หลังพูดจบ เหวินเชียนก็วางสายทันที โดยไม่สนใจว่าลู่เจิ้งจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
เธอสูดหายใจลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนจะหันกลับมาเห็นเสี่ยวเฉินกำลังมองเธอ ดวงตาแดงก่ำคลอไปด้วยน้ำตา
เหวินเชียนชะงักทันที แย่แล้ว... เธอลืมบอกลูกว่าจะโทรหาพ่อ แถมยังไม่เปิดโอกาสให้สองพ่อลูกได้คุยกันอีก
เธอนี่มันแย่จริงๆ เสี่ยวเฉินวิ่งเข้ามากอดเธอแน่น จมูกแดง ดวงตาเอ่อไปด้วยน้ำตา
เหวินเชียนย่อตัวลง กอดลูกชายกลับ พลางลูบศีรษะเขาเบาๆ
“แม่แค่พูดให้พ่อตกใจเท่านั้นเอง เสี่ยวเฉิน...ลูกอยากให้พ่อกลับมาไหม?”
เด็กน้อยพยักหน้าทันที “ผมอยากให้พ่อกลับมา”
“งั้นเป็นเด็กดีนะ อย่าร้องไห้เลย”
เธอเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของลูกอย่างอ่อนโยน ก่อนพาเขาไปยังเคาน์เตอร์ไปรษณีย์เพื่อถอนเงิน
ทันทีที่เห็นเธอ เจ้าหน้าที่ก็ยิ้มทัก “อ้าว น้องสาว มาถอนเงินอีกแล้วเหรอ... วันนี้พาลูกมาด้วยสินะ”
พูดจบ เขาก็หยิบขนมจากกระเป๋าส่งให้เสี่ยวเฉิน
เด็กน้อยหันมามองแม่ พอเห็นเธอพยักหน้า จึงรับไว้พร้อมกล่าวขอบคุณเบาๆ
“พี่หลิว ฉันมาถอนเงินค่ะ”
พี่หลิวจัดการเรื่องเอกสาร ก่อนยื่นธนบัตรพร้อมซองเงินให้เธอ
ระหว่างที่เหวินเชียนกำลังนับเงิน เขาก็เหลือบมองซ้ายขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ จึงลดเสียงลงถาม
“คราวนี้จะแลกตั๋วอีกไหม?”
เหวินเชียนยิ้มบางๆ “ออกไปคุยข้างนอกดีกว่าค่ะ”
“ได้ ไปรอที่เดิมก่อน เดี๋ยวฉันตามไป”
เหวินเชียนจึงพาเสี่ยวเฉินไปยังบ้านเก่าหลังเดิม ไม่นานพี่หลิวก็รีบตามมา สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“มีตั๋วอะไรบ้าง? เตรียมมาครบหรือเปล่า?”
เหวินเชียนหยิบตั๋วปึกหนึ่งออกมายื่นให้ “ลองดูสิ”
พี่หลิวกวาดตามอง ก่อนยิ้มกว้าง “โอ้ เยอะจริงๆ!”
เขาคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง “ทั้งหมดนี้...ฉันขอสามสิบห้าใบได้ไหม?”
“ได้ค่ะ พี่หลิวไม่เคยเอาเปรียบฉันอยู่แล้ว”
พี่หลิวถอนหายใจพลางนับเงิน การซื้อขายครั้งนี้ เท่ากับเงินเดือนของคนในเมืองทั้งเดือนเลยนะ
เขาอดคิดไม่ได้ว่า เหวินเชียนช่างโชคดีที่มีสามีหาเงินเก่ง
แน่นอน ลู่เจิ้งอาจเคยมีคนช่วยเหลืออยู่บ้าง แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องอาศัยความสามารถของตัวเอง
ไม่มีใครช่วยใครได้ตลอด หากไม่ได้ผลประโยชน์ตอบแทน
หลังเก็บเงินเรียบร้อย เหวินเชียนก็รีบฝากเงินไว้ทันที เพราะการถือเงินก้อนโตติดตัวไว้ไม่ใช่เรื่องปลอดภัย
จากนั้นเธอก็พาเสี่ยวเฉินเดินไปเล่นในห้างสรรพสินค้า
เมื่อเห็นลูกชายมองทุกอย่างด้วยดวงตาสดใสและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ความรู้สึกผิดก็เอ่อขึ้นในใจอีกครั้ง ชาติก่อน...เธอปล่อยให้ลูกต้องลำบากมากเกินไป
เธอซื้อไอศกรีมแท่งหนึ่งให้เขา อากาศฤดูร้อนร้อนอบอ้าวจนใบหน้าของเสี่ยวเฉินชุ่มไปด้วยเหงื่อ
เด็กน้อยกัดไอศกรีมไปคำหนึ่ง ก่อนยื่นให้แม่ “แม่ก็กินด้วยสิ”
เหวินเชียนยิ้ม พลางแตะศีรษะลูกเบาๆ “แม่ไม่กินหรอก ลูกกินเถอะ”
จากนั้นเธอพาเขาไปร้านอาหารของรัฐ สั่งอาหารจานเนื้อหลายจานกับข้าวสวยสองชาม
เสี่ยวเฉินกินอย่างเอร็ดอร่อย ปากอัดแน่นไปด้วยอาหาร จนแทบอยากเลียจานให้สะอาด
ภาพนั้นทำให้หัวใจของเหวินเชียนยิ่งปวดร้าว
ชาติก่อน ลูกถูกลักพาตัวไป ทั้งที่ยังไม่เคยได้กินอาหารดีๆ เลยสักมื้อ
ชาตินี้ เธอจะชดเชยทุกอย่างให้เขาอย่างดี
หลังกินอิ่มแล้ว เธอก็ซื้อซาลาเปาไส้เนื้อติดมือไว้เป็นเสบียง ก่อนพาลูกเดินเล่นในเมืองอีกพักใหญ่
เมื่อใกล้ค่ำ ทั้งสองจึงขึ้นเกวียนเที่ยวสุดท้ายกลับหมู่บ้าน
แต่เหวินเชียนรู้ดีว่า... ทันทีที่ก้าวเข้าบ้าน การต่อสู้ที่แท้จริงกำลังรอเธออยู่
ลู่เจิ้งน่าจะกลับมาภายในสองวันนี้ ก่อนถึงเวลานั้น เธอต้องอดทนให้ได้
แต่สิ่งที่เหวินเชียนไม่รู้ก็คือ หลังจากได้ยินคำพูดของเธอทางโทรศัพท์ ลู่เจิ้งก็หน้าซีด
ร่างกายตึงเครียดจนเส้นเลือดบนหน้าผากปูดขึ้น เขารีบจองตั๋วรถไฟเที่ยวที่เร็วที่สุด มุ่งหน้ากลับบ้านทันที
เมื่อเหวินเชียนกับเสี่ยวเฉินกลับถึงบ้าน ก็เกือบได้เวลาอาหารเย็นแล้ว
เธอไปที่โต๊ะอาหาร ก่อนนั่งลง ตักข้าวให้ลูก แล้วเริ่มกินอย่างเงียบๆ
ติงชุยฮัวกับจางเหยียนกำลังจะหาเรื่อง แต่ผู้เฒ่าลู่ยกมือห้ามไว้
ระหว่างที่ทุกคนกำลังกิน ติงชุยฮัวก็เอ่ยขึ้น
“แม่ว่าจะต่อเติมบ้าน พอดีน้องชายของเธอกับเมียกำลังคิดที่จะมีลูกคนที่สาม เดี๋ยวบ้านจะอยู่กันไม่พอ”
เหวินเชียนพยักหน้า พร้อมคีบเนื้อหลายชิ้นใส่ชามให้เสี่ยวเฉิน
“ได้ค่ะ” ทุกคนบนโต๊ะต่างถอนหายใจด้วยความโล่ง อก
ติงชุยฮัวจึงรีบพูดต่อ “งั้นก็เอาเงินที่ลู่เจิ้งส่งมาออกมาสิ จะได้เอาไปซ่อมบ้าน”
เหวินเชียนวางตะเกียบลงช้าๆ “ที่ฉันบอกว่าไม่ขัดข้อง หมายถึงไม่คัดค้านการต่อเติมบ้าน
ไม่ได้หมายความว่าฉันจะเป็นคนออกเงินเองเข้าใจตรงกันเนาะ”
สีหน้าของติงชุยฮัวเปลี่ยนทันที เธอฟาดตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดัง
“หมายความว่ายังไง?” เหวินเชียนกวาดตามองทุกคน ก่อนหัวเราะ
“คนที่จะมีลูกคือจางเหยียน ไม่ใช่ฉัน แล้วทำไมฉันต้องควักเงินด้วยล่ะ บ้าหรือเปล่า?”
เธอชี้ไปรอบๆบ้าน “แล้วบ้านหลังนี้ก็เป็นเงินของลู่เจิ้งที่สร้าง ตอนฉันคลอดลูก ยังยอมย้ายออกจากห้องหลักให้พวกคุณเลยด้วยซ้ำ”
จางเหยียนทำหน้าตาน้อยใจ “พี่สะใภ้หมายความว่าฉันมีลูกเยอะเกินไปงั้นเหรอ?
ถ้าอย่างนั้นฉันไม่คลอดอีกก็ได้ จะได้ไม่ต้องฟังคำเหน็บแนมของพี่”
จากนั้นเธอก็แสยะยิ้ม “ว่าแต่...พี่สะใภ้คงไม่ได้อิจฉาฉันหรอกนะ? ความสัมพันธ์ของฉันกับลู่เหยาดีจะตาย
ทุกคนก็รู้ว่าพี่ชายคนโตไม่กลับบ้านมาตั้งสี่ปีแล้ว พี่คงคิดถึงเขามากสินะ...หรือจริงๆแล้วพี่ยังยังคิดถึงลู่เหยาอยู่?”
เหวินเชียนมองเธอด้วยสายตาเย็นเฉียบ จางเหยียนสะดุ้งโดยไม่รู้ตัว
แผลจากการถูกตีเมื่อเช้ายังบวมอยู่และปวดแสบปวดร้อนไปหมด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้จะมีข่าวลือมากมาย เหวินเชียนก็ไม่เคยโต้ตอบอะไรเลย เพราะเธอมั่นใจว่าตัวเองไม่เคยทำเรื่องผิดศีลธรรม
ตอนเด็ก เธอกับลู่เหยาอายุไล่เลี่ยกัน เติบโตมาด้วยกัน บางครั้งยังเดินไปโรงเรียนด้วยกัน
จนคนทั้งหมู่บ้านพากันเชียร์ว่าโตขึ้นทั้งคู่ต้องแต่งงานกันแน่
หลังพ่อแม่ของเธอเสียชีวิตขณะปกป้องผลผลิตของหมู่บ้าน หลายคนก็หมายตาเงินชดเชยของเธอ
ลู่เหยาจึงคอยปกป้องดูแลเธออยู่เสมอ
บางทีเพราะได้ยินคำพูดของชาวบ้านบ่อยๆ เธอจึงเคยหวั่นไหวกับเขาอยู่ช่วงหนึ่ง
แต่หลังจากวันที่เธอตกน้ำ และลู่เจิ้งเป็นคนช่วยชีวิตเธอ สุดท้ายเธอก็แต่งงานกับลู่เจิ้ง
เธอเคยได้ยินมาว่า วันไปสู่ขอ พี่น้องทั้งสองถึงกับทะเลาะกันอย่างหนัก
หลังแต่งงาน ความรู้สึกที่เคยมีต่อลู่เหยาก็ค่อยๆ จางหายไป
เหวินเชียนมองจางเหยียนอย่างเย็นชา “น้องสะใภ้ อย่าพูดจาเหลวไหลสิ ฉันจะไปคิดถึงลู่เหยาได้ยังไง?”
เธอหัวเราะเยาะ “เธอไม่เคยส่องกระจกให้ผู้ชายของตัวเองหรือ? คิดจะเอาลู่เหยามาเทียบกับลู่เจิ้งของฉันงั้นเหรอ?”
“ต่อให้เธอยกเขาให้ฉันฟรีๆ ฉันก็ไม่เอา”
ลู่เหยาจะเอาอะไรไปเทียบกับลู่เจิ้งได้ ลู่เจิ้งสูงหนึ่งร้อยแปดสิบเซน รูปร่างกำยำ หน้าตาหล่อเหลาคมคาย
บุคลิกสง่างาม
ส่วนลู่เหยาสูงเพียงร้อยหกสิบกว่าๆ รูปร่างผอม หน้าตาธรรมดา ดวงตาสามเหลี่ยมกลับด้านนั้นถอดแบบมาจากติงชุยฮัวชัดๆ
ทั้งที่เป็นพี่น้องกัน แต่กลับแตกต่างราวฟ้ากับดิน
ลู่เหยาหน้าแดงจัด ลุกพรวดขึ้นเหมือนจะลงมือ
เหวินเชียนโยนตะเกียบลงบนโต๊ะ ก่อนจ้องกลับโดยไม่หวั่นเกรงเลยแม้แต่น้อย
สายตาของเธอทำให้เขาชะงัก ไม่กล้าก้าวเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว
เหวินเชียนเพียงแค่ยิ้มเยาะ แล้วจูงมือเสี่ยวเฉินกลับเข้าห้องไป
คืนนั้น เธออาบน้ำให้ลูกชาย เมื่อเห็นร่างกายผอมบางของเขา ก็อดนึกถึงลู่เหวินกับลู่เฟิงไม่ได้
เด็กสองคนนั้นอ้วนท้วนสมบูรณ์ ต่างจากเสี่ยวเฉินที่ซูบผอมจนน่าใจหาย
แม้แต่ตัวเธอเองก็ซีดเซียว ผอมแห้งลงไปมาก ทั้งที่เมื่อครั้งพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่
เธอเคยเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดในละแวกนั้น มีคนมาสู่ขอไม่ขาดสาย
แต่เพราะถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม นิสัยจึงอ่อนโยนและเชื่อคนง่าย สุดท้ายจึงตกเป็นเป้าให้คนอื่นเอาเปรียบ
ระหว่างที่คิดอยู่ เสี่ยวเฉินก็ยิ้มเขินๆ “แม่...เนื้อวันนี้อร่อยมากเลยนะ”
เหวินเชียนยิ้มอย่างอ่อนโยน “อร่อยใช่ไหม? คราวหน้าแม่จะพาไปกินอีกนะ”
คืนนั้น สองแม่ลูกหลับไปพร้อมกันอย่างสงบ ส่วนลู่เจิ้งที่กำลังนั่งอยู่บนรถไฟกลับไม่อาจข่มตาหลับได้เลย
สีหน้าของเขาเคร่งเครียด เส้นเลือดบนหน้าผากยังปูดนูนไม่ยอมหาย
เช้าวันรุ่งขึ้น เหวินเชียนเปิดประตูออกมา ก็เห็นกองเสื้อผ้าสกปรกวางอยู่หน้าห้อง
ดวงตาของเธอเย็นเฉียบลงทันที
หลายปีที่ผ่านมา เธอต้องซักผ้า ล้างจาน ทำอาหาร และรับใช้คนทั้งบ้าน
ส่วนลู่เหยากับครอบครัวกลับกินอิ่มนอนหลับ ใช้ชีวิตสบายเสียจนอ้วนท้วนกันทุกคน
แม้แต่คนในหมู่บ้านยังพูดว่า...เธอเป็นเพียงพี่สะใภ้ที่ควรรับใช้ทุกคน
เหวินเชียนหยิบผ้าขี้ริ้วพาดบ่า ก่อนเดินตรงเข้าไปในครัว
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ก็เห็นติงชุยฮัวกำลังทำอาหาร พลางบ่นด่าเสียงดังไม่หยุด