บทที่ 146 : เปิดใจ
ยายเฒ่าซุนขมวดคิ้วสงสัย "เธอเป็นแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง มีอะไรให้ไม่กล้าตอแยด้วย? ทำไมยิ่งแก่แกยิ่งขี้ขลาดตาขาวแบบนี้ล่ะ?"
ซุนหย่งก้มลงมองขาของตัวเองที่ถูกตีจนหักด้วยสายตาเจ็บแค้น แววตาของเขาสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะตอบกลับไปตามตรง "นังเด็กนั่นไม่เหมือนเดิมแล้วจริงๆ ครับ"
พอได้ยินลูกชายพูดสนับสนุนความคิดของตัวเอง ตาเฒ่าซุนก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันที "แกก็ดูออกเหมือนกันใช่ไหมล่ะ? แล้วแกคิดว่าคนบ้านลู่จะดูออกหรือเปล่า? หรือว่าพวกนั้นก็ดูออกแต่ไม่กล้าถามให้มากความกันแน่?”
“เด็กคนนั้นมันพิลึกมาก! เมื่อก่อนพ่อก็เคยเจอหน้ามันอยู่บ้าง ก็เห็นว่าเป็นแค่เด็กผู้หญิงซื่อบื้อหัวอ่อนคนหนึ่งแท้ๆ แต่ทำไมคราวนี้ท่าทางมันถึงดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยล่ะ?"
ทางด้านซุนหย่งไม่ได้คิดลึกซึ้งไปไกลเหมือนกับพ่อของตน เขาเพียงแค่รู้สึกว่าลู่ชิงชิงเปลี่ยนไปมากจริงๆ แต่ถ้าจะให้ระบุเจาะจงว่าเปลี่ยนไปตรงไหน เขากลับอธิบายไม่ออกเหมือนกัน
เมื่อย้อนนึกไปถึงก่อนหน้านี้ ตัวเขาเองก็ไม่ได้ไปมาหาสู่กับคนบ้านลู่บ่อยนัก จึงไม่ค่อยรู้ตื้นลึกหนาบางของคนบ้านนั้นเท่าไหร่นัก ทว่าหลายปีที่แต่งงานมาก็เคยกินข้าวร่วมโต๊ะกันแค่ไม่กี่มื้อ ถึงปากจะบอกว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่ความสัมพันธ์กลับห่างเหินเสียยิ่งกว่าเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันเสียอีก
ดังนั้นเขาจึงไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วลู่ชิงชิงมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไรกันแน่ นานๆ ทีจะได้เจอหน้ากันสักครั้ง อีกฝ่ายก็มักจะเอาแต่หลบซ่อนตัวอยู่ตรงมุมห้อง ไม่ยอมปริปากเปล่งเสียงออกมาให้ได้ยินแม้แต่ครึ่งคำ
ทว่าเหตุการณ์ในวันนี้กลับต่างออกไป เธอกล้าต่อปากต่อคำ ฝีปากกล้าฉะฉาน ไม่เหมือนกับพี่สาวที่เอาแต่เงียบเป็นเป่าสากของเธอเลยสักนิด
ซุนหย่งขบกรามแน่น "พ่อครับ ยังไงผมก็ปล่อยเด็กนั่นไปไม่ได้หรอก จนกว่าผมจะมีลูกชายคอยสืบสกุล ไม่อย่างนั้นอนาคตผมก็ต้องพึ่งพาลูกสาวอยู่ดี รอให้ผมหายดีก่อนเถอะ ผมต้องหาทางจัดการพวกนั้นให้ได้ โดยเฉพาะนังเด็กลู่ชิงชิง!"
เมื่อเห็นท่าทางเคียดแค้นของลูกชาย ตาเฒ่าซุนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างหนักใจ "ลูกเอ๊ย เลิกรากันไปเถอะ ถ้าสู้พวกมันไม่ได้ก็อย่าไปหาเรื่องเลย เรามาลองคิดหาวิธีอื่นกันดู รอจัดการเรื่องหย่าให้เรียบร้อย แล้วค่อยดูว่าพอจะหาเมียใหม่ให้แกได้อีกไหม?"
ซุนหย่งนิ่งคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง "ตกลงครับ พ่อช่วยผมเป็นธุระเรื่องนี้ที แต่ผมไม่มีทางปล่อยพวกมันไปง่ายๆ หรอก"
ตาเฒ่าซุนรีบเบรกความคิดนั้น "อย่าเชียวนะ อย่าเพิ่งไปหาเรื่องพวกมันเลย ต่อไปถ้าตระกูลลู่ต้องการหย่า เราก็แค่ไปจัดการเรื่องเอกสารให้มันจบๆ ไป แกเชื่อพ่อนะ เราไม่เอาลู่อีอีแล้ว และจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับบ้านนั้นให้ปวดหัวอีก"
ลึกๆ แล้วในใจของตาเฒ่าซุนรู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก เขาเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองคาดเดาน่าจะเป็นความจริง เรื่องลี้ลับแบบนี้เชื่อไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย ไม่ควรประมาทเด็ดขาด
"โอ๊ย ผมรู้แล้ว ผมรู้แล้วครับ!" ซุนหย่งปัดมือขวาไปมาด้วยความรำคาญ พอคิดถึงบาดแผลตามร่างกายของตัวเองก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอีกระลอก
เดิมทีเขาคิดแผนเอาไว้ว่าจะพาคนกลุ่มใหญ่บุกไปที่นั่น เพื่อพาลู่อีอีกลับมาอย่างง่ายดาย ถึงเวลานั้นเขาจะทุบตีหรือด่าทอหล่อนอย่างไร เขาก็เป็นคนกุมอำนาจตัดสินใจได้ทั้งหมด
แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะว่า ไอ้พวกเพื่อนบ้านที่พาไปมันจะไม่ได้เรื่องสักคน นอกจากจะไม่ช่วยออกแรงอะไรแล้ว ตอนที่เขาโดนทำร้ายยังไม่คิดจะเสนอหน้าเข้ามาช่วยกันอีก
ดูเหมือนว่าการหวังพึ่งใครก็ไม่สู้พึ่งพาลำแข้งของตัวเองสินะ
ซุนหย่งหมายมั่นปั้นมืออย่างเคียดแค้นอยู่ในใจ ไม่ช้าก็เร็ว เขาจะต้องจัดการคนบ้านลู่ให้ยอมสยบแทบเท้าให้จงได้!
ส่วนทางด้านของตระกูลซุนจะมีความคิดเห็นอย่างไรนั้น ลู่ชิงชิงไม่มีทางล่วงรู้ และเธอเองก็ไม่ได้นึกอยากจะใส่ใจด้วยซ้ำ
ทันทีที่กลับมาถึงบ้าน เธอก็พบว่าหยางซิ่วอิงฟื้นคืนสติขึ้นมาแล้ว ทว่าร่างของคนเป็นแม่ยังคงนอนซมอยู่บนเตียงเตาด้วยท่าทีอ่อนแรง
ลู่ชิงชิงสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้พร้อมชวนพูดคุยสองสามประโยค เมื่อเห็นว่าสภาพจิตใจของอีกฝ่ายยังถือว่าดีเยี่ยม ไม่ได้มีอาการเลอะเลือน และทุกอย่างดูปกติดี เธอถึงได้คลายความกังวลลง
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วนก็คือการไปตามหมอมาตรวจอาการของหยางซิ่วอิงและซุนอ้ายหนาน
ในยุคสมัยที่ขาดแคลนทั้งบุคลากรทางการแพทย์และยารักษาโรคเช่นนี้ หากปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆ ป่วยเรื้อรังจนกลายเป็นปอดบวมคงเป็นเรื่องเลวร้ายอย่างยิ่ง
อีกอย่างเด็กเล็กมักจะมีภูมิคุ้มกันต่ำ หากปล่อยให้มีอาการไข้สูงติดต่อกันนานเกินไป สมองก็อาจจะได้รับความกระทบกระเทือนจนพิการได้
เมื่อหมอเท้าเปล่าประจำหมู่บ้านเดินทางมาถึง เขาก็ทำการตรวจดูอาการเบื้องต้นและจ่ายยาให้เล็กน้อย พร้อมกับฉีดยาลดไข้เข็มเล็กๆ หรือที่ชาวบ้านมักเรียกกันติดปากว่า 'ฉีดยาที่ก้น' ให้หนึ่งเข็ม
หลังจากตรวจดูอาการของเด็กน้อยเสร็จเรียบร้อยแล้ว หมอก็เลยถือโอกาสตรวจอาการของหยางซิ่วอิงไปด้วยเลย ก่อนจะยืนยันว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่พักฟื้นร่างกายสักระยะเดี๋ยวก็กลับมาเป็นปกติ จากนั้นเขาก็จัดยาแก้อักเสบลดรอยฟกช้ำให้ พร้อมกับกำชับให้กินยาให้ตรงเวลา ก่อนที่หมอจะขอตัวเดินทางกลับไป
ทางด้านของลู่อีอี เธอประคองลูกสาวไปวางไว้บนหัวเตียงเตาอย่างทะนุถนอม แล้วห่มผ้าห่มทับให้ถึงสองชั้น เพื่อใช้เป็นวิธีรักษาอาการป่วยขับเหงื่อแบบพื้นบ้าน
จากนั้นเธอก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของหยางซิ่วอิง ขยับเข้าไปใกล้พร้อมไถ่ถามอาการ "หิวไหมคะ? ให้ฉันทำอะไรให้กินหน่อยไหม?"
แม้ว่าหยางซิ่วอิงจะยังพอขยับตัวได้ แต่เธอก็ทำเพียงยกแขนขึ้นมาปัดเบาๆ "น้าไม่เป็นไรหรอก นี่ก็อาการดีขึ้นมากแล้ว ไม่หิวหรอก เธอไปดูหลานเถอะ"
พอได้ยินแบบนั้น ลู่อีอีก็เม้มริมฝีปากล่างแน่น ขอบตาของเธอเริ่มแดงก่ำขึ้นมาทีละน้อย หญิงสาวกวาดสายตามองคนอื่นๆ ภายในห้อง ก่อนจะหันกลับมาหยุดสายตาลงที่หยางซิ่วอิงอีกครั้ง
หลังจากนั้น ขาทั้งสองข้างของเธอก็พลันไร้เรี่ยวแรง ทิ้งตัวคุกเข่าลงบนพื้นเสียงดังตุบ
ฝ่ายหยางซิ่วอิงที่นอนพิงกำแพงอยู่ตรงปลายเตียงเตา เมื่อเห็นลู่อีอีทิ้งตัวคุกเข่าลงอย่างกะทันหัน เธอก็สะดุ้งตกใจมาก พยายามจะลุกขึ้นแต่ก็ลุกไม่ไหว ได้แต่ร้อนรนใจอยู่อย่างนั้น
ลู่กั๋วเฉียงและลู่ชิงซงก็อยู่ในห้องด้วยเช่นกัน ทว่ากลับไม่มีใครยอมปริปากพูดอะไรออกมา พวกเขาทำเพียงยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเงียบๆ
ลู่อีอียื่นมือไปกุมหลังมือของหยางซิ่วอิงเอาไว้แน่น "น้าเล็กอย่าเพิ่งขยับค่ะ ฟังฉันพูดก่อนนะคะ"
หยางซิ่วอิงยอมหยุดดิ้นรน ดวงตาของเธอจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าไม่วางตา
ลู่อีอีใช้มือทั้งสองข้างกุมมือของหยางซิ่วอิงเอาไว้ ขอบตาของเธอแดงก่ำ หยาดน้ำตาเอ่อคลอเบ้าเตรียมจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ
"น้าเล็ก ฉันขอโทษน้านะคะ ความจริงแล้วฉันเข้าใจทุกอย่างดี แต่ฉันแค่ข้ามผ่านความรู้สึกในใจไปไม่ได้ ฉันเอาแต่คิดว่า ถ้าฉันจำแม่แท้ๆ ของตัวเองไม่ได้ พวกเราทุกคนก็จะพากันลืมแม่ไปจนหมด”
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันก็เลยแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง คอยหาเรื่องจับผิดคนอื่นไปทั่ว พอมาคิดทบทวนดูตอนนี้ ฉันมันเป็นคนงี่เง่ามากจริงๆ”
“ไม่ว่าแม่แท้ๆ ของฉันจะดีแค่ไหน แต่สุดท้ายแม่ก็จากพวกเราไปแล้ว คนที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างพวกเรา จะให้ตายตามไปก็คงไม่ได้ ยังไงก็ต้องใช้ชีวิตกันต่อไปให้ดี”
“แต่ฉันมันนิสัยไม่ดีเอง เอาเรื่องนี้มาทำให้กวนใจน้าอยู่เรื่อย โดยไม่เคยคิดเลยว่าน้าเองก็เหนื่อยมากเหมือนกัน หลายปีมานี้ น้าเป็นคนคอยประคบประหงมเลี้ยงดูฉันกับพี่ใหญ่มาเป็นอย่างดี”
“มีของกินอร่อยๆ หรือของเล่นสนุกๆ อะไร น้าก็เอามาให้พวกเราเล่นตลอด ฉันยังจำได้ดีเลยว่าตอนที่ชิงชิงยังเล็กๆ พ่อทำรถลากเลื่อนน้ำแข็งให้เธอ ฉันก็ยังไปแย่งของเธอมาจนได้”
“หลังจากนั้นน้าก็เอารถลากเลื่อนน้ำแข็งคันนั้นมาให้ฉัน ชิงชิงร้องไห้งอแงอยู่หลายวัน แต่ฉันกลับรู้สึกดีใจมาก พอมาคิดดูตอนนี้ ฉันนี่มันไม่รู้จักความเอาซะเลย ฉันโตกว่าชิงชิงตั้งเยอะ ทำไมถึงไม่รู้จักเสียสละให้น้องบ้างเลยนะ!”
“แล้วก็ช่วงหลายปีมานี้ หลังจากที่ฉันแต่งงานกับซุนหย่งไป ฉันก็แทบจะไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านเลย ฉันรู้สึกเสียใจมากจริงๆ พอถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน สุดท้ายก็มีแต่คนในครอบครัวเท่านั้นที่ดีกับฉัน คนอื่นมันพึ่งพาไม่ได้เลยจริงๆค่ะ”
ยิ่งพูดน้ำตาของลู่อีอีก็ยิ่งร่วงหล่นลงมาอาบสองแก้ม เธอใช้มือเช็ดน้ำตาลวกๆ ระบายความในใจออกมา "คราวนี้ฉันคิดได้แล้วล่ะค่ะ คนอื่นมันพึ่งไม่ได้หรอก ฉันมีแค่ครอบครัว แล้วก็ตัวฉันเองเท่านั้น”
“เมื่อก่อนเป็นความผิดของฉันเอง ฉันมันไม่ได้เรื่องเลย น้าเล็กอย่าโกรธฉันเลยนะคะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป น้าก็คือแม่แท้ๆ ของฉัน! ฉันจะไม่ทำให้แม่ต้องเสียใจอีกแล้ว ฉันจะเชื่อฟัง จะคอยดูแลกตัญญูต่อแม่กับพ่อให้ดี แม่ให้อภัยฉันได้ไหมคะ?"
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าลู่อีอีจะสารภาพความในใจประโยคเหล่านี้ออกมา แม้แต่ลู่ชิงชิงเองก็ตกใจไม่แพ้กัน
ในความทรงจำของเธอไม่มีภาพของญาติผู้ใหญ่อย่างหยางซิ่วอิงอยู่เลย อาจจะเป็นเพราะว่าแม่ของเธอจากไปตั้งแต่เธอยังเด็กก็เลยไม่เคยเห็นหน้า แน่นอนว่าเธอไม่มีทางรู้เลยว่าลู่อีอีเรียกหยางซิ่วอิงว่าอะไร
แต่ในเมื่อลู่อีอีคิดได้แบบนี้ มันก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว
ทางด้านหยางซิ่วอิงคือคนที่รู้สึกซาบซึ้งใจมากที่สุด เธอเหน็ดเหนื่อยเลี้ยงดูเด็กสองคนนี้มาจนเติบใหญ่ ไม่ได้อยากให้พวกเขามาจงเกลียดจงชังตัวเองเลยสักนิด
เมื่อลองถามใจตัวเองดู เธอก็ดูแลลู่อีอีอย่างสุดความสามารถมาตลอด หญิงวัยกลางคนยื่นมือที่สั่นเทาออกไปลูบผมของลู่อีอีเบาๆ "ลูกเอ๊ย อย่าพูดแบบนั้นเลย แม่ไม่เคยโกรธลูกเลยนะ ลูกจะเรียกแม่ยังไงก็ได้ทั้งนั้น รีบลุกขึ้นเถอะนะ"
ลู่อีอีโผเข้ากอดแขนของหยางซิ่วอิงเอาไว้แน่น พร้อมกับปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร "แม่คะ... ฮือๆ..."
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ลู่ชิงชิงก็รู้สึกแสบจมูกขึ้นมาตงิดๆ เธอพยายามสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ไม่ให้ร้องไห้ตามออกมา
ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าทำดีต้องได้ดี! หยางซิ่วอิงเป็นคนจิตใจดี เป็นภรรยาที่แสนดีและมีเมตตา ยอมทุ่มเทเพื่อลูกสาวคนนี้มาอย่างเงียบๆ ตลอดเวลา ในที่สุดวันนี้เธอก็ได้รับผลตอบแทนแล้ว
ลู่ชิงชิงรู้สึกว่า สิ่งที่ทำให้ลู่อีอีซาบซึ้งใจจนยอมเปลี่ยนความคิดได้จริงๆ ก็คือเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ การที่หยางซิ่วอิงยอมเอาตัวเข้าแลกจนถูกตีบาดเจ็บเพื่อปกป้องเธอนั้น ไม่ว่าใครมาเจอเรื่องแบบนี้ ตราบใดที่ไม่ได้มีจิตใจเย็นชาดุจน้ำแข็ง ก็ต้องรู้สึกซาบซึ้งใจกันทั้งนั้น
อีกอย่างเมื่อก่อนใช่ว่าลู่อีอีจะไม่เข้าใจความปรารถนาดีพวกนี้ เธอแค่แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ยอมทำผิดต่อมโนสำนึกของตัวเองเพื่อเอาแต่ใจก็เท่านั้น ทว่าในตอนนี้ เมื่อเธอตัดสินใจก้าวออกมาจากกรงขังแห่งความรู้สึกเดิมๆ นั่นก็หมายความว่า เธอได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางของตัวเองแล้ว
[จบบท]