ทั้งสองรู้ดีว่านี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องผีสางและเทพเจ้า คนสองคนที่กระโดดโลดเต้นอยู่หน้าประตูนั้น คือพวกที่ชาวบ้านเรียกว่า "เจียวต้าเซียน"
เพียงเห็นภาพตรงหน้า เหวินเชียนก็เข้าใจทันทีว่าทำไมผู้เฒ่าลู่ถึงบังคับให้ลู่เหยาถอนเงินทั้งหมดออกมา
ที่แท้เขาตั้งใจนำเงินก้อนนั้นไปจ้างพวกหมอทรง เพื่อให้ "เทพ" มาจัดการเธอ
ในยุคนี้ ความเชื่อเช่นนี้เป็นสิ่งต้องห้าม หากคิดจะเชิญพวกคนเหล่านี้มาทำพิธี ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล
แม้เธอจะไม่รู้ว่าหลังเงินหายไป ผู้เฒ่าลู่กับติงชุยฮัวใช้วิธีใดจนเชิญคนพวกนี้มาได้ แต่เธอรู้แน่ชัดว่า สิ่งที่ทั้งสองกำลังทำอยู่
ไม่ต่างจากพาตัวเองเดินเข้าสู่หายนะ
ตั้งแต่วันที่เธอเกิดใหม่และเปลี่ยนแปลงไป หมู่บ้านก็เริ่มมีข่าวลือต่าง ๆ นานา แต่เธอไม่เคยใส่ใจ ไม่คิดเลยว่าผู้เฒ่าลู่กับติงชุยฮัวจะเชื่อเรื่องเหล่านั้นถึงขั้นนี้
ใบหน้าของลู่เจิ้งเคร่งขรึมลงทันที แสงไฟสลัวจากในบ้านส่องให้เห็นชายสองคนในชุดประหลาด
พวกเขาถือกระเทียมกับพริกไว้ในมือ กระโดดโลดเต้นพลางตะโกน
"ออกไป! เจ้าภูต ผีปีศาจ ออกไปเดี๋ยวนี้!"
ลู่เจิ้งกับเหวินเชียนรีบเดินออกจากห้องแล้วปิดประตูไว้ ปล่อยให้ลู่เฉินอยู่ข้างใน เพราะไม่อยากให้ลูกตกใจ
ทันทีที่เห็นเหวินเชียน ชายทั้งสองก็เดินวนรอบตัวเธอ พึมพำถ้อยคำที่ฟังไม่รู้เรื่องไม่หยุด
ไม่นาน เหวินเชียนก็ได้กลิ่นฉุนรุนแรงลอยมาจากตัวพวกเขา จนต้องยกมือปิดจมูก
เป็นกลิ่นเลือด...กลิ่นคาวสด ๆ ที่เข้มข้นจนชวนคลื่นไส้
เธอหันไปมองติงชุยฮัวที่ยืนอยู่ด้านข้าง เดิมทีอีกฝ่ายมีสีหน้าภาคภูมิใจ แต่เมื่อสบกับสายตาสงบนิ่งของเหวินเชียน
รอยยิ้มนั้นก็แข็งค้างทันที ความมั่นใจเมื่อครู่หายไปจนหมด เหลือเพียงความหวาดหวั่น
เหวินเชียนยืนปล่อยผมสยาย มองทุกคนอย่างสงบ สีหน้าซีดเซียวของเธอทำให้บรรยากาศยิ่งน่าขนลุก
จู่ ๆ ชายทั้งสองก็หยุดกระโดดพร้อมกัน ก่อนหยิบขวดที่ซุกไว้ในอกเสื้อ เทของเหลวภายในพุ่งใส่เหวินเชียน
ทุกอย่างเกิดขึ้นในพริบตา ลู่เจิ้งคว้าแขนเธอแล้วดึงหลบอย่างรวดเร็ว ของเหลวนั้นกระแทกพื้นเสียงดัง
กลิ่นคาวปลารุนแรงฟุ้งกระจายไปทั่วลาน แม้แต่ลู่เจิ้งยังต้องขมวดคิ้ว
คนทั้งลานต่างชะงัก เมื่อเห็นว่าพิธีไม่เป็นไปตามที่คิด
ติงชุยฮัวกับผู้เฒ่าลู่ถึงกับถอนหายใจด้วยความเสียดาย
เพียงเท่านั้น เหวินเชียนกับลู่เจิ้งก็เข้าใจทุกอย่าง
ลู่เจิ้งส่งเหวินเชียนกลับเข้าบ้าน ก่อนพุ่งเข้าจับชายทั้งสองกดลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว
เหวินเชียนรีบหยิบเชือกออกมาส่งให้ ไม่นาน ทั้งคู่ก็ถูกมัดแน่น
แม้พวกเขาจะดิ้นรนและตะโกนไม่หยุด แต่ลู่เจิ้งก็ฉีกชายเสื้อมายัดปากไว้จนเสียงเงียบลง
ติงชุยฮัวหน้าซีด ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว มองผู้เฒ่าลู่ด้วยสายตาร้อนรน
เกิดอะไรขึ้นกันแน่... ทำไมเหวินเชียนถึงไม่กลับเป็นเหมือนเดิม ทำไมพิธีถึงไม่สำเร็จ
ผู้เฒ่าลู่เองก็เพิ่งตระหนักว่า ครั้งนี้เขาคำนวณผิด ชายทั้งสองที่ถูกมัดยังดิ้นพล่าน พยายามตะโกน
"พวกแกกล้าดียังไง มามัดพวกเรา รีบปล่อยเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นจะถูกลงโทษ!"
เหวินเชียนเดินเข้าไปหาติงชุยฮัวอย่างช้า ๆ ก่อนยกมือตบอีกฝ่ายเต็มแรง
เพี๊ยะ!
"หุบปาก"
ติงชุยฮัวเบิกตากว้าง มองเธออย่างไม่อยากเชื่อ เหวินเชียนยิ้มบาง
"กำลังสงสัยว่าฉันถูกผีสิงอยู่ใช่ไหม? เพราะจู่ ๆ ฉันก็เปลี่ยนไป จนพวกเธอคิดว่าไม่มีทางเป็นคนเดิม"
เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"แต่ก่อนจะทำเรื่องแบบนี้ ก็ควรคิดถึงผลที่จะตามมาด้วย"
จากนั้นเธอหันไปหาลู่เจิ้ง
"ไปตามผู้ใหญ่บ้านมา"
ลู่เจิ้งพยักหน้า ก่อนรีบออกจากบ้านทันที
เหวินเชียนลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้าผู้เฒ่าลู่มองสบตาเขาโดยไม่หลบแม้แต่น้อย
ในขณะเดียวกัน ติงชุยฮัวก็เริ่มเสียใจจนแทบอยากตบตัวเอง
เหตุใดพวกเขาถึงหลงเชื่อข่าวลือ ถึงขั้นไปเชิญหมอทรงมาจัดการเรื่องนี้
ที่สำคัญ...ทองคำแท่งที่เก็บซ่อนไว้ มีเหลืออยู่เพียงไม่กี่แท่งแล้ว
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงบ่าย
ผู้เฒ่าลู่ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน ก่อนเอ่ยกับติงชุยฮัวด้วยเสียงแหบพร่า
"ไปเอาทองคำแท่งมาสองแท่ง"
ติงชุยฮัวชะงัก มองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ
"จะเอาทองคำจริง ๆ หรือ?"
ทองคำเหล่านั้นไม่เคยถูกนำออกมาใช้มาหลายปีแล้ว แต่ครั้งนี้เขากลับขอถึงสองแท่ง
"เอามา ฉันมีเรื่องต้องใช้"
เธอไม่กล้าขัด ได้แต่เดินไปหยิบออกมาจากที่ซ่อน พลางมองทองคำที่เหลือเพียงห้าแท่งด้วยความปวดใจ
ในใจอดบ่นไม่ได้ว่า ใช้แค่แท่งเดียวไม่ได้หรือ
ผู้เฒ่าลู่ลุกขึ้น ให้ติงชุยฮัวช่วยพยุงออกจากบ้าน
ตอนแรกเธอยังไม่รู้ว่าเขาจะไปไหน
กระทั่งทั้งคู่เดินมาถึงลานโล่งอันห่างไกล และได้ยินบทสนทนาระหว่างผู้เฒ่าลู่กับหญิงชราคนหนึ่ง
ติงชุยฮัวจึงเริ่มเข้าใจทุกอย่าง
หญิงชรานั่งอยู่บนเก้าอี้ใต้แสงอาทิตย์ยามบ่าย พลางหมุนก้อนหินเล่นในมือ ก่อนยิ้มบาง ๆ
"ผู้เฒ่าลู่... คุณก็รู้ว่าตอนนี้เรื่องแบบนี้ทำไม่ได้แล้ว"
เธอเงยหน้ามองเขา ก่อนเอ่ยต่ออย่างมีนัย
"คุณคงไม่ได้คิดจะลากฉันลงไปด้วยหรอก... ใช่ไหม?"