บทที่ 127 : สายไปเสียแล้ว
วันนี้ท่าทางของคนเป็นพ่อดูเต็มไปด้วยความโกรธจัด บรรยากาศรอบตัวเขาตึงเครียดเหมือนกับครั้งก่อนเลย ซูรั่วอวิ๋นรู้สึกกังวลใจอยู่ลึกๆ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงก้าวเท้าเดินเข้าไปในบ้าน
การกลับมาในครั้งนี้เธอตั้งใจมาเพื่อไถ่โทษ ดังนั้นเธอจะไม่ยอมต่อล้อต่อเถียงกับพ่อแม่อีกแล้ว
“พ่อคะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ?”
ขงอิงมองดูท่าทางหวาดกลัวของลูกสาวแล้วก็รู้สึกสงสาร ยิ่งได้ยินน้ำเสียงที่สั่นเครือของลูก เธอก็ยิ่งรู้สึกกังวลใจตามไปด้วย
“ตาแก่ มีอะไรก็ค่อยๆ พูดกันนะ อย่าทำลูกตกใจสิ”
ทันทีที่ได้ยิน ซูเม่าเฟิงก็ตวัดสายตาจ้องมองภรรยาของตัวเองทันที
“ลูกเหรอ?”
ซูเม่าเฟิงตะคอกเสียงแข็ง
“โตป่านนี้แล้วยังจะเรียกว่าลูกอีก ถ้าเป็นเมื่อก่อนอายุขนาดนี้เขาเป็นแม่คนกันไปหมดแล้ว นี่มันไม่รู้จักโตชัดๆ ก็เพราะคุณนั่นแหละที่คอยตามใจอยู่เรื่อย แม่รังแกฉันแท้ๆ เลย”
เจอคำพูดนี้เข้าไป ขงอิงถึงกับเถียงไม่ออก สิ่งที่ลูกสาวทำลงไปมันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนักจริงๆ เธอเองก็ไม่รู้จะช่วยยังไง และก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเข้าไปเข้าข้างลูกด้วย
ทางด้านของซูเม่าเฟิง เขาผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินตรงดิ่งเข้าไปหาซูรั่วอวิ๋น ชายวัยกลางคนไม่รอช้า เขาง้างมือขึ้นสูงแล้วฟาดฝ่ามือลงไปเต็มแรง
เพียะ!
ใบหน้าของซูรั่วอวิ๋นหันไปตามแรงตบ เธอรีบยกมือขึ้นมากุมแก้มของตัวเองเอาไว้ หยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงหล่นลงมาอาบสองแก้ม หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองซูเม่าเฟิงด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ
“พ่อคะ...ตั้งแต่เล็กจนโตพ่อไม่เคยตีหนูเลยนะ หนูทำผิดอะไรคะ?”
ซูเม่าเฟิงตะโกนใส่หน้าลูกสาวด้วยความโกรธจัดจนหอบหายใจแรง
“ทำผิดอะไรอย่างนั้นเหรอ? ลูกยังมีหน้ามาถามพ่ออีกนะ! พ่อกับแม่ขายหน้าคนเขาจะแย่อยู่แล้ว! ลูกกลับไปทบทวนดูให้ดีๆ เถอะ ว่าตัวเองทำเรื่องอะไรเอาไว้!”
เขาหันหลังเดินกลับไปกระแทกตัวนั่งลงที่เดิม สายตายังคงจ้องมองซูรั่วอวิ๋นเขม็ง
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ขงอิงก็รู้สึกปวดใจเหลือเกิน เธอรีบเดินเข้าไปคว้ามือลูกสาวมาจับเอาไว้
“ไหนให้แม่ดูหน่อยสิลูก หน้าบวมหมดแล้วมั้งเนี่ย?”
จากนั้นเธอก็หันขวับไปตวาดใส่ซูเม่าเฟิงด้วยความโมโห
“ตาแก่นี่! นี่มันลูกสาวแท้ๆ ของคุณนะ คุณลงมือตีลูกแรงขนาดนี้ได้ยังไงกัน?! ตีลูกจนเจ็บตัวแบบนี้คุณไม่สงสารลูกบ้างหรือไง?”
ซูเม่าเฟิงโกรธจนแทบจะไม่อยากปริปากออกมาอีก
“ผมไม่สงสารหรอก คนแบบนี้มีอะไรให้น่าสงสารกัน”
อันที่จริงนี่ถือว่าเขายั้งมือเอาไว้มากแล้ว ตอนที่เพิ่งรับรู้เรื่องนี้มาจากเฉียวอวี้ เขารับรองได้เลยว่าถ้าลูกสาวอยู่ตรงนั้น เขาคงไม่จบแค่การตบหน้าเพียงฉาดเดียวแน่ๆ
ซูรั่วอวิ๋นเลื่อนสายตากลับมามองที่คนเป็นแม่ เธอสะอื้นไห้พร้อมกับถามออกไป
“แม่คะ...ตกลงว่าพ่อเป็นอะไรไปคะ? พ่อตีหนูทำไม?”
ขงอิงลูบหลังลูกสาวเบาๆ
“ลูกเอ๊ย ลูกแอบไปหาเฉียวอวี้มาใช่ไหม”
สีหน้าของซูรั่วอวิ๋นเปลี่ยนไปในทันที
“พ่อกับแม่...รู้เรื่องนี้ได้ยังไงคะ?”
ขงอิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“นี่ลูกไปหาเขามาจริงๆ เหรอ? แม่ล่ะไม่เข้าใจลูกเลย ทำไมถึงทำแบบนั้นล่ะลูก? ตอนที่พ่อกับแม่บอกให้ลูกแต่งงานกับเขา ลูกก็เอาแต่ปฏิเสธท่าเดียวถึงขั้นจะกินยาฆ่าตัวตายให้ได้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้เปลี่ยนใจล่ะ? ลูกเอ๊ย แม่เดาใจลูกไม่ถูกแล้วจริงๆ”
“แม่คะ...”
ที่จริงแล้วตอนที่ซูรั่วอวิ๋นแอบไปหาเฉียวอวี้ เธอจงใจปิดบังเรื่องนี้เอาไว้ไม่ให้คนในบ้านรู้ เธอวางแผนเอาไว้ว่ารอให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนกลับมาดีกันก่อน แล้วค่อยบอกเรื่องนี้กับครอบครัว
ทว่าเธอกลับคาดไม่ถึงเลยว่าความลับนี้จะถูกจับได้เร็วขนาดนี้ หญิงสาวรู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่พักใหญ่ เธอรู้จักนิสัยของพ่อกับแม่ตัวเองดี ทั้งสองคนเป็นคนซื่อตรงและยึดมั่นในความถูกต้องอย่างเคร่งครัด แล้วตอนนี้พวกเขาจะมองลูกสาวคนนี้ยังไงกัน
ทางด้านของซูเม่าเฟิง เขาพยายามข่มอารมณ์โกรธของตัวเองเอาไว้ แล้วตั้งคำถามกับลูกสาวขึ้นมาอีกครั้ง
“ใช่ ลูกกำลังคิดจะทำอะไรอยู่กันแน่? ตัวเองเป็นคนปฏิเสธไม่อยากแต่งงานกับเขาเอง แต่พอเขาจะไปคบหากับคนอื่น ลูกก็ดันไม่ยอมซะอย่างนั้น นี่มันตรรกะอะไรของลูหฮะ?!”
ในเมื่อเรื่องราวมันบานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว ซูรั่วอวิ๋นก็ไม่อยากจะปิดบังอะไรอีกต่อไป เธอลดมือที่กุมแก้มลง แล้วค่อยๆ ยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาบนใบหน้า
“ที่ผ่านมาหนูทำผิดไปแล้วคะ เป็นเพราะตอนนั้นพ่อกับแม่บังคับให้หนูแต่งงานกับเฉียวอวี้ แถมเรื่องมันก็กะทันหันมาก หนูยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไรเลย หนูถึงได้ยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ไงคะ”
เธอสูดน้ำมูกก่อนจะอธิบายต่อ
“แต่หลังจากนั้นพอหนูไปทำงานที่โรงงาน หนูก็มักจะบังเอิญเจอเขาอยู่บ่อยๆ จากตอนแรกที่หนูไม่เคยสนใจเขาเลย แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม พอมีเรื่องแต่งงานเข้ามา หนูก็กลับเจอหน้าเขาแทบจะทุกวัน”
เธอมองหน้าพ่อกับแม่ด้วยแววตาจริงจัง
“แถมคนที่หนูรู้จักก็พากันชมเขากันทั้งนั้น พวกเขาเอาแต่บอกว่าเฉียวอวี้เป็นคนดีอย่างนั้นอย่างนี้ ช่วงที่ผ่านมาหนูก็เลยแอบสังเกตเขาดู แล้วหนูก็พบว่าเขาเป็นคนดีมากจริงๆ ทั้งหน้าที่การงานและการวางตัวก็ดูเป็นผู้ใหญ่และใจกว้างมาก พอเห็นแบบนี้หนูก็เลยรู้สึกเสียใจทีหลังค่ะ”
ได้ยินดังนั้น ซูเม่าเฟิงก็โกรธจัดจนเลือดขึ้นหน้า เขาง้างมือขึ้นมาเตรียมจะตบหน้าลูกสาวอีกรอบ
“ลูกมาเสียใจทีหลังงั้นเหรอ?! ลูกคิดว่าโลกนี้มันหมุนรอบตัวลูกคนเดียวหรือยังไงฮะ?! พอลูกบอกว่าไม่อยากแต่งก็คือไม่แต่ง แต่พอตอนนี้ลูกอยากจะกลับไปหาเขา ลูกก็คิดจะกลับไปง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ? บนโลกนี้มันไม่มีเรื่องอะไรที่ง่ายดายขนาดนั้นหรอกนะ!”
ทว่าครั้งนี้ขงอิงเตรียมตัวรับมือเอาไว้อยู่แล้ว เธอรีบพุ่งตัวเข้าไปคว้าแขนของสามีเอาไว้ได้ทันท่วงที
“ตาแก่ ใจเย็นๆ ก่อนสิ ฟังลูกอธิบายให้จบก่อน มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันเถอะ”
ซูรั่วอวิ๋นใช้มือเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าลวกๆ เธอยังคงช้อนตามองคนเป็นพ่อด้วยแววตาดื้อดึง ก่อนจะทิ้งตัวคุกเข่าลงบนพื้นเสียงดังตุบ
“พ่อคะ!”
ขงอิงร้องเสียงหลง
“ตายจริง ลูกทำอะไรเนี่ย? รีบลุกขึ้นมาเร็วเข้า...”
แต่ถึงอย่างนั้น ซูรั่วอวิ๋นก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน
ซูเม่าเฟิงสะบัดมือออกอย่างหงุดหงิด
“ถ้าลูกอยากจะคุกเข่านัก พ่อก็จะปล่อยให้ลูกคุกเข่าอยู่แบบนี้แหละ!”
ซูรั่วอวิ๋นขยับเข่าเดินหน้าเข้าไปใกล้ๆ สองมือของเธอสวมกอดขาทั้งสองข้างของคนเป็นพ่อเอาไว้แน่น
“พ่อคะ ตั้งแต่เล็กจนโตพ่อรักและตามใจหนูมาตลอด ไม่ว่าหนูอยากจะได้อะไรพ่อก็หามาให้หนูได้เสมอ ต่อให้ครอบครัวเราจะต้องลำบากยากแค้นแค่ไหน พ่อก็ไม่เคยปล่อยให้หนูต้องมาทนทุกข์ทรมานเลย”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นพ่อ
“หนูรู้ตัวแล้วค่ะว่าที่ผ่านมาหนูเอาแต่ใจตัวเองมากเกินไป สายตาของพ่อกับแม่เฉียบแหลมขนาดนี้ จะมองคนผิดไปได้ยังไงกัน เป็นเพราะตอนนั้นหนูมันโง่เอง หนูมันดื้อรั้นจนกู่ไม่กลับ หนูทำผิดไปแล้วจริงๆ ค่ะ...”
หญิงสาวร้องไห้สะอึกสะอื้นจนน้ำตานองหน้า
“พ่อคะ ในเมื่อพ่อรักและสงสารหนูขนาดนี้ พ่อต้องยอมช่วยเหลือหนูใช่ไหมคะ? ครอบครัวของเรากับบ้านของเฉียวอวี้ก็สนิทสนมกันมาก ถ้าพ่อกับแม่ยอมออกหน้าไปพูด อาเฉียวจะต้องยอมฟังแน่ๆ พ่อช่วยไปคุยกับบ้านนั้นให้หน่อยได้ไหมคะ ให้เขายกเลิกงานแต่งกับลู่ชิงชิงคนนั้นไปเถอะนะคะ”
เธอเขย่าขาพ่อเบาๆ เชิงอ้อนวอน
“หนูมีตรงไหนที่สู้ลู่ชิงชิงไม่ได้บ้างล่ะคะ? ถ้าหนูยอมตกลง อาเฉียวจะต้องเห็นด้วยแน่นอน! หลังจากนี้หนูสัญญาเลยค่ะว่าจะตั้งใจใช้ชีวิตคู่กับเฉียวอวี้ให้ดี แล้วหนูก็จะกตัญญูต่อพ่อกับแม่ให้มากๆ ด้วย พ่อคะ...พ่อรับปากหนูเถอะนะคะ”
ซูเม่าเฟิงปฏิเสธกลับไปอย่างไร้เยื่อใย
“ไม่มีทาง ก่อนหน้านี้ที่เฉียวอวี้เขายอมตกลงแต่งงานกับลูก เป็นเพราะอะไรลูกยังมองไม่ออกอีกเหรอ?”
“ทำไมล่ะคะ?…ไม่ใช่เพราะว่าผู้ชายพอโตขึ้นแล้วก็ต้องแต่งงานหรอกเหรอคะ?”
ชายวัยกลางคนแค่นเสียงเหอะ
“ก็ใช่น่ะสิ ลูกก็รู้ตัวนี่นาว่าที่เขายอมแต่งงานกับลูก ไม่ใช่เพราะว่าเขาอยากจะแต่งด้วย แต่เป็นเพราะสถานการณ์มันบังคับต่างหาก ถ้าไม่ใช่เพราะดวงชะตาของเขาไม่ค่อยดี ป่านนี้ลูกเขาคงโตจนวิ่งไปซื้อซีอิ๊วให้พ่อแม่ได้แล้ว ลูกก็เป็นแค่คนที่พ่อกับแม่พยายามยัดเยียดให้เขาฝ่ายเดียวก็เท่านั้นแหละ”
อันที่จริงซูเม่าเฟิงมองสถานการณ์ทุกอย่างออกตั้งนานแล้ว
“ลูกเอ๊ย ลูกต้องเข้าใจเรื่องนึงนะ ในตอนนั้นลูกเป็นเพียงแค่ตัวเลือกเดียวที่เขาจำใจต้องยอมรับเอาไว้ในยามที่เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พอมีลู่ชิงชิงโผล่เข้ามา ลูกก็ไม่ใช่ตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียวของเขาอีกแล้ว”
เมื่อโดนคนเป็นพ่อพูดแทงใจดำเข้าอย่างจัง ซูรั่วอวิ๋นก็ถึงกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง เธอค่อยๆ คลายมือที่กอดขาพ่อออกแล้วทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้น ปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมาอาบสองแก้มอย่างเงียบๆ
นี่เธอรู้ตัวช้าไปอย่างนั้นเหรอ
ไม่สิ เธอจะยอมแพ้แบบนี้ไม่ได้ ในเมื่อเธอยังอุตส่าห์ย้อนเวลากลับมาได้ เธอก็ต้องสามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องราวในอดีตได้อย่างแน่นอน
ใช่แล้ว ลู่ชิงชิง! ผู้หญิงคนนี้คือตัวแปรสำคัญเพียงหนึ่งเดียวของเรื่องนี้ ถ้าหากไม่มีลู่ชิงชิงเข้ามาสอดแทรก เฉียวอวี้ก็คงจะยังหยุดรอเธออยู่ที่เดิม และเธอกับเขาก็คงจะได้ครองรักกันไปตั้งนานแล้ว
ลู่ชิงชิง...ผู้หญิงคนนี้ช่างเป็นตัวเกะกะขวางหูขวางตาเสียจริง!
ในขณะเดียวกัน ขงอิงก็ก้มลงไปประคองซูรั่วอวิ๋นให้ลุกขึ้นมาจากพื้น พาเดินไปนั่งพักบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างๆ แล้วปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เสี่ยวอวิ๋นเอ๊ย อย่าคิดมากไปเลยนะลูก ถึงแม้ว่าเฉียวอวี้เขาจะเป็นคนดี แต่บนโลกนี้ก็ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวสักหน่อย คนที่ดีกว่าเขายังมีอยู่อีกตั้งเยอะแยะ เดี๋ยววันหลังแม่จะไปหาผู้ชายที่ดีกว่าเขามาให้ลูกเอง ตกลงไหมลูก?”
ทว่าทางด้านของซูเม่าเฟิง เขายังคงปรายตามองลูกสาวด้วยความหงุดหงิด ภายในใจยังคงเต็มไปด้วยความโกรธกรุ่น รู้สึกโมโหที่ลูกสาวคนนี้ช่างไม่เอาไหนเสียเลย
“เรื่องที่ลูกทำลงไปเนี่ย มันต่างอะไรกับการเอาตัวใส่พานไปประเคนให้ผู้ชายเขาบ้างฮะ! ก่อนหน้านี้ลูกร้องห่มร้องไห้จะเป็นจะตายเพราะไม่อยากแต่งงาน แต่ตอนนี้ลูกกลับทำตัวเป็นฝ่ายวิ่งไปหาเขาก่อนซะเอง ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ลูกจะให้พ่อเอาหน้าแก่ๆ นี้ไปไว้ที่ไหนฮะ?! ไม่อายชาวบ้านเขาบ้างหรือไง?!”
ตอนนี้อารมณ์ของซูรั่วอวิ๋นเริ่มกลับมาสงบลงบ้างแล้ว ดวงตากลมโตของเธอแดงก่ำ ใบหน้าซีกหนึ่งก็ขึ้นรอยแดงเถือก ฝ่ามือเมื่อครู่นี้ของซูเม่าเฟิงนั้นลงแรงไปไม่น้อยเลยทีเดียว จนบัดนี้แก้มของเธอเริ่มบวมเป่งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“พ่อคะ เรื่องขายหน้ามันไม่สำคัญหรอกค่ะ การตามหาผู้ชายที่ถูกใจและพร้อมจะดูแลหนูไปตลอดชีวิตต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น สีหน้าของซูเม่าเฟิงก็มืดครึ้มลงอีกครั้ง
“พ่อขอบอกลูกเอาไว้ตรงนี้เลยนะ เลิกทำตัวไร้สาระได้แล้ว! ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ลูกห้ามไปโผล่หน้ากวนใจเฉียวอวี้กับลู่ชิงชิงอีกเด็ดขาด ถ้าเกิดเรื่องแบบเมื่อวานนี้ขึ้นมาอีกละก็ พ่อจะตีลูกให้ตายคามือเลยคอยดูสิ!”
“พ่อคะ...”
ขงอิงรีบเอื้อมมือไปจับแขนซูรั่วอวิ๋นเอาไว้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนไม่ให้ลูกสาวพูดอะไรออกมาอีก หลังจากที่สถานการณ์ตึงเครียดภายในห้องสงบลงแล้ว เธอถึงได้แอบดึงตัวลูกสาวออกมาคุยกันที่หน้าประตูบ้านด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ตอนนี้พ่อเขากำลังอารมณ์ร้อนอยู่นะ ลูกก็อย่าเพิ่งไปเถียงเขาเลยลูกเอ๊ย หัดทำตัวให้ว่าง่ายหน่อยสิ ไม่อย่างนั้นคนที่ต้องเจ็บตัวก็คือลูกนั่นแหละ”
“แม่คะ...แล้วแม่พอจะช่วยพูดให้หนูบ้างไม่ได้เลยเหรอคะ?”
ขงอิงมองหน้าลูกสาวแล้วถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา
“แล้วลูกจะให้แม่ช่วยยังไงล่ะลูก? ลูกอย่าลืมสิว่าแม่เป็นคนแนะนำลู่ชิงชิงให้กับบ้านนั้นเองนะ แล้วแม่จะหน้าด้านไปทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนได้ยังไงล่ะ? เรื่องนี้ลูกก็ตัดใจซะเถอะนะลูกนะ”
[จบบท]