สุด... เขาก็นึกออกแล้ว!
ขณะเดียวกัน ภายในกระท่อมมุงจาก เหวินเชียนกับลู่เจิ้งก็ได้ยินเสียงเคาะประตูเช่นกัน
เสียงนั้นไม่ดังมาก แต่ชัดเจนพอให้คนในบ้านได้ยิน โดยไม่รบกวนเพื่อนบ้าน
ลู่เจิ้งกำลังจะลุกไปเปิดประตู แต่เหวินเชียนรีบคว้าแขนเขาไว้ พลางส่ายหน้า
“นอนเถอะ... เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรา”
แม้เขาจะยอมนอนลง แต่สายตายังคงจับจ้องเธออย่างสงสัย
ร่างของเหวินเชียนสั่นไม่หยุด
เธอพยายามฝืนควบคุมตัวเอง แต่ทั้งน้ำเสียงและลมหายใจล้วนสั่นเครือ ฝ่ามือเย็นเฉียบจนชุ่มไปด้วยเหงื่อ
เสียงเคาะประตูยังดังต่อเนื่อง ยิ่งได้ยิน ลมหายใจของเธอก็ยิ่งถี่ ร่างกายยิ่งสั่นแรงขึ้น
เธอกำหมัดแน่น หลับตาปี๋ ราวกับกำลังพยายามกดความทรงจำบางอย่างเอาไว้
ลู่เจิ้งตกใจ รีบจับไหล่เธอเขย่าเบา ๆ
“เหวินเชียน! เหวินเชียน! คุณเป็นอะไรไป?”
ทันใดนั้น เธอก็ลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความสิ้นหวัง ความแค้น ความหวาดกลัว และความทรมาน
จนแม้แต่ลู่เจิ้งยังรู้สึกใจหาย
เธอสูดลมหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า
“ฉัน... ไม่เป็นไร...”
ลู่เจิ้งรีบรินน้ำส่งให้ พลางเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากของเธอ
แม้ในความมืด เขาก็ยังมองออกว่าเธอผิดปกติ
และเขามั่นใจว่า...อาการทั้งหมดนี้ เกี่ยวข้องกับคนที่กำลังเคาะประตูอยู่ด้านนอกอย่างแน่นอน