ลู่เจิ้งเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนยกข้อมือขึ้นดูเวลา เขาหมุนนาฬิกาเบาๆ พลางขมวดคิ้ว สีหน้าดูหงุดหงิดราวกับกำลังรออะไรบางอย่าง
เขากวาดสายตามองคนที่นอนกองอยู่บนพื้น ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนจะนั่งยองลงอีกครั้ง ยกมีดขึ้นพลิกดูคมมีดที่สะท้อนแสงจันทร์
“พี่ชาย รีบไปกันเถอะ! ถ้าออกจากที่นี่ตอนนี้ พวกเรายังรอด แต่ถ้าชักช้า เราตายแน่!”
“พี่ชาย ได้โปรดอย่าฆ่าฉันเลย ฉันไม่รู้อะไรจริงๆ ฉันก็แค่ถูกพี่หลิวหลอกมา!”
ชายคนนั้นมองลู่เจิ้งอย่างสิ้นหวัง แสงเย็นจากคมมีดสะท้อนเข้าตาจนพร่ามัว ก่อนที่เขาจะสบเข้ากับดวงตาเย็นเฉียบของอีกฝ่าย
เพียงแค่สบตา ร่างของเขาก็หมดเรี่ยวแรง ล้มลงกับพื้น ความร้อนชื้นแผ่กระจายอยู่ใต้ตัว
ลู่เจิ้งได้กลิ่นเหม็นฉุนลอยมา เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะลงมือจัดการทุกอย่างอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ
เมื่อเดินวนมาถึงคนสุดท้าย เขาก็หยุดอยู่ตรงหน้าพี่หลิว
เวลานี้พี่หลิวได้แต่เสียใจ เสียใจที่หลงเชื่อลู่เหยา เสียใจที่คิดจะซื้อผู้หญิงจากหมอนั่น
และยิ่งเสียใจที่ถูกความโลภครอบงำ เพราะหวังเงินหลายพันหยวนก้อนนั้น
เมื่อเห็นแสงเย็นวาบจากคมมีด ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือด เหงื่อไหลท่วมทั้งตัว ดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“ทำไม... ทำไมคุณต้องทำกับพวกเราขนาดนี้?”
ลู่เจิ้งตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“ก็แกเป็นคนขอเองไม่ใช่หรือ”
เหวินเชียนเคยพูดไว้...เธออยากให้คนพวกนี้มีชีวิตที่เลวร้ายยิ่งกว่าตาย และต้องทนทุกข์ทรมานจนไม่อาจลืมได้
เขาเพียงแค่ทำตามคำขอของเธอเท่านั้น
พี่หลิวเป็นคนสุดท้ายที่ถูกจัดการ หลังจากทุกอย่างสิ้นสุด ลู่เจิ้งหยิบกระเป๋าหนังขึ้นสะพาย มองร่างหลายร่างที่นอนเกลื่อนอยู่บนพื้น ก่อนเงยหน้ามองยอดเขา
เสียงหมาป่าหอนดังใกล้เข้ามาทุกที กลิ่นเลือดลอยอบอวลไปทั่วผืนป่า
ลู่เจิ้งหันหลัง เดินลงเขาอย่างไม่รีบร้อน ทิ้งไว้เพียงเสียงหอนของหมาป่าที่ดังไล่หลังมา
ชายหลายคนทำได้เพียงนอนนิ่งอยู่กับพื้น แขนขาขยับไม่ได้ ได้แต่ฟังเสียงหมาป่าที่ค่อยๆ เข้าใกล้
พวกเขาหวังให้ความตายมาถึงโดยเร็ว เพื่อจบความทรมานนี้เสียที
แม้แต่สิทธิ์ที่จะตาย... ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เลือกได้เลย
เมื่อถึงเชิงเขา ลู่เจิ้งก็จอดรถเข็นไว้ริมลำธาร เขานั่งยองๆ ล้างมีดจนสะอาด ถอดเสื้อซักคราบเลือด แล้วใช้เสื้อเช็ดใบมีดจนแห้ง
ก่อนเก็บมันกลับเข้าฝัก ทุกอย่างเป็นระเบียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นจึงเข็นรถกลับบ้าน
ทันทีที่ประตูเปิดออก เหวินเชียนก็รีบลุกขึ้นจากเตียงแล้ววิ่งออกมารับ
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า? บาดเจ็บตรงไหนไหม?”
เธอมองเห็นว่าเขาไม่ได้สวมเสื้อ หัวใจก็กระตุกวูบ รีบดึงเขาเข้าไปในบ้านทันที
เหวินเชียนตรวจดูร่างกายเขาอย่างละเอียด แต่ไม่พบบาดแผลใหม่ มีเพียงรอยแผลเก่าที่เธอคุ้นตา
เธอถอนหายใจยาวด้วยความโล่ง อก แล้วหลับตาลงครู่หนึ่ง
“ดีแล้ว... ดีแล้วที่คุณไม่เป็นอะไร”
ก่อนจะเงยหน้าถามเบาๆ
“ทุกอย่างเรียบร้อยไหม?”
ลู่เจิ้งพยักหน้า
“เรียบร้อยแล้ว”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่ออย่างจริงจัง
“ผมทำตามที่คุณขอ”
เหวินเชียนชะงัก มองเขาอย่างสงสัย
“คุณจัดการยังไง?”
“ก็ทำตามที่คุณบอก”
คำตอบสั้นๆ ทำให้เธอยิ่งงุน งง แต่เมื่อเห็นว่าเขาไม่คิดจะอธิบายต่อ เธอก็ไม่ได้ถามอีก
ตราบใดที่คนพวกนั้นจะไม่กลับมาปรากฏตัวอีก ก็เพียงพอแล้ว
เธอเชื่อว่าเขาไม่โกหก และยิ่งรู้ดีว่า ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนที่จะปล่อยศัตรูไปง่ายๆ
ขณะที่เธอกำลังจะหันหลังกลับ สายตาก็เหลือบไปเห็นคราบสีดำเล็กๆ บนกางเกงของเขา
จากนั้น...กลิ่นเลือดอ่อนๆ ก็ลอยเข้าจมูก
เหวินเชียนชะงัก เธอไวต่อกลิ่นเลือดมาก
ในชาติที่แล้ว เธอถูกทรมานอยู่ในห้องใต้ดิน ถูกทุบตีจนเลือดอาบครั้งแล้วครั้งเล่า กลิ่นนี้จึงฝังลึกอยู่ในความทรงจำ
ลมหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะ แต่เธอทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร
ลู่เจิ้งเองก็สังเกตเห็นคราบนั้น เขาหันไปหยิบเสื้อผ้าจากตู้ ก่อนเดินออกไปเปลี่ยน
เมื่อผ่านลานบ้าน เขาเห็นลู่เหยายังนอนหมดสติอยู่
เขาเดินเข้าไป คว้าข้อเท้าอีกฝ่าย แล้วลากออกไปโยนไว้กลางถนนหน้าบ้านอย่างไม่ใยดี
จากนั้นจึงกลับเข้ามา ปิดประตู อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเดินกลับเข้าห้อง
กลิ่นสบู่อ่อนๆ ลอยมาแตะจมูก เหวินเชียนหันไปมอง ก่อนยิ้มบางๆ
เธอรู้ทันทีว่าเขาแอบหยิบสบู่ที่เธอเก็บไว้ไปใช้ รอยยิ้มอ่อนโยนผุดขึ้นในดวงตาโดยไม่รู้ตัว
ลู่เจิ้งขึ้นนอนบนเตียง ก่อนอุ้มลู่เฉินมาไว้ข้างตัว แล้วพูดอย่างเก้อเขิน
“ลูกชายติดคน... ให้นอนกับผมเถอะ”
เหวินเชียนยิ้ม พลางพยักหน้า
“ได้สิ”
ไม่นาน ทั้งสามก็เอนตัวลงนอน
กลางดึก เสียงหมาป่าหอนดังแผ่วๆ มาจากภูเขา
เหวินเชียนลืมตา มองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนหันมาสบตาลู่เจิ้ง
แม้ไม่มีใครพูดอะไร แต่ทั้งคู่ต่างเข้าใจความหมายในสายตาของกันและกัน
บนภูเขา
ชายหลายคนเฝ้ารอให้ฝูงหมาป่ามาถึง คิดว่าความตายจะช่วยยุติความทรมาน
แต่สิ่งที่มาก่อนกลับเป็นหนูและฝูงมด
มดจำนวนมากไต่ตามกลิ่นเลือด คลานเข้าไปในบาดแผลสด บางตัวติดอยู่ภายใน ก่อนดิ้นพล่านไม่หยุด
เสียงกรีดร้องดังสะท้อนไปทั่วหุบเขา คนที่เหลือได้ยินแล้วต่างตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
ไม่นาน ความเจ็บปวดที่ยากจะบรรยายก็เริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่าง พวกเขาภาวนาให้หมาป่ามาถึงโดยเร็ว
อย่างน้อยก็ขอให้ความทรมานนี้จบลงเสียที แต่โชคชะตามักไม่เคยเป็นอย่างที่หวัง
คืนนั้นทั้งภูเขาไม่เคยสงบ ชาวบ้านที่อยู่เชิงเขาได้ยินเสียงแว่วๆ ลอยมาตามสายลม
ต่างพลิกตัวไปมา คิดว่าเป็นเพียงเสียงในความฝัน
บางคนได้ยินเสียงหมาป่าหอนก็รีบลุกขึ้นมาตรวจดูว่าประตูบ้านปิดสนิทหรือไม่
ส่วนลู่เหยา...
กลางดึก เขาสะดุ้งตื่นเพราะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเลียตัว
ทันทีที่ลืมตา ก็สบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่สะท้อนแสงอยู่ในความมืด
เขาผวาลุกขึ้นสุดแรงด้วยความหวาดกลัวทันที