ลู่เจิ้งไม่ใช่คนโง่ เพียงแค่เขามองหญิงสาวผอมแห้ง ใบหน้าซีดเซียวตรงหน้า เขาก็รู้ทันทีว่าหลายปีที่ผ่านมาเธอต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก
เสื้อผ้าที่หลวมโครกยิ่งทำให้ร่างของเธอดูซูบผอมกว่าที่คิด
ทุกอย่าง...ไม่เหมือนภาพที่เขาเคยจินตนาการไว้เลยสักนิด
ลู่เจิ้งพูดด้วยเสียงแหบพร่า แววตาเต็มไปด้วยความทุกข์และความรู้สึกผิด
“ได้... ผมจะฟังคุณ”
“ไม่ว่าคุณต้องการให้ฉันทำอะไร ฉันจะทำทั้งหมด”
เขาคิดว่าอย่างน้อยคำตอบนี้คงทำให้เธอสบายใจขึ้นบ้าง หรือไม่ก็ทำให้เธอคลายความเกลียดชังที่มีต่อเขา
เหวินเชียนกะพริบตา พยายามกลั้นน้ำตา ก่อนหันมองชายที่กำลังโทษตัวเองอย่างหนัก
ระหว่างเดินกลับบ้าน เธอเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้เขาฟังเพียงคร่าวๆ
แต่ทุกครั้งที่พูด ภาพจากชาติที่แล้วก็ย้อนกลับมาในหัวเธอไม่หยุด
ยิ่งเล่า ความโกรธก็ยิ่งก่อตัว ชีวิตในชาติก่อน...ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน
ส่วนลู่เจิ้งกลับนึกถึงเหตุการณ์ก่อนที่เขาจะย้อนเวลากลับมา
ภาพของเสี่ยวเฉินที่ถูกทุบตีจนตายยังติดตาอยู่ไม่จางหาย
ฝีเท้าของเขาหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ มือที่กำสัมภาระแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ราวกับพยายามระงับอารมณ์ที่กำลังปะทุ
ดวงตาแดงก่ำ ลมหายใจติดขัด
เขามองหญิงสาวร่างบางที่เดินอยู่ข้างหน้า ความรู้สึกผิดถาโถมจนแทบหายใจไม่ออก
ทั้งหมด.นี้..เป็นความผิดของเขาเอง ถ้าเขากลับมาเร็วกว่านี้ ทุกอย่างคงไม่ลงเอยเช่นนี้
เหวินเชียนหยุดเดิน ก่อนหันกลับมามองสามีในนามของตน
น้ำเสียงสั่นเครือ แต่หนักแน่น “ที่ฉันเล่าให้ฟัง ไม่ใช่เพราะอยากให้คุณสงสารฉันกับเสี่ยวเฉินหรอกนะ”
“ฉันแค่อยากให้คุณพาพวกเราออกไปจากตระกูลลู่ให้เร็วที่สุด”
ลู่เจิ้งพยักหน้าช้าๆ ดวงตาแดงก่ำ
“ได้”
ทั้งสองเดินต่อไป คนหนึ่งเดินนำ อีกคนเดินตามหลัง ห่างกันเพียงสองก้าว
แต่สำหรับลู่เจิ้ง ระยะห่างนั้นกลับเหมือนหนึ่งล้านลี้เลยทีเดียว
เขาไม่อาจมองทะลุหัวใจของเธอได้อีกแล้ว
เมื่อมาถึงหน้าบ้าน ลู่เจิ้งเงยหน้ามองบ้านที่ไม่ได้กลับมาหลายปี
เหวินเชียนไขกุญแจกระท่อมมุงจาก ก่อนผลักประตูเข้าไป
ทันใดนั้น เสี่ยวเฉินก็วิ่งเข้ามากอดแม่แน่น
“แม่!”
แต่เมื่อเห็นชายร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลัง เด็กน้อยก็รีบหลบเข้าไปซ่อนในอ้อมแขนของเหวินเชียนทันที
เหวินเชียนลูบศีรษะลูกเบาๆ ก่อนชี้ไปทางลู่เจิ้ง
“เสี่ยวเฉิน... นี่คือพ่อของลูกนะ”
“พ่อ...?”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองชายแปลกหน้าด้วยความระแวดระวัง
เขามีพ่อจริงๆ งั้นหรือ? แล้วทำไมตั้งแต่จำความได้...เขาไม่เคยเห็นพ่อเลยล่ะ
ลู่เจิ้งมองเด็กชายตัวเล็กในอ้อมแขนของเหวินเชียน ร่างผอมบาง ขี้อาย และซูบเซียวไม่ต่างจากแม่ของเขา
นี่คือลูกชายของเขา...และยิ่งมอง ก็ยิ่งเหมือนตัวเขาในวัยเด็กเหลือเกิน
จู่ๆ มือเล็กๆ ที่ดำคล้ำก็ยื่นมาหาเขาด้วยท่าทางลังเล
มือคู่นั้นสั่นเล็กน้อยๆ ราวกับทั้งอยากเข้าใกล้และหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
หัวใจของลู่เจิ้งสั่นไหวอย่างรุนแรง เขารีบวางสัมภาระลง ถูมือกับเสื้ออย่างเก้ๆ กังๆ ก่อนค่อยๆ อุ้มลูกขึ้นมา
ทันทีที่สัมผัสตัวเด็ก เขาก็รู้สึกได้ว่าเสี่ยวเฉินผอมกว่าที่คิดไว้มาก
ผอม...เหมือนตัวเขาในวัยเด็กไม่มีผิด
จมูกของเขาแสบร้อน น้ำตาคลอเบ้า ลู่เจิ้งกอดลูกชายไว้แน่นด้วยความเจ็บปวด
นี่คือลูกของเขา...ลูกที่เกิดจากเขากับเหวินเชียน
เขากัดฟันระงับอารมณ์ กลัวว่าหากร้องไห้ออกมา จะทำให้เด็กในอ้อมแขนตกใจ
เหวินเชียนเองก็รีบเม้มริมฝีปาก กลั้นสะอื้นเอาไว้
แต่เธอก็เห็นประกายในดวงตาของเสี่ยวเฉิน เด็กน้อยตื่นเต้นจนแก้มแดง
เขาซบลงบนไหล่กว้างของผู้เป็นพ่อ ใช้แขนเล็กๆ กอดรอบคออีกฝ่ายแน่น
จากมุมสูงในอ้อมแขนของพ่อ โลกทั้งใบดูแตกต่างออกไป
เขามีพ่อแล้วจริงๆ เขาไม่ใช่เด็กที่ไม่มีพ่ออีกต่อไปแล้ว
“พ่อ...?”
เสียงเรียกแผ่วเบาทำให้ลู่เจิ้งรีบก้มมองลูกชาย
เขาพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มบางๆ
“อืม”
“พ่อเอง”
เพียงคำตอบสั้นๆ ก็ทำให้เสี่ยวเฉินยิ้มกว้างขึ้น
พ่อกับลูกมองหน้ากัน ก่อนหัวเราะเบาๆ อย่างเขินอาย
ภายในบ้านเล็กๆ บรรยากาศที่เคยเงียบเหงา พลันอบอุ่นขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ลู่เจิ้งกวาดตามองสภาพห้อง ก่อนถามเสียงเบา
“ทำไมพวกคุณถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?”
“แล้วบ้านหลักล่ะ?”
สีหน้าของเขาค่อยๆ เคร่งเครียด บ้านหลังนั้นเขาเป็นคนสร้างไว้เพื่อภรรยาและลูก
แล้วคนพวกนั้นมีสิทธิ์อะไรถึงไล่สองแม่ลูกออกมา
เหวินเชียนไม่ได้ตอบทันที
เธอเดินวนอยู่สองรอบ สีหน้าเต็มไปด้วยความครุ่นคิด ไม่นาน เสียงผู้คนเลิกงานก็ดังมาจากด้านนอก
เธอเหลือบมองพ่อกับลูกที่กำลังนั่งอยู่ด้วยกัน ก่อนพูดเบาๆ
“เดี๋ยวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณอย่าเพิ่งออกมานะ”
ลู่เจิ้งพยักหน้ารับ
“ได้”
ทันทีที่ได้ยินเสียงคนในลานบ้าน เหวินเชียนก็เดินออกไปพร้อมปิดประตูไว้
ลู่เหยา จางเหยียน ติงชุยฮัว และคนอื่นๆ ยืนรออยู่แล้ว
จางเหยียนตั้งใจจะเดินชนไหล่เธอ แต่เหวินเชียนยกเท้าเตะสวนกลับ จนอีกฝ่ายเซถอยเกือบล้ม
จางเหยียนถลึงตาใส่ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“เหวินเชียน... ลูกชายของเธอไปอยู่ที่ไหนแล้วล่ะ? ทำไมไม่เห็นตามมาด้วย?”
ก่อนหน้านี้ พ่อค้ามนุษย์ที่ลู่เหยาติดต่อไว้ส่งข่าวมาแล้วว่า จับตัวลู่เฉินได้สำเร็จ
แถมยังจับได้ถึงสองคน จึงเรียกค่าตัวเพิ่มเป็นสองเท่า
เหวินเชียนมองอีกฝ่ายอย่างเฉยเมย
“ลูกชายของฉันจะอยู่ที่ไหน แล้วเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยล่ะ?”
จางเหยียนนั่งไขว่ห้าง มองเธอด้วยสายตาเหยียดหยาม
“ยังจะแกล้งไม่รู้อีกหรือ? ลูกชายแกหายไปแล้วนะ”
ลู่เหยาหัวเราะเสียงเย็น ก่อนลูบกระเป๋าที่ใส่เงินอยู่
“ถ้าอยากรู้ว่าลูกอยู่ไหน ก็เอาเงินมา”
“ไม่อย่างนั้น แกก็จะไม่มีวันได้เจอลูกอีก”
เขานั่งลงข้างจางเหยียน สีหน้าลำพองใจ
เหวินเชียนเหลือบมองเงินในกระเป๋าของเขา ก่อนยิ้มเย็น
“ไม่จำเป็น”
“ฉันรู้ว่าลูกชายของฉันอยู่ที่ไหน”
คำตอบนั้นทำให้ทั้งสองชะงัก สีหน้าที่สงบนิ่งของเธอ ทำให้พวกเขาเริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที
“แก...แกไม่ห่วงลูกเลยหรือไง?”
ตามปกติ เหวินเชียนควรจะร้องไห้ คุกเข่าอ้อนวอน และยอมยกเงินทั้งหมดให้พวกเขาแล้ว
แต่ตอนนี้...เธอกลับนิ่งผิดปกติ
ยิ่งคิด ทั้งคู่ก็ยิ่งโมโห จึงเริ่มด่าทอเธอไม่หยุด เพื่อระบายความอับอายที่สะสมอยู่
เหวินเชียนมองพวกเขาเหมือนกับกำลังมองคนโง่ที่สมองถูกหมาเอาไปกินหมดแล้ว
แม้แต่ผู้เฒ่าลู่กับติงชุยฮัวยังเริ่มสับสน ในเมื่อเงินก็อยู่กับลู่เหยา แล้วเหตุใดเหวินเชียนถึงไม่ร้อนใจเลยสักนิด
เมื่อเห็นเธอหันหลังจะกลับเข้าไปในบ้าน ติงชุยฮัวก็รีบตะโกนลั่น
“ห้ามเข้าไปนะ! เอาเงินมาให้เราเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นเราจะปล่อยให้พวกมันขายลูกแก!”
เหวินเชียนหยุดฝีเท้า ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“งั้นก็ขายไปสิ” พูดจบ เธอก็ผลักประตูเปิดออก ก่อนเรียกเสียงดัง
“เสี่ยวเฉิน มาหาแม่สิลูก”
สิ้นเสียง เด็กน้อยก็วิ่งออกมาทันที แล้วกระโดดเข้าสู่อ้อมแขนของเธอ
ทั้งลานบ้านตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนเบิกตากว้าง จ้องเสี่ยวเฉินราวกับเห็นผี
เด็กคนนี้... มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?