บทที่ 128 : วันเกิดใต้แสงจันทร์
ซูรั่วอวิ๋นรู้สึกทั้งโกรธและน้อยใจ เธอเอ่ยถามผู้เป็นแม่ด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ "แม่คะ แม่จะรีบร้อนแนะนำผู้หญิงคนอื่นให้เขาไปทำไมกันคะ?"
ขงอิงผู้เป็นแม่รีบอธิบาย "แม่ไม่ได้รีบร้อนหรอก ทางลู่ชิงหวยเป็นคนเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเองต่างหาก เขาถูกใจเฉียวอวี้ ก็เลยไหว้วานให้แม่เป็นคนกลางช่วยพูดคุยให้ ถึงแม่จะไม่พูด ยังไงก็ต้องมีคนอื่นไปพูดให้อยู่ดี”
“ตอนนั้นแม่รู้สึกว่ายังติดค้างน้ำใจของเฉียวอวี้อยู่ ก็เลยเสนอตัวเป็นแม่สื่อให้พวกเขา ใครจะไปคิดล่ะว่า แค่แนะนำไปครั้งเดียวก็ตกลงปลงใจกันได้เลย"
"แม่จะบอกให้นะ เรื่องแบบนี้มันเป็นวาสนาของลู่ชิงชิงกับเฉียวอวี้เขา เสี่ยวอวิ๋น ลูกอย่าเข้าไปวุ่นวายกับพวกเขาอีกเลยได้ไหม? ผู้ชายดีๆ บนโลกนี้ยังมีอีกตั้งเยอะแยะ ทำไมลูกถึงต้องดึงดันอยากจะแต่งงานกับเฉียวอวี้ให้ได้ด้วย?"
"แต่หนูอยากแต่งงานกับเขานี่คะ ความจริงแล้วเขาควรจะต้องมาเป็นสามีของหนูสิ!" เรื่องราวในชาติที่แล้วกลายเป็นความหมกมุ่นฝังลึกอยู่ภายในใจของซูรั่วอวิ๋น หญิงสาวไม่สนใจเรื่องอื่นใดทั้งนั้น ขอเพียงแค่สามารถบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้ก็พอ
ทางด้านขงอิงก็ยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมลูกสาวต่อไปอีกพักใหญ่ ซูรั่วอวิ๋นที่ทำอะไรไม่ได้จึงจำใจต้องแกล้งทำเป็นยอมรับฟัง เธอให้สัญญาว่าจะไม่ไปก่อเรื่องวุ่นวายอีก ผู้เป็นแม่ถึงได้ยอมเลิกราและยุติบทสนทนาลง
แต่ลึกๆ แล้ว หญิงสาวยังไม่ได้ยอมแพ้ไปจริงๆ เธอเพียงแค่กำลังรอคอย รอคอยโอกาสที่เหมาะสม และเธอเชื่อมั่นว่าอีกไม่นานโอกาสนั้นจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน
...
ค่ำคืนของเทศกาลไหว้พระจันทร์ กิจกรรมที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการกินขนมไหว้พระจันทร์พร้อมกับชมความงดงามของดวงจันทร์บนท้องฟ้า เว่ยเป่าจือลงมือทำขนมไหว้พระจันทร์ด้วยตัวเอง ลู่ชิงชิงหยิบมาลองชิมดู รสชาติถือว่าอร่อยใช้ได้เลยทีเดียว เพียงแต่เนื้อสัมผัสอาจจะแข็งไปสักหน่อย
สภาพอากาศในค่ำคืนนี้ช่างเป็นใจ ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆหมอกบดบังทัศนียภาพ ดวงจันทร์กลมโตส่องสว่างลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ดูคล้ายกับจานใบใหญ่ที่แผ่ประกายแสงสีนวลตา ขับเน้นให้บรรยากาศยามค่ำคืนที่เงียบสงบดูงดงามน่าหลงใหลมากยิ่งขึ้น
ลู่ชิงชิงถือขนมไหว้พระจันทร์ชิ้นหนึ่งติดมือมาด้วย ก่อนจะเดินออกไปที่ลานกว้างหน้าบ้านพร้อมกับเฉียวอวี้เพื่อชมดวงจันทร์ เนื่องจากอาคารบ้านเรือนในยุคสมัยนี้ยังไม่ได้ถูกสร้างให้สูงตระหง่านมากนัก จึงทำให้ทัศนียภาพรอบด้านเปิดกว้าง สามารถมองเห็นดวงจันทร์ได้อย่างชัดเจนเต็มสองตา
ดวงจันทร์บนท้องฟ้าทั้งกลมโต สว่างไสว และให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่เมื่อลู่ชิงชิงเหม่อมองขึ้นไป ภายในใจของเธอกลับรู้สึกเศร้าหมองขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
วันนี้คือวันคล้ายวันเกิดของเธอ ตั้งแต่เด็กแม่มักจะบอกเสมอว่าเธอเป็นคนมีบุญวาสนา ตามคำโบราณที่ว่าเด็กผู้หญิงเกิดวันขึ้นหนึ่งค่ำ เด็กผู้ชายเกิดวันขึ้นสิบห้าค่ำ จะได้เป็นใหญ่เป็นโต เธอจะต้องมีอนาคตที่ดีแน่ๆ
แต่จนถึงตอนนี้เธอยังไม่ทันได้มีอนาคตที่ดีเลย กลับต้องทะลุมิติมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้อย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
หากเวลาในยุคปัจจุบันที่เธอจากมายังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ วันนี้ก็คงจะเป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์เช่นเดียวกัน ป่านนี้คุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็น้องชาย คงจะกำลังเสียใจมากแน่ๆ
ถึงตอนที่อยู่บ้านเธอจะชอบทำตัวซุกซนและคอยสร้างเรื่องวุ่นวายให้คนในครอบครัวต้องปวดหัวอยู่บ่อยครั้ง แต่พอต้องมาพรากจากกันแบบนี้ เธอรู้สึกคิดถึงพวกเขามากจริงๆ
หญิงสาวไม่เข้าใจเลยว่าทำไมโชคชะตาถึงได้กำหนดเส้นทางชีวิตของเธอเอาไว้แบบนี้ บางทีในชาตินี้เธออาจจะไม่มีวันได้กลับไปที่นั่นอีกแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือการฝากความรู้สึกคิดถึงอันเปี่ยมล้นส่งผ่านดวงจันทร์ที่สว่างไสวไปหาครอบครัวของเธอ
ในช่วงเวลาแห่งเทศกาลที่สมาชิกในครอบครัวควรจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน กลับกลายเป็นว่าเธอไม่สามารถกลับไปรวมญาติกับครอบครัวได้อีกแล้ว เธอคิดถึงพวกเขาเหลือเกิน คิดถึงคุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย แล้วก็น้าชายคนเล็ก
ส่วนคุณตา คุณยาย และคุณปู่คุณย่านั้น เธอไม่ได้รู้สึกคิดถึงมากเท่าไหร่นัก เพราะยังไงเสียวันนี้เธอก็เพิ่งจะได้เจอกับคุณปู่ของตัวเอง แถมยังได้นั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกันอีกต่างหาก
อันที่จริงลู่ชิงชิงไม่ใช่คนที่ชอบจมอยู่กับความเศร้า แต่บรรยากาศในค่ำคืนนี้มันชวนให้รู้สึกเศร้าใจอย่างอดไม่ได้ ทำให้ความรู้สึกเศร้าหมองก่อตัวขึ้นมาจนจิตใจของเธอห่อเหี่ยวไปหมด
ทางด้านของเฉียวอวี้ที่เป็นคนช่างสังเกต เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกาย เมื่อครู่นี้ตอนที่อยู่ในบ้านเธอยังพูดคุยหัวเราะร่าเริงอยู่เลย แล้วทำไมจู่ๆ ตอนนี้ถึงได้เงียบไปล่ะ
ไม่เพียงเท่านั้น ขณะที่เธอกำลังแหงนหน้ามองดวงจันทร์ ใบหน้าเล็กๆ นั้นกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวอย่างเห็นได้ชัด
"ชิงชิง คุณเป็นอะไรไป? หนาวเหรอครับ? หรือว่ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจ? เล่าให้ผมฟังได้นะ"
เสียงเรียกของเขาทำให้ลู่ชิงชิงได้สติกลับมา เธอหันไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงข้าง ในตอนนี้ทั้งสองคนกำลังยืนอยู่ด้วยกัน แต่เมื่อเธอหันไปก็มองเห็นแค่หัวไหล่กว้างของเขาเท่านั้น ไม่สามารถมองเห็นระดับต้นคอของเขาได้ด้วยซ้ำ ทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ"
ฟังดูสิ! ขนาดบอกว่าไม่มีอะไร แต่น้ำเสียงกลับแผ่วเบาไร้เรี่ยวแรงขนาดนี้ เฉียวอวี้ยิ่งรู้สึกเป็นกังวลมากขึ้นไปอีก เขาจึงเอ่ยถามต่อ "ถ้าอย่างนั้น... อยู่กับผมแล้วคุณไม่มีความสุขเหรอครับ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่ชิงชิงก็ยิ้มออกมาอย่างจนใจ "ไม่ได้เป็นแบบนั้นสักหน่อย คุณอย่าคิดมากสิคะ"
เฉียวอวี้ไม่ได้เซ้าซี้ถามอะไรต่อ เขาเพียงแค่จ้องมองใบหน้าของเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความลึกซึ้ง
ในจังหวะนั้นเอง ลู่ชิงชิงก็สัมผัสได้ว่าแววตาของเขาที่ทอดมองมานั้น มันทั้งสว่างไสวและอบอุ่นมากยิ่งกว่าแสงของดวงจันทร์บนท้องฟ้าเสียอีก ความรู้สึกนั้นทำให้ภายในใจของเธอยิ่งรู้สึกจุกอกขึ้นมา
แต่คิดไปคิดมาก็ช่างมันเถอะ ในเมื่อต้องอยู่ที่นี่ต่อไป เธอก็จะอยู่ อย่างน้อยๆ สวรรค์ก็ไม่ได้ใจร้ายกับเธอจนเกินไปนัก เพราะยังส่งผู้ชายที่รักเธอมาให้อยู่เคียงข้าง
"ที่จริงก็ไม่มีเรื่องอะไรหรอกค่ะ..." ลู่ชิงชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอรู้ดีว่าถ้าไม่ยอมบอกความจริงออกไป ชายหนุ่มตรงหน้าก็คงไม่มีทางปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ แน่ เธอจึงตัดสินใจเอ่ยปากออกไป "วันนี้เป็นวันเกิดของฉันน่ะค่ะ"
เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าลู่ชิงชิงเจ้าของร่างเดิมเกิดวันที่เท่าไหร่ แต่เธอจำวันเกิดของตัวเองในยุคปัจจุบันได้แม่นยำ เพราะในวันนี้เมื่อหลายปีก่อน เป็นวันที่แม่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างหนักเพื่อคลอดเธอและน้องชายออกมา
ลู่ชิงชิงมีความเชื่อมาตลอดว่า ผู้หญิงเรามีโอกาสได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อยู่สองครั้งในชีวิต ครั้งแรกคือตอนที่ได้เจอกับผู้ชายดีๆ สักคนและตกลงปลงใจเป็นภรรยาของเขา
ช่วงเวลานั้นจะเป็นการก้าวข้ามจากเด็กสาวไปสู่การเป็นผู้หญิงอย่างเต็มตัว หน้าที่และความรับผิดชอบบนบ่าก็จะเพิ่มมากขึ้น ทั้งความรับผิดชอบต่อครอบครัวและคนรัก ซึ่งเรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่ฝ่ายชายจะต้องเป็นคนแบกรับเอาไว้เพียงฝ่ายเดียว
ส่วนการเริ่มต้นชีวิตใหม่ครั้งที่สอง คือตอนที่ให้กำเนิดชีวิตเล็กๆ ขึ้นมา เด็กทารกเปรียบเสมือนพยานรักและเป็นสายเลือดที่สืบทอดต่อไป
แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ในวันที่คลอดลูก ผู้หญิงจะต้องก้าวขาเข้าไปเสี่ยงตายในยมโลกข้างหนึ่งแล้ว ดังนั้นวันนี้จึงไม่ใช่แค่วันเกิดของเธอเพียงอย่างเดียว แต่มันยังเป็นวันที่แม่ของเธอได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งด้วย
"วันเกิดคุณเหรอครับ?" เฉียวอวี้รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด "ขอโทษนะครับ ผมไม่รู้เรื่องนี้เลย..."
ลู่ชิงชิงส่งยิ้มบางๆ ให้เขา "ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าคุณไม่ถาม ฉันก็ไม่ได้กะจะบอกอยู่แล้ว เมื่อก่อนฉันก็ไม่เคยจัดงานวันเกิดเหมือนกัน คุณไม่ต้องเก็บมาคิดเล็กคิดน้อยหรอกนะคะ"
เธอเดาว่าลู่ชิงชิงคนเดิมก็คงไม่เคยฉลองวันเกิดเหมือนกัน ในยุคสมัยนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในหมู่บ้านชนบทแบบนี้
อย่างมากที่สุดก็คงจะเป็นการจัดงานฉลองวันเกิดครบรอบแปดสิบปีให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัว นอกนั้นก็ไม่มีพิธีรีตองอะไรอีก หลายคนถึงขั้นจำวันเกิดของตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะแต่ละครอบครัวมีลูกหลายคน พวกผู้ใหญ่ก็เลยไม่มีเวลามานั่งใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้
"เมื่อก่อนก็คือเมื่อก่อน แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว ตอนนี้คุณมีผมแล้วนะ" เฉียวอวี้ขยับตัวเข้าไปใกล้ชิดเธอมากขึ้นอีกนิด "คุณชอบอะไร อยากไปเที่ยวที่ไหนไหมครับ?"
คำถามที่ซื่อตรงตามสไตล์ผู้ชายทื่อๆ ของเขา ทำให้ลู่ชิงชิงรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากแล้ว จะให้ขอเค้กหรือช็อกโกแลตอย่างนั้นเหรอ ของพวกนั้นดูเหมือนจะยังไม่เป็นที่นิยมในยุคนี้เลยด้วยซ้ำ แล้วถ้าเป็นดอกไม้ล่ะ ดึกดื่นป่านนี้แล้วจะไปหาซื้อดอกไม้จากที่ไหนได้
หรือจะขอแหวนเพชรดีล่ะ อืม... เก็บเป็นทองคำน่าจะมีมูลค่ามากกว่านะ อีกอย่าง ตัวเธอเองก็ไม่ได้ชื่นชอบพวกเครื่องประดับเงินทองอะไรพวกนั้นอยู่แล้วด้วย
หลังจากใช้ความคิดอยู่พักใหญ่ ลู่ชิงชิงก็ตอบกลับไป "ฉันหวังว่า ในเทศกาลไหว้พระจันทร์ของทุกๆ ปีหลังจากนี้ ฉันจะได้ใช้เวลาร่วมกับคุณตลอดไปค่ะ"
คำพูดของเธอทำเอาหัวใจของเฉียวอวี้กระตุกวูบ เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหายใจไม่ออก ชายหนุ่มนึกไปถึงข้อสันนิษฐานเหลวไหลที่ตัวเองเคยคิดเอาไว้ ถ้าเรื่องนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง แล้วทำไมเธอถึงได้พูดประโยคแบบนี้ออกมาล่ะ
เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเขาก็ค่อยๆ ยกมือขึ้นมาลูบเส้นผมของเธออย่างทะนุถนอม "ได้สิครับ ขอแค่คุณยอมอยู่เคียงข้างผมตลอดไป ผมก็สัญญาว่าจะอยู่เป็นเพื่อนคุณไปจนแก่เฒ่าเลย"
เขาลูบผมเธอได้เพียงไม่กี่ครั้งก็ชักมือกลับไป การกระทำนั้นทำให้ลู่ชิงชิงรู้สึกวูบโหวงในใจเล็กน้อย ในห้วงเวลาและสถานที่แห่งนี้ คนที่สามารถคอยอยู่เคียงข้างและไม่ทำให้เธอต้องรู้สึกเสียใจ ก็คงมีแค่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้น
ลู่ชิงชิงแกล้งกะพริบตาปริบๆ ด้วยความเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยเย้าแหย่ "แล้วถ้าฉันไม่อยากอยู่ล่ะคะ?"
เฉียวอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ผมจะไม่ทำให้คุณต้องผิดหวังแน่นอนครับ"
ลู่ชิงชิงไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอเพียงแค่เงยหน้าขึ้นไปมองดวงจันทร์กลมโตบนท้องฟ้า โบราณกล่าวไว้ว่าคนและดวงจันทร์ต่างก็มีช่วงเวลาแห่งการพบพานและเติมเต็ม ในเวลานี้ ชีวิตของเธอก็ถือว่ามีความสุขสมบูรณ์แบบในระดับหนึ่งแล้วเหมือนกัน
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงทุ้มต่ำของเฉียวอวี้ก็ดังแว่วมาให้ได้ยิน "ชิงชิง นี่เป็นครั้งแรกที่ผมอยากจะทำดีกับใครสักคนอย่างจริงจัง แต่ผมไม่รู้เลยว่าต้องทำยังไงคุณถึงจะรู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด และไม่รู้ว่าต้องทำยังไงมันถึงจะออกมาสมบูรณ์แบบ"
"คุณช่วยสอนผมหน่อยได้ไหมครับ ถ้ามีตอนไหนที่ผมทำไม่ดีหรือทำอะไรผิดพลาดไป คุณช่วยใจเย็นกับผมอีกสักนิดได้ไหม รอผมหน่อย สอนผมหน่อยนะ ผมจะพยายามให้เต็มที่ เพราะผมไม่อยากเสียคุณไป"
ขณะที่ลู่ชิงชิงกำลังเหม่อมองดวงจันทร์อยู่นั้น เมื่อได้ฟังคำพูดที่ออกมาจากใจของเขา เธอก็รู้สึกจุกแน่นที่ลำคอจนขอบตาร้อนผ่าว ภาพดวงจันทร์ที่สว่างไสวตรงหน้าพลันพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตา
ผู้ชายที่เธอได้มาพบเจอคนนี้ ทำไมถึงได้ดูซื่อบื้อขนาดนี้นะ ขนาดเรื่องที่จะทำดีกับใครสักคน เขายังต้องมาคอยพูดจาอ้อนวอนขอร้องแบบนี้อีก
แต่ในขณะเดียวกัน ภายในใจของเธอก็แอบนึกหวั่นกลัวขึ้นมาเช่นกัน ถ้าเกิดว่าวันหนึ่งเธอไม่ได้เป็นคนที่ดีพอสำหรับเขาขึ้นมาล่ะ จะทำยังไง
[จบบท]