บทที่ 139 : ไม่ยอมไป
ลู่อีอียืดคอแข็งตึงด้วยท่าทางไม่ยอมแพ้และไม่พอใจ
"อะไร? ฉันจะไปหรือไม่ไป แล้วมันไปหนักหัวเธอหรือไง?"
ลู่ชิงชิงหัวเราะเบาๆ
"หึ ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันนี่ พี่อยากไปก็ไปสิ ที่ตีพี่ไปเมื่อกี้ ฉันก็แค่ตีแทนแม่ก็แค่นั้นแหละ"
ในขณะเดียวกันลู่ชิงชิงก็ก้มหน้าลงพลางจัดระเบียบปลายแขนเสื้อของตัวเอง ตรงนั้นมีรอยด้ายรุ่ยอยู่นิดหน่อย ทว่าลึกๆ แล้วเธอเป็นคนเจ้าระเบียบ พอเห็นแบบนั้นเลยรู้สึกขัดตานิดๆ
"ลู่อีอี ตอนที่แม่แต่งงานกับพ่อ แม่ยังเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่เลยนะ แม่ต้องรอตั้งหลายปีกว่าจะมีลูกของตัวเอง พี่รู้ไหมว่าเพราะอะไร?"
ลู่อีอีสะบัดหน้าหนี
"ไม่รู้ แล้วก็ไม่อยากรู้ด้วย"
"ถึงพี่ไม่อยากรู้ฉันก็ต้องบอก ที่แม่ทำแบบนั้นก็เพื่อพี่ แล้วก็เพื่อพี่ใหญ่ แม่กลัวว่าถ้ามีลูกของตัวเองแล้วจะละเลยพวกพี่ คำพูดของพี่ใหญ่นั้นถูกต้อง ถึงแม่จะไม่ใช่แม่แท้ๆ ของพี่ แต่แม่ก็ยังเป็นน้าเล็กของพี่ พวกพี่มีสายเลือดเดียวกัน พี่คิดว่าตัวเองสำคัญนักหรือไง?”
“ฉันจะบอกความจริงให้รู้เอาไว้ แม่มีลูกสาวแท้ๆ อย่างฉันอยู่แล้ว ขาดพี่ไปสักคนก็ไม่เป็นไรหรอก นอกจากแม่และคนในบ้านแล้ว พี่คิดว่ายังมีใครเห็นพี่เป็นสมบัติล้ำค่าอีกหรือไง?"
ลู่ชิงชิงไม่ได้มีท่าทีโมโหแต่อย่างใด เธอบอกเล่าความจริงด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
"ถ้าพี่อยากจะไป ฉันก็ไม่ห้ามหรอก ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเธอจะไปที่ไหนได้ หรือจะให้ฉันไปส่งพี่ดีล่ะ? ป่านนี้ซุนหย่งคงรอพี่อยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านแล้วมั้ง พี่กลับไปใช้ชีวิตกับเขาก็ดีออก!”
“แล้วหลังจากนี้ก็ไม่ต้องกลับมาอีกนะ ยังไงพี่ก็ไม่ได้เห็นที่นี่เป็นบ้าน ไม่ได้เห็นพวกเราเป็นครอบครัวอยู่แล้ว ขอให้พี่รู้จักคิดซะบ้างตอนอยู่ที่บ้านซุน แล้วก็มีชีวิตอยู่ไปอีกหลายๆ ปีก็แล้วกัน"
ทันทีที่พูดจบ เธอก็เบี่ยงตัวหลบเพื่อเปิดทางให้ พร้อมกับพยักพเยิดหน้า
"อืม ออกไปสิ ไปได้เลย ไม่ต้องหันกลับมานะ"
ท่าทางของลู่อีอีหงอลงในทันที ความจริงแล้วที่เธอทำไปเมื่อกี้ก็แค่หาข้ออ้างเพื่อระบายอารมณ์เท่านั้น พอโดนตอกกลับมาแบบนี้ เธอก็ชักจะเริ่มหวาดหวั่นขึ้นมา
"ฉัน... ฉัน..."
ลู่ชิงชิงรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ มุมปากของเธอจึงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน
"เป็นอะไรไป? ไม่อยากไปแล้วเหรอ? หรือว่าไม่กล้าไปกันแน่? ไม่ต้องกลัวหรอกน่า ความเก่งกาจตอนที่เถียงกับพ่อแม่เมื่อกี้หายไปไหนหมดล่ะ? เอาออกมาใช้สิ!"
ลู่อีอีไม่กล้าขยับตัวไปไหน เธอรู้ดีอยู่เต็มอกว่าถ้าไม่มีลู่ชิงชิงเข้ามาขัดจังหวะ ตอนที่เธอขู่ว่าจะไปเมื่อครู่นี้ คนในบ้านจะต้องเข้ามาห้ามปรามและไม่ยอมปล่อยให้เธอเดินออกจากบ้านไปอย่างแน่นอน
เธอทอดสายตามองไปทางลู่กั๋วเฉียงด้วยแววตาอ้อนวอน
"พ่อคะ..."
ส่วนทางด้านลู่ชิงชิงก็หันไปมองลู่กั๋วเฉียงเช่นเดียวกัน เธอส่ายหน้าเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณให้เขาไม่ต้องเข้าไปยุ่ง
ลู่กั๋วเฉียงเป็นคนหัวไว เขาเข้าใจความหมายของลู่ชิงชิงดี จึงเลือกที่จะยืนนิ่งๆ โดยไม่แสดงท่าทีใดๆ ออกมา
เมื่อเห็นดังนั้นลู่อีอีจึงหันไปมองลู่ชิงซงบ้าง ทว่าเขากลับทำเสียงฮึดฮัดในลำคอแล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
เมื่อหมดหนทาง ลู่อีอีจึงต้องหันไปขอร้องหยางซิ่วอิงแทน ความจริงแล้วเธอเข้าใจทุกอย่างดี เพียงแต่ไม่อยากยอมรับความจริงที่ว่า ในบ้านหลังนี้คนที่รักและตามใจเธอมากที่สุดก็คือหยางซิ่วอิง
หยางซิ่วอิงทนมองแววตาน่าสงสารของลูกสาวไม่ไหว ขณะที่เธอกำลังจะเดินเข้าไปหาก็ถูกลู่กั๋วเฉียงที่ยืนอยู่ข้างๆ ดึงแขนเอาไว้ พร้อมกับขยิบตาเพื่อส่งสัญญาณห้าม
ลู่ชิงชิงยืนตัวตรงแล้วคว้าแขนของลู่อีอีเอาไว้
"ไม่ต้องมาเล่นแง่เลย ออกไปสิ!"
ระหว่างนั้นเธอก็ออกแรงผลักลู่อีอีให้ออกไปข้างนอก ลู่อีอีรีบคว้าขอบประตูเอาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยมือเด็ดขาด
"ฉันไม่ออกไป ฉันไม่อยากเห็นหน้าซุนหย่ง!"
ลู่ชิงชิงไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เธอออกแรงลากอีกฝ่ายให้ออกไปข้างนอก
"อย่าสิ ถ้าไม่ออกไปแล้วพี่จะรู้ได้ยังไงว่าใครคือคนดีที่แท้จริง! รีบๆ ไปเถอะ! พี่ไปแล้วฉันจะได้นอนหลับสบายๆ พี่ไม่รู้หรอกว่าสองวันมานี้เตียงเตาที่บ้านมันเบียดกันแค่ไหน ฉันรอให้พี่ย้ายก้นออกไปตั้งนานแล้ว"
"ลู่ชิงชิง! ฉันเป็นพี่สาวเธอนะ เธอทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง?! ฉันว่าเธอตั้งใจจะไล่ฉันออกไปตั้งนานแล้วใช่ไหม? ฉันไม่ไปหรอก!"
ทั้งสองคนต่างก็ออกแรงดึงไปในทิศทางของตัวเอง ลู่ชิงชิงนึกสนุกขึ้นมา เธอจึงแกล้งปล่อยมือทันที
ลู่อีอีที่ไม่ได้ตั้งตัวจึงล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้น เธอร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
"เธอจงใจใช่ไหม? ไม่มีใครนิสัยเสียเท่าเธออีกแล้ว!"
ลู่ชิงชิงหัวเราะจนตัวงอ
"ใช่ ฉันมันนิสัยเสีย แต่ฉันก็ทำแบบนี้กับคนไม่ดีเท่านั้นแหละ พี่คิดว่าตัวเองเป็นคนดีนักหรือไง? พี่มันก็แค่คนโง่เขลาคนหนึ่งแค่นั้นแหละ”
“พอได้แล้ว เลิกร้องไห้สักที ฉันจะบอกอะไรให้นะ ไม่ว่าพี่จะไปจากที่นี่ แล้วหลังจากนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราอีก หรือถ้าพี่จะอยู่ต่อ พี่ก็ต้องทำตัวให้ว่าง่ายหน่อย ไม่อย่างนั้นฉันก็จะตีพี่อีก"
ลู่อีอีนั่งอยู่บนพื้นพลางเงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่
"นี่ พี่ถลึงตาใส่ฉันแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา? ฉันไม่กลัวพี่หรอกนะ ฉันจะบอกอะไรให้ เรื่องที่ถือขวานไปฟันคนตอนกลางดึกแล้วสุดท้ายก็ต้องวิ่งหนีหางจุกตูดแบบนั้นน่ะ ฉันทำไม่ได้หรอกนะ”
“ถ้าเป็นฉันล่ะก็ ฉันจะสับคนให้เป็นแปดท่อนแล้วเอาไปโยนให้หมากิน! ถ้าพี่ยอมกลับตัวกลับใจ ฉันก็จะช่วยพี่ไปจัดการซุนหย่ง แต่ถ้าพี่ยังทำตัวงี่เง่าอีก ฉันนี่แหละจะเป็นคนจัดการพี่เอง!"
ลู่ชิงชิงค้อมตัวลง ใบหน้าของเธอประดับไปด้วยรอยยิ้ม แต่ทว่าแววตาที่ทอดมองมากลับฉายแววเย็นชา
หัวใจของลู่อีอีหล่นวูบ เธอรู้ดีว่าชิงชิงจะต้องทำตามที่พูดอย่างแน่นอน! เธอไม่ควรไปหาเรื่องน้องสาว และยิ่งไม่ควรไปหาเรื่องซุนหย่งด้วย ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดก็คือการอยู่ต่อที่นี่ แม้ว่า...
"ตกลง พี่จะเชื่อฟัง พี่ไม่ไปแล้ว"
ลู่ชิงชิงยื่นมือไปดึงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นจากพื้น พร้อมกับปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าให้
"อืม แบบนี้สิคะถึงจะน่ารัก จำเอาไว้ให้ดีล่ะ อย่ามานึกเสียใจทีหลังก็แล้วกัน"
เมื่อเห็นว่าน้องสาวอารมณ์ดีแล้ว ลู่อีอีก็หน้ามุ่ยด้วยความไม่พอใจ เธอเดินกลับเข้าไปในห้องแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเตาโดยไม่พูดไม่จาอะไรอีก
เดิมทีเธอตั้งใจจะแกล้งเดินออกจากบ้านไปเฉยๆ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าต้องทนอยู่ต่อด้วยท่าทางจ๋อยสนิท นี่มันเรื่องอะไรกัน!
หยางซิ่วอิงรู้สึกปวดใจเมื่อเห็นสภาพของลูกสาว เธอจึงหันไปดุลูกสาวคนเล็กแทน
"ลูกทำอะไรลงไป? ดูสิว่าตีอีอีจนหน้าบวมไปหมดแล้ว"
"โธ่ ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่"
ลู่ชิงชิงไม่ยอมตามใจนิสัยเสียๆ ของใครหรอก ต่อให้เป็นพ่อแม่ก็ไม่ควรอดทนยอมรับไปเสียทุกเรื่องไม่ใช่เหรอ? แค่เลี้ยงดูจนเติบโตมาได้ขนาดนี้ก็ดีมากพอแล้ว หรือว่าพวกเขายังติดค้างอะไรเธออยู่อีก?
เมื่อเห็นว่าหยางซิ่วอิงมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ลู่ชิงชิงจึงบอกวิธีแก้ปัญหา
"เอาผ้าชุบน้ำเย็นมาประคบให้เธอก็หายแล้วค่ะ"
ส่วนเรื่องอื่นน่ะเหรอ? ขอโทษทีเถอะ ที่บ้านไม่ได้มีฐานะดีขนาดนั้น ถึงแม้ที่บ้านจะมีไข่ไก่ แต่ก็ไม่สามารถเอามาคลึงหน้าเพื่อลดรอยบวมให้ลู่อีอีได้หรอก
ปากก็บอกว่าไม่สนใจ แต่สุดท้ายลู่ชิงชิงก็ไปฝานมันฝรั่งเป็นแผ่นบางๆ แล้วส่งให้หยางซิ่วอิงเอาไปแปะบนใบหน้าของลู่อีอี ถึงจะช่วยได้ไม่มากแต่มันก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย!
การทำงานในตอนกลางวันนั้นเหน็ดเหนื่อยจนแทบขาดใจ หลังจากที่บรรยากาศภายในบ้านกลับมาสงบสุขอีกครั้ง สมาชิกทุกคนต่างก็เอนตัวลงนอนบนเตียงเตาและผล็อยหลับไปในเวลาไม่นาน
ท่ามกลางเสียงกรนของคนรอบข้าง ลู่ชิงชิงกลับนอนพลิกไปพลิกมาเพราะข่มตาหลับไม่ลง ช่วงนี้เธอรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน ร่างกายเล็กๆ ของเจ้าของร่างเดิมแทบจะรับมือกับความหนักหน่วงนี้ไม่ไหวอยู่แล้ว
ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เธอเองก็พยายามออกกำลังกายอยู่บ้าง แต่ก็ทำได้แค่วิ่งเหยาะๆ หรือกระโดดไปมาในลานบ้านเท่านั้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ได้มีอะไรคืบหน้ามากนัก ครั้นจะออกไปข้างนอกก็กลัวว่าจะเป็นจุดสนใจและดูแปลกประหลาดในสายตาคนอื่นมากเกินไป
แต่ถึงอย่างนั้น ในเรื่องของศิลปะการต่อสู้เธอก็ไม่ได้ละทิ้งมันไปเสียทีเดียว ทุกๆ วันเธอจะอาศัยช่วงเวลาที่ไม่มีใครอยู่ในบ้านแอบฝึกซ้อมอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง วิชาพวกนี้จะปล่อยปละละเลยไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ทุ่มเทมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า
ทว่าเมื่อถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวจริงๆ เธอกลับมีความรู้สึกอยู่เพียงอย่างเดียว นั่นก็คือความเหน็ดเหนื่อย!
ในทุกๆ คืนที่กลับมาถึงบ้าน เธอแทบจะไม่อยากขยับเขยื้อนร่างกายไปไหน พอทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเตาก็รู้สึกราวกับว่าแขนขาเหล่านี้ไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป ร่างกายทั่วทั้งร่างไร้เรี่ยวแรงไปหมด
กว่าจะอดทนทำงานผ่านไปได้หนึ่งสัปดาห์ ร่างกายของเธอก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับความเหนื่อยล้าได้บ้างแล้ว เธอรู้สึกดีขึ้นมากจนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา มนุษย์เรานี่ช่างเป็นทาสของความเคยชินเสียจริงๆ
ในช่วงสองสามคืนที่ผ่านมา หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ ลู่ชิงชิงมักจะแอบไปฝึกวิชาที่ป่าละเมาะเล็กๆ อยู่เสมอ แต่เธอก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรอีกเลย
ส่วนทางด้านของหลิวฉางซุ่นและก่งชุนเยี่ยนก็สมหวังในความรักไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องแอบไปพลอดรักกันในที่ลับตาคนอีกต่อไป พอคิดมาถึงตรงนี้เธอก็รู้สึกเสียดายนิดๆ อยู่เหมือนกันนะ
ระหว่างที่สติกำลังจะหลุดลอยไป ลู่ชิงชิงก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน
ภายในฝันนั้นเป็นภาพบ้านของเธอในยุคอนาคต พ่อแม่และน้องชายรู้แล้วว่าเธอเสียชีวิตไป พวกเขาโศกเศร้าอยู่ได้เพียงไม่กี่วันก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ราวกับว่าบนโลกใบนี้ไม่เคยมีตัวตนของเธออยู่เลย
ในความฝัน เธอเอาแต่ร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธออยากให้ทุกคนมองเห็นเธอ แต่กลับไม่มีใครสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของเธอเลยแม้แต่คนเดียว
[จบบท]