บทที่ 121 : สิ้นสุดความอดทน
คำพูดของเฉียวอวี้แต่ละประโยคทำเอาซูรั่วอวิ๋นรู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เธอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะดึงเขากลับมาให้ได้ ถึงขั้นยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี แต่ในความตั้งใจนั้นไม่ได้รวมถึงการต้องมาทนรับสายตาและท่าทีรังเกียจจากเขาแบบนี้
เธอก็เป็นคน มีจิตใจและความรู้สึก รู้ว่าอะไรดีอะไรแย่ ท่าทีของเขาแสดงออกชัดเจนว่ารังเกียจเธออย่างที่สุด และไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเธออีกต่อไป
ถ้าเลือกได้ เธอก็ไม่อยากให้เรื่องราวกลายเป็นแบบนี้เหมือนกัน แต่หลังจากได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เฉียวอวี้ก็กลายเป็นความยึดติดเพียงหนึ่งเดียวในใจเธอ เป็นคนที่เธอปล่อยวางไม่ได้และลืมไม่ลง สิ่งเดียวที่ทำได้คือต้องพยายามไขว่คว้าเขามาให้ได้
เมื่อเห็นว่าการตามจีบเฉียวอวี้ด้วยวิธีปกติไม่เป็นผล เธอถึงได้ตัดสินใจว่าไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ต้องได้อยู่กับเขา ถ้าทำได้ ใครบ้างล่ะจะไม่อยากดูดีมีหน้ามีตาในสายตาคนอื่น!
เฉียวอวี้เป็นคนซื่อตรงมากและยึดมั่นในหลักการอย่างที่สุด นั่นคือจุดที่ทำให้เขาน่าดึงดูด แต่ในเวลาเดียวกัน ตอนนี้มันก็เป็นจุดที่เธอเกลียดมากที่สุดเช่นกัน ถ้าเพียงแต่เขาจะรู้จักยืดหยุ่นหรือโอนอ่อนผ่อนตามบ้าง เธอก็คงพอจะมีโอกาสขึ้นมาบ้างแล้ว!
บางทีเธอก็แอบหวังให้เฉียวอวี้เป็นผู้ชายเจ้าชู้หลายใจไปเลยเสียยังดีกว่า อย่างน้อยเธอก็ยังพอมีช่องทางให้ได้เข้าไปอยู่เคียงข้างเขา ไม่ใช่เป็นเหมือนทุกวันนี้ที่เขาไม่ยอมเปิดโอกาสให้เธอเลยแม้แต่นิดเดียว
ซูรั่วอวิ๋นฝืนยิ้มออกมาด้วยความขมขื่น
"พี่อวี้ ไหนๆ พี่ก็พูดมาขนาดนี้แล้ว ฉันก็ขอบอกพี่ตามตรงเลยแล้วกันนะคะ ฉันเสียใจจริงๆ"
"ตอนนั้นฉันคงโดนผีบังตา ถึงได้ทิ้งผู้ชายดีๆ อย่างพี่ไป จนทำตัวเองต้องเข้าโรงพยาบาล ฉันรู้สึกผิดมากจริงๆ ค่ะ!"
"พี่ช่วย... ให้โอกาสฉันอีกสักครั้งได้ไหมคะ เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ ฉันไม่สนหรอกว่าใครจะนินทายังไง ฉันแค่อยากแต่งงานกับพี่ อยากอยู่ดูแลพี่ไปตลอดชีวิต ฉันสัญญาว่าจะไม่หักหลังพี่อีก ทำแบบนั้นได้ไหมคะ"
น้ำเสียงในตอนท้ายของซูรั่วอวิ๋นสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด ท่าทีน่าสงสารแบบนั้นทำเอาผู้หญิงด้วยกันอย่างลู่ชิงชิงที่นั่งฟังอยู่ยังอดรู้สึกใจอ่อนตามไม่ได้ ผู้หญิงที่สวยหยาดเยิ้มขนาดนี้มายืนร้องไห้อ้อนวอนขอแต่งงานด้วย ผู้ชายคนไหนบ้างล่ะที่จะไม่หวั่นไหว
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบสนิทลงทันตา ไม่มีแม้แต่เสียงตะเกียบกระทบจานชาม เฉียวซือกับเฉียวเมิ่งซีรู้ตัวดีว่าพวกตนเป็นคนนอก เรื่องความรักของพี่รองไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะเข้าไปก้าวก่ายหรือตัดสินใจแทนได้
ส่วนทางด้านของเฉียวเฟิ่งซานกับภรรยาเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะเข้าไปสอดมือยุ่งกับเรื่องนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้วคนที่จะตัดสินใจได้ก็คือเฉียวอวี้เพียงคนเดียว
ถ้าหากซูรั่วอวิ๋นทำอะไรเกินขอบเขต พวกเขาก็คงจะออกหน้าจัดการ แต่ในตอนนี้มันเป็นเพียงแค่การปรับความเข้าใจกัน บางทีถ้าปล่อยให้ทั้งสองคนพูดคุยกันให้ชัดเจนไปเลย เรื่องทุกอย่างอาจจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นก็ได้
เฉียวอวี้เงียบไปพักหนึ่ง มุมปากของเขาค่อยๆ ยกขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ซูรั่วอวิ๋นก็รู้สึกดีใจขึ้นมา เขายิ้มแล้ว ตั้งแต่รู้จักกันมาเขาแทบไม่เคยยิ้มให้เธอเลย
แต่ทว่าความดีใจนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน ท่าทีของเฉียวอวี้กลับมาเย็นชาอีกครั้ง เขาขยับริมฝีปาก
"เมื่อกี้ผมเพิ่งพูดอะไรไปนะ? ที่ผมบอกว่าคุณฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องนี่ไม่ได้ปรักปรำคุณเลยใช่ไหม? รบกวนช่วยทบทวนคำพูดของผมเมื่อกี้ให้ดี แล้วก็จำเอาไว้ให้ขึ้นใจด้วยว่า วันหลังไม่ต้องมาถามเรื่องแบบนี้อีก ระหว่างเราสองคน... มันเป็นไปไม่ได้"
ซูรั่วอวิ๋นตั้งรับกับความเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันนี้ไม่ทัน เมื่อวินาทีที่แล้วเธอยังเต็มไปด้วยความหวังอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับเหมือนถูกผลักให้ตกลงไปในนรกขุมที่ลึกที่สุด เธอจ้องมองเฉียวอวี้ด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
"ทำไมล่ะคะ?! ถ้าพี่ต่อต้านกันขนาดนี้ แล้วตอนแรกพี่ยอมตกลงเรื่องแต่งงานของเราทำไม ถ้าพี่ไม่ตกลงตั้งแต่แรก ฉันก็คงไม่ต้องกินยาฆ่าตัวตายแบบนั้นหรอก!"
สีหน้าของเฉียวอวี้เย็นชาลงกว่าเดิม
"ใช่ เรื่องนี้ผมเป็นคนผิดเอง ตอนที่ครอบครัวของคุณมาเสนอเรื่องแต่งงาน ผมไม่รู้เลยว่าคุณคิดยังไง ผมคิดแค่ว่าพวกผู้ใหญ่คงตกลงและถามความสมัครใจของคุณเรียบร้อยแล้ว ถึงได้มาคุยเรื่องนี้กับผม"
"ถ้าผมรู้ตั้งแต่แรกว่าคุณไม่เต็มใจ ผมก็คงไม่ตอบตกลงไปหรอก พอผมมารู้ทีหลัง ทุกอย่างมันก็สายไปแล้ว แล้วสิ่งที่ผมไม่เข้าใจมากที่สุดก็คือ ในเมื่อตอนนั้นคุณต่อต้านซะขนาดนั้น แล้วตอนนี้คุณจะกลับมาตามตื๊อผมอีกทำไม"
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ซูรั่วอวิ๋นไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้แน่ เธอเกลียดเขาจนอยากจะหนีไปให้ไกลที่สุดด้วยซ้ำ เรื่องราวในอดีตพวกนั้นเธอไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้ และเธอก็ไม่อยากจะนึกถึงมันอีกแล้ว
"ฉันแค่... พอผ่านความเป็นความตายมาครั้งหนึ่ง ทุกอย่างมันก็เหมือนได้เริ่มต้นใหม่ ฉันได้มองโลกใบนี้ในมุมมองที่ต่างออกไป"
"ที่เมื่อก่อนฉันต่อต้าน เป็นเพราะฉันไม่พอใจที่พ่อแม่ชอบมาบงการชีวิต แถมตอนนั้นฉันก็ยังไม่รู้จักพี่ดีพอ แต่พอฉันได้เข้าไปนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ฉันก็ได้ฟังเรื่องราวของพี่จากแม่เยอะแยะเต็มไปหมด ตอนนั้นแหละฉันถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองคิดผิด ฉันเกือบจะพลาดผู้ชายดีๆ แบบพี่ไปแล้ว"
น้ำเสียงของซูรั่วอวิ๋นหนักแน่นและเต็มไปด้วยความเว้าวอน ฟังดูออกเลยว่าเธอพูดออกมาจากใจจริง
"พี่อวี้คะ คนเรามันก็ต้องมีช่วงเวลาที่ทำเรื่องผิดพลาดกันบ้าง พี่ช่วยให้โอกาสฉันแก้ตัวสักครั้งเถอะนะคะ ฉันจะพิสูจน์ให้พี่เห็นเองว่าฉันชอบพี่จากใจจริง!"
เฉียวอวี้ขัดจังหวะขึ้นมาทันที
"พอได้แล้ว! เรื่องในอดีตมันก็ผ่านไปแล้ว จะขุดขึ้นมาพูดอีกมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ผมไม่สนหรอกนะว่าคุณจะคิดยังไง แต่ระหว่างเราสองคนมันจบไปแล้ว เพราะตอนนี้ผมมีชิงชิงอยู่แล้ว คนที่ผมจะแต่งงานด้วยก็คือเธอ คุณเข้าใจที่ผมพูดไหม"
ซูรั่วอวิ๋นลุกพรวดขึ้นยืน น้ำตาคลอเบ้า มือก็ชี้หน้าไปทางลู่ชิงชิง
"ฉันไม่เข้าใจ! เฉียวอวี้ ผู้หญิงคนนั้นมีอะไรดีนักหนา? เธอมีอะไรมาเทียบกับฉันได้บ้าง? ใช่ เธออาจจะหน้าตาสวย แต่ฉันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเธอเลยนะ! ฉันเป็นคนในเมือง เรียนจบตั้งมัธยมปลาย แล้วเธอล่ะ? เป็นแค่เด็กบ้านนอกที่หนังสือก็แทบจะไม่ได้เรียน แล้วเธอมีสิทธิ์อะไรถึงได้มาคบกับพี่?!"
"พวกคุณเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นานเองไม่ใช่เหรอคะ? คุณเชื่อใจเธอขนาดนั้นเลยเหรอ? ฉันมีตรงไหนสู้เธอไม่ได้? เฉียวอวี้ ผู้หญิงคนนั้นไม่คู่ควรกับคุณเลยสักนิด!"
เฉียวอวี้แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ
"จะคู่ควรหรือไม่คู่ควร มันไม่ใช่เรื่องที่คุณจะมาตัดสิน ต่อให้เธอจะเป็นแค่ขอทาน ผมก็เต็มใจที่จะรักเธอ คุณจะมายุ่งอะไรด้วย?"
"คุณเอาเวลาไปจัดการชีวิตตัวเองให้ดีเถอะ โตป่านนี้แล้ว อย่าทำให้พ่อแม่ต้องมานั่งปวดหัวเรื่องของคุณอีกเลย ส่วนเรื่องของผม ผมจะคบกับใครมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของผม คุณกินข้าวอิ่มหรือยังล่ะ? ถ้ายังไม่อิ่มก็กินต่อเถอะ ข้าวแค่มื้อสองมื้อผมยังพอมีปัญญาเลี้ยงไหว แต่ถ้ากินอิ่มแล้วก็เชิญกลับไปได้เลย!"
ซูรั่วอวิ๋นยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้าอย่างแรง
"เฉียวอวี้! ได้ พูดได้ดีนี่ ฉันก็จะคอยดูเหมือนกัน ว่าพวกคุณสองคนจะรักกันไปได้สักกี่น้ำ!"
เธอร้องไห้โฮแล้ววิ่งเตลิดออกไปจากบ้าน ทิ้งไว้เพียงเสียงปิดประตูที่ดังสนั่นหวั่นไหว แปะ! แปะ! แปะ!
เสียงปรบมือดังขึ้นดึงสติของลู่ชิงชิงให้กลับมา เมื่อหันไปมองเธอก็เห็นเฉียวซือกำลังปรบมือพร้อมกับหัวเราะร่วนออกมา
"ฮ่าฮ่าฮ่า... พี่รอง วันนี้พี่แมนมากเลย! ลูกผู้ชายตัวจริง! ผมนับถือพี่จริงๆ ที่ทำให้เธอโกรธจนวิ่งหนีไปได้แบบนั้น"
เฉียวเมิ่งซีเองก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างเอาเป็นเอาตาย
"ใช่ค่ะ พี่รองทำถูกแล้ว! ม้าดีย่อมไม่กินหญ้าเก่า ตอนนั้นอยากยกเลิกงานแต่งเองแท้ๆ แล้วตอนนี้จะมาขอกลับคำง่ายๆ ได้ยังไง? เธอคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? ครั้งหน้าถ้ามาอีกฉันจะไม่ยอมให้เหยียบเข้ามาในบ้านเลยคอยดู!"
เฉียวเฟิ่งซานถลึงตาใส่ลูกสาว
"อ้าว ทำแบบนั้นไม่ได้นะ! ถ้าวันหลังเสี่ยวอวิ๋นมาหาที่นี่อีก พวกเราจะไปไล่ตะเพิดเขาออกไปแบบนั้นไม่ได้ ถึงยังไงก็ต้องเห็นแก่หน้าผู้ใหญ่บ้าง สองสามีภรรยาตระกูลซูเขาก็ดีกับครอบครัวเรามาตลอด"
เฉียวเมิ่งซีกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ
"พ่อคะ! ผู้หญิงคนนั้นก็แค่ได้ใจว่าพ่อกับคุณอาซูสนิทกันไงคะ ถึงได้กล้าทำตัวแบบนี้ หนูไม่สนหรอกค่ะ หนูชอบพี่ชิงชิง อยากให้พี่ชิงชิงมาเป็นพี่สะใภ้ ถ้าเป็นซูรั่วอวิ๋นหนูไม่เอาด้วยเด็ดขาด!"
เฉียวซือรีบสนับสนุนความคิดเห็นของน้องสาว
"ใช่ครับ! ผมก็ยอมรับพี่สะใภ้คนนี้แค่คนเดียว คนอื่นผมไม่เอาหรอก!"
เฉียวซือรู้ดีอยู่แก่ใจว่า ต่อให้พ่อกับแม่จะไม่ได้ปริปากบ่นอะไรออกมาตรงๆ เกี่ยวกับเรื่องของซูรั่วอวิ๋น แต่ในใจลึกๆ พวกท่านก็คงรู้สึกไม่ค่อยพอใจอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ที่พวกท่านยอมอดทนก็เพราะเห็นแก่พี่รองทั้งนั้น
ตั้งแต่ที่พี่ใหญ่จากไป พี่รองก็ต้องกลายมาเป็นเสาหลักของครอบครัว ชีวิตในแต่ละวันของเขาไม่ได้สุขสบายเลยสักนิด ยิ่งพอต้องมาเจอเรื่องล้มเหลวเกี่ยวกับชีวิตคู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ยิ่งกลายเป็นคนเก็บตัวและเงียบขรึมมากขึ้นทุกที
เขามั่นใจเลยว่า ถ้าหากตอนนี้ไม่มีลู่ชิงชิงเข้ามาในชีวิต และพี่รองยังคงครองตัวเป็นโสดอยู่ บางทีพ่อกับแม่อาจจะพยายามพูดเกลี้ยกล่อมให้พี่รองยอมแต่งงานกับซูรั่วอวิ๋นไปแล้วก็ได้
เพราะในมุมมองของพวกผู้ใหญ่ การที่ลูกผู้ชายได้แต่งงานสร้างครอบครัวถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิต เป้าหมายสูงสุดของพวกเขาไม่มีอะไรมากไปกว่าการได้เห็นลูกๆ มีความสุข ได้แต่งงานมีครอบครัวและมีหลานให้อุ้ม แค่นั้นพวกท่านก็นอนตายตาหลับแล้ว
นับว่าสวรรค์ยังมีตา ที่ส่งลู่ชิงชิงให้มาพบกับพี่รอง เขามั่นใจว่าผู้หญิงคนนี้คือคนเดียวที่จะสามารถมอบความสุขให้กับพี่รองได้ ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใดเลย แต่เป็นเพราะสายตาของพี่รองเวลาที่ทอดมองไปที่ลู่ชิงชิง มันเต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและจดจ่ออยู่กับเธอเพียงคนเดียว รวมไปถึงท่าทีเอียงอายจนหน้าแดงระเรื่อของลู่ชิงชิงเวลาที่มองตอบพี่รอง มันช่างเป็นภาพที่ดูงดงามจริงๆ
สรุปสั้นๆ ประโยคเดียวเลยก็คือ โชคดีจริงๆ ที่ได้ลู่ชิงชิงมาเป็นพี่สะใภ้!
ลึกๆ แล้วเฉียวซือมีความรู้สึกว่า ถ้าหากไม่มีลู่ชิงชิง เฉียวอวี้ก็คงจะไม่มีวันพบเจอกับความสุข และครอบครัวของพวกเขาก็คงจะไม่มีความสุขเช่นกัน ต่อให้พี่รองจะยอมแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นเพียงเพราะต้องการทำหน้าที่ลูกกตัญญูก็ตาม แต่นั่นมันก็เป็นเพียงแค่การหนีปัญหาเท่านั้นเอง
เพราะในใจของพี่รองไม่ได้รักผู้หญิงคนอื่นเลยสักนิด
[จบบท]