บทที่ 131 : ความลับหลุดลอด
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ป้าอู๋ก็แสดงสีหน้าขัดอกขัดใจออกมาอย่างชัดเจน เธอรู้สึกโกรธเคืองและทนดูพฤติกรรมของหลิวฉางซุ่นไม่ได้อีกต่อไป จึงขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบกระซาบ
"ป้าจะบอกอะไรให้นะ แต่เธอห้ามเอาไปเล่าให้ใครฟังต่อเด็ดขาดเลยล่ะ คนในหมู่บ้านเราบางคนก็หัวอ่อนซื่อบื้อกันเหลือเกิน ยังคิดว่าแม่ม่ายคนนั้นเพิ่งจะตกลงปลงใจแต่งงานเข้ามาหลังจากที่ไอ้หมอนั่นหย่าขาดกับเมียเก่าไปแล้ว แต่ความจริงคือสองคนนั้นแอบไปลักลอบได้เสียกันตั้งนานแล้วต่างหากล่ะ"
ลู่ชิงชิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินแบบนั้น ทีแรกเธอคิดว่ามีแค่ตัวเองที่บังเอิญไปเห็นเหตุการณ์ฉาวโฉ่นั้นเข้าเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะมีคนอื่นรู้เรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน แต่พอมาลองนึกทบทวนดูดีๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลยสักนิด
ความลับไม่มีในโลกหรอก ถ้าไม่อยากให้ใครรู้ก็อย่าทำตั้งแต่แรกสิ ในเมื่อหลิวฉางซุ่นกล้าทำเรื่องน่ารังเกียจพรรค์นี้ลงไป ก็อย่าหวังเลยว่าจะสามารถปิดบังสายตาชาวบ้านได้ตลอดรอดฝั่ง
"แล้วคุณป้ารู้เรื่องนี้ได้ยังไงคะ ป้าสบายใจได้เลย ฉันไม่เอาไปบอกใครหรอกค่ะ แม้แต่แม่ฉันก็จะไม่ปริปากแน่นอนค่ะ" ลู่ชิงชิงแกล้งทำเป็นผสมโรงตามน้ำไปอย่างเป็นธรรมชาติ
ป้าอู๋หันมองซ้ายมองขวาเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะขยับปากเล่าต่อ "ป้าก็ฟังคนอื่นเขาเล่ามาอีกทีเหมือนกันนั่นแหละ ก็ไอ้ชายโสดทึนทึกต่งเหล่าปานั่นไง วันๆ เอาแต่จ้องจะงาบก่งชุนเยี่ยน พอไม่มีอะไรทำก็คอยเดินตามก้นผู้หญิงเขาต้อยๆ แล้วสุดท้ายวันหนึ่งมันก็ดันไปเห็นเข้าจังๆ เลยล่ะสิ"
ลู่ชิงชิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "เห็นสองคนนั้นเหรอคะ?"
"ก็ใช่น่ะสิ มันเห็นสองคนนั้นแอบมุดเข้าไปในป่าละเมาะด้วยกัน แถมยังไม่ได้ทำแค่ครั้งเดียวด้วยนะ ฉันคิดดูสิว่าไอ้หลิวฉางซุ่นมันหน้าด้านหน้าทนขนาดไหน บ้านเดิมของจ้าวหลานก็อยู่ในหมู่บ้านนี้แท้ๆ แต่มันกลับไม่กลัวเลยว่าคนตระกูลจ้าวจะมาเห็นเข้า"
ลู่ชิงชิงพยักหน้ารับเบาๆ โดยไม่ปริปากหลุดคำใดออกมาอีก หากเธอแสดงความคิดเห็นมากเกินไป แล้วป้าอู๋เอาไปขยายความต่อ มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ หญิงสาวยึดมั่นในสุภาษิตที่ว่า กลางวันอย่าพูดถึงคน กลางคืนอย่าพูดถึงผี
การเป็นคนตรงไปตรงมาอาจจะเป็นข้อดีก็จริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถพูดจาพล่อยๆ หรือนินทาคนอื่นได้อย่างไร้ขอบเขต เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าคนรอบตัวที่เข้ามาตีสนิทนั้น คนไหนเป็นคนดี คนไหนเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก
ต่อให้รอบตัวจะไม่มีคนคิดร้าย แต่ก็อาจจะมีใครสักคนบังเอิญเดินผ่านมาได้ยินบทสนทนาเข้าพอดีก็ได้
ทางด้านป้าอู๋ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นเลยสักนิด เธอยังคงพ่นคำบ่นออกมาไม่หยุดหย่อน "จ้าวหลานนี่น่าสงสารจริงๆ เลยนะ ดันมาเจอผู้ชายเฮงซวยแบบนี้ ถ้าเป็นป้านะ ป้าจะไม่มีวันยอมหย่าเด็ดขาด จะอยู่ขวางหูขวางตาสองคนนั้นแหละ”
“แต่จะว่าไปแล้วเกิดเป็นผู้หญิงก็ลำบากแบบนี้แหละ พอมีลูกให้เขาไม่ได้ แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ โชคดีนะที่หนิวจื่อเป็นคนดี ไม่ได้ใส่ใจเรื่องมีลูก ไม่อย่างนั้นจ้าวหลานคงหาผู้ชายคนใหม่แต่งงานด้วยยากแน่ๆ ดีไม่ดีอาจจะต้องไปเป็นแม่เลี้ยงให้ลูกติดคนอื่นเขาอีก"
"นั่นสิคะ" ลู่ชิงชิงเห็นด้วยกับคำพูดประโยคนี้เป็นอย่างมาก เธอพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย หลังจากยืนคุยกันต่ออีกพักหนึ่ง ก็บังเอิญมีชาวบ้านตะโกนเรียกป้าอู๋พอดี หญิงวัยกลางคนจึงขอตัวเดินแยกออกไป
ในที่สุดลู่ชิงชิงก็ได้รับอิสระกลับคืนมาเสียที หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ตอนนี้เธอหมดอารมณ์ที่จะแวะไปหาหลิวจิ้งเสียนที่บ้านแล้ว จึงตัดสินใจหมุนตัวเดินกลับบ้านของตัวเองแทน
ระหว่างทางเธอยังคงขบคิดเรื่องราวในหัวไม่ตก หลิวจิ้งเสียนกับจี้หงเสียงดูเป็นสองคนที่ต่างกันสุดขั้วและไม่น่าจะมาบรรจบกันได้เลย แต่ทำไมสุดท้ายแล้วพวกเขาสองคนถึงได้ตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้นะ
ทันทีที่เดินมาถึงหน้าบ้านและยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าเข้าไปข้างใน ลู่ชิงชิงก็แว่วเสียงคนสนทนาดังมาจากทางด้านหลัง เมื่อหันกลับไปมอง เธอก็นึกถึงคำกล่าวที่ว่า พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มาทันที เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็คือหนิวเคอเหลียนนั่นเอง
ชายหนุ่มถือห่อของบางอย่างเอาไว้ในมือ เขาตะโกนทักทายมาแต่ไกล "น้องสาว กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?"
ลู่ชิงชิงรีบเดินเข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้ม "ฉันเพิ่งกลับมาเมื่อวานนี้เองค่ะ พี่คะ แล้วของพวกนี้คือ..."
หนิวเคอเหลียนยื่นแขนส่งห่อของทั้งหมดในมือให้กับลู่ชิงชิง "พอดีช่วงนี้เป็นเทศกาลน่ะ พี่ก็เลยแวะมาเยี่ยมพวกเธอ คุณอากับคุณน้าอยู่บ้านหรือเปล่า? แล้วพี่ใหญ่ล่ะอยู่ไหม?"
"พ่อกับแม่ฉันออกไปทำงานที่แปลงนาตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ ส่วนพี่ใหญ่ก็เข้าไปทำธุระในตัวอำเภอ" ลู่ชิงชิงก้มหน้าลงมองของในมือ ก็พบว่าหนิวเคอเหลียนหอบข้าวของมาให้มากมาย มีทั้งเนื้อสัตว์ ผักสด ขนมไหว้พระจันทร์ แล้วก็ยังมีลูกอมอีกด้วย
ในยุคสมัยนี้ลูกอมถือเป็นของล้ำค่าหาทานยากมาก ถ้าไม่มีเงินกับคูปองอาหารก็แทบจะหาซื้อไม่ได้เลย "พี่หนิวจื่อคะ ทำไมต้องเกรงใจกันขนาดนี้ด้วยล่ะคะ ซื้อของพวกนี้มาให้พวกเราทำไมกัน"
ระหว่างที่ยืนพูดคุยกัน ทั้งสองคนก็เดินเข้ามาถึงข้างในตัวบ้าน ลู่ชิงชิงเชิญแขกให้เข้าไปนั่งพักในห้องฝั่งตะวันออก ส่วนเธอก็นำห่อของไปวางไว้บนเตียงเตาอย่างเป็นธรรมชาติ
ทางด้านหนิวเคอเหลียนก็ไม่ได้มีท่าทีขัดเขินแต่อย่างใด เขาทรุดตัวลงนั่งตรงขอบเตียงเตา "ไม่ได้เกรงใจอะไรหรอก พี่ตั้งใจมาขอบใจเธอจากใจจริงต่างหากล่ะ เอาจริงๆ นะ ของพวกนี้พี่ตั้งใจซื้อมาให้เธอเป็นพิเศษเลยล่ะ"
"ซื้อมาให้ฉันเหรอคะ?" ลู่ชิงชิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายในทันที "เป็นเพราะเรื่องคราวก่อนใช่ไหมคะ? ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกค่ะ ฉันแค่บังเอิญไปเจอเข้าพอดี ก็เลยยื่นมือเข้าไปช่วยนิดหน่อยเอง"
หนิวเคอเหลียนส่งยิ้มบางๆ ออกมาด้วยความเขินอายเล็กน้อย "มันอยู่ที่คนต่างหากล่ะ ถ้าเป็นคนอื่นบังเอิญมาเจอเข้า เขาอาจจะไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยแบบนี้ก็ได้ หรือต่อให้อยากช่วยก็คงคิดหาวิธีจัดการแบบเธอไม่ได้หรอก ความจริงแล้ว..."
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย จู่ๆ ใบหน้าก็แดงระเรื่อขึ้นมา เขาจ้องมองพื้นด้วยความประหม่า "เธอคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตพวกเราสองคนเอาไว้เลยนะ พี่จะไม่ปิดบังเธอหรอก พี่แอบชอบหลานจื่อมาตั้งนานแล้ว ไม่ว่าเธอจะเชื่อพี่ไหม แต่พี่ไม่เคยคิดล่วงเกินอะไรหลานจื่อเลยสักนิด”
“เรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้นเป็นฝีมือของหลิวฉางซุ่นทั้งหมด มันรังเกียจที่หลานจื่อมีลูกให้ไม่ได้ แล้วก็ไม่อยากโดนชาวบ้านด่าทอสาปแช่ง ก็เลยคิดแผนการชั่วร้ายแบบนั้นขึ้นมา เธอคิดดูสิว่าคนแบบมันทำไมถึงได้เลวทรามต่ำช้าขนาดนี้?"
"ฉันเชื่อค่ะ ฉันเชื่อใจพี่ แล้วก็เชื่อใจพี่หลานจื่อด้วย พวกพี่เป็นคนดี คนดีย่อมตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ค่ะ"
ลู่ชิงชิงเม้มปากกลั้นยิ้มก่อนจะเอ่ยแซว "แต่ผลลัพธ์มันก็ออกมาดีไม่ใช่เหรอคะ? ถ้าไอ้หมอนั่นไม่สร้างเรื่องวุ่นวายขึ้นมา ด้วยนิสัยของพี่หลานจื่อ ถึงฟ้าจะถล่มดินจะทลายเธอก็คงไม่มีวันยอมหย่าขาดจากมันหรอก แบบนั้นพี่ก็จะไม่มีโอกาสได้ครองคู่กับเธอไงคะ จะว่าไปแล้ว หลิวฉางซุ่นก็ถือว่าเป็นพ่อสื่อช่วยให้พวกพี่สมหวังกันนะคะ"
ในใจของลู่ชิงชิงตอนนี้แทบอยากจะมอบรางวัลคนดีศรีสังคมให้กับหลิวฉางซุ่นเสียจริงๆ เมื่อได้ยินหญิงสาวพูดแบบนั้น หนิวเคอเหลียนก็หัวเราะร่วนออกมา "ฮะๆ เธอพูดถูกเลย แต่ว่านะ ถ้าวันนั้นไม่ได้เธอช่วยเอาไว้ แถมยังช่วยคิดแผนการ แล้วก็ไปตามป้าอู๋มาช่วยเป็นพยานให้ ป่านนี้พี่คงโดนจับส่งตำรวจไปแล้วล่ะ"
"เรื่องแค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอกค่ะ" ลู่ชิงชิงไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจเลยจริงๆ
หนิวเคอเหลียนตบหน้าอกตัวเองเบาๆ เพื่อให้คำมั่นสัญญา "น้องสาว เธอสบายใจได้เลยนะ เรื่องที่เธอเป็นคนวางแผนช่วยพวกเรา พี่จะไม่มีทางหลุดปากบอกใครเด็ดขาด เผื่อวันหน้าไอ้หลิวฉางซุ่นมันนึกเปลี่ยนใจอยากจะแก้แค้น มันจะได้พุ่งเป้ามาที่พี่คนเดียว”
“อ้อ จริงสิ ทีแรกหลานจื่อก็อยากจะแวะมาเยี่ยมเธอเหมือนกัน แต่ช่วงนี้เธอยังไม่กล้าสู้หน้าผู้คนเท่าไหร่ กลัวจะโดนชาวบ้านซุบซิบนินทาน่ะ รอให้เรื่องมันซาลงกว่านี้ก่อน แล้วพี่จะพาเธอมาหาใหม่นะ"
"ฉันก็บอกแล้วไงคะว่าไม่ต้องคิดมาก อ้อ จริงสิ เมื่อกี้ฉันเพิ่งบังเอิญเจอคุณป้าอู๋มา ได้ยินมาว่าช่วงฤดูใบไม้ร่วงพวกพี่ก็จะได้แต่งงานกันแล้วเหรอคะ ฉันขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเลยนะคะ"
หนิวเคอเหลียนรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน ใบหน้ากร้านแดดแดงก่ำไปด้วยความขัดเขิน "โธ่เอ๊ย ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะความช่วยเหลือของเธอนั่นแหละ หลานจื่อฝากมาบอกว่า ชาตินี้เธอจะไม่มีวันลืมบุญคุณของเธอเลย"
คำพูดประโยคนี้ฟังดูยิ่งใหญ่เกินไปหน่อย จนลู่ชิงชิงเริ่มรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมา "อย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะ ฉันแค่ช่วยหยิบจับอะไรนิดหน่อยเอง หลังจากนี้ขอแค่พวกพี่ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ก็ถือว่าความช่วยเหลือของฉันไม่สูญเปล่าแล้วล่ะค่ะ"
"อืม เธอสบายใจได้เลย พี่รับรองว่าจะดูแลหลานจื่อให้ดีที่สุดเลยล่ะ" หนิวเคอเหลียนให้คำมั่นสัญญาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ลู่ชิงชิงพูดให้กำลังใจชายหนุ่มต่ออีกพักใหญ่ ในช่วงเวลานี้ไม่มีชาวบ้านคนอื่นแวะเวียนมาที่บ้านเลย จนกระทั่งหนิวเคอเหลียนลากลับไป ไป๋เยี่ยนถึงได้พาลูกสาวเดินเข้าบ้านมา
วันนี้โรงเรียนหยุด ไป๋เยี่ยนจึงพาลู่เสี่ยวเยวี่ยกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมของเธอ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน เด็กหญิงตัวน้อยก็วิ่งตรงดิ่งเข้าไปในห้องฝั่งตะวันออกทันที เธอติดคุณอาคนเล็กมากพอกลับมาถึงก็รีบพุ่งไปหาลู่ชิงชิงเป็นคนแรก
เมื่อวิ่งเข้ามาในห้อง สายตาของเด็กน้อยก็เหลือบไปเห็นห่อขนมที่วางอยู่บนเตียงเตา ธรรมชาติของเด็กย่อมชื่นชอบของหวานเป็นธรรมดา ลู่เสี่ยวเยวี่ยจึงเอื้อมมือไปหยิบลูกอมขึ้นมาหนึ่งเม็ด "เอ๊ะ อาเล็กคะ ทำไมลูกอมอันนี้ถึงไม่เหมือนกับที่คุณอาเขยเล็กซื้อมาให้เมื่อวานเลยล่ะคะ"
เมื่อวานตอนที่เฉียวอวี้ขับรถมาส่งพวกเธอ เขาก็หอบของขวัญติดไม้ติดมือมาให้มากมายเช่นกัน มีทั้งบุหรี่ เหล้า ลูกอม และใบชาครบถ้วน แถมลูกอมที่ซื้อมาจากเมืองหลวงของมณฑลก็ยังมีหลากหลายรสชาติมากกว่าที่ขายตามร้านค้าในตำบลเสียอีก
ลู่ชิงชิงแกะเปลือกลูกอมออกแล้วป้อนเข้าปากหลานสาว "เอาล่ะ กินซะนะอาป้อนให้ ยัยแมวเหมียวจอมตะกละ"
ลู่เสี่ยวเยวี่ยอมลูกอมไว้ในปาก แต่ก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยปากเถียงกลับไป "หนูไม่ใช่แมวเหมียวจอมตะกละซะหน่อย ลูกอมพวกนี้หนูจะแบ่งให้อาเล็กครึ่งนึง ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ให้น้องชายกับน้องสาวที่ยังไม่เกิดมากินแล้วกัน หนูไม่กินแล้วก็ได้ค่ะ"
"แหม พอโดนว่าเข้าหน่อยก็ทำเป็นรับไม่ได้เชียวนะ" ลู่ชิงชิงยื่นมือออกไปบีบแก้มยุ้ยๆ ของเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู
ในตอนนั้นเอง ไป๋เยี่ยนก็เดินตามเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นห่อของวางอยู่เธอก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ลู่เสี่ยวเยวี่ยอาจจะไม่ทันสังเกต แต่เธอจำได้แม่นยำว่าของพวกนี้ไม่ใช่ของที่เฉียวอวี้ซื้อมาฝากเมื่อวานอย่างแน่นอน "ของพวกนี้ใครเอามาให้เหรอ?"
[จบบท]