บทที่ 160 : สะใภ้คนใหม่
สองวันมานี้หลิวฉางซุ่นดูเงียบขรึมไปมาก ราวกับว่าไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรเลย แม้แต่ตอนกินข้าวก็ยังรู้สึกว่าอาหารจืดชืดไร้รสชาติ
ทางด้านของก่งชุนเยี่ยน ตอนนี้หน้าท้องของเธอป่องนูนใหญ่ขึ้นมากแล้ว สำหรับการแต่งงานในครั้งนี้ เธอไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองต้องเหนื่อยยากอีกต่อไปแล้ว ครั้งแรกที่ผ่านมาเป็นเพราะเธอยังอายุน้อยจึงไม่ค่อยประสีประสา แต่ในครั้งนี้เธอผ่านประสบการณ์มาหมดแล้วและรู้ดีว่าควรทำอย่างไร
สามีอายุสั้นคนก่อนของเธอเพิ่งจะแต่งงานกันได้ไม่ถึงสองปีก็ด่วนจากไปเสียแล้ว ทิ้งให้เธอต้องทนเลี้ยงดูเด็กคนนั้นอยู่เพียงลำพัง ส่วนพ่อแม่สามีก็ย้ายไปอาศัยอยู่กับพี่ชายคนโตของสามี โดยไม่เคยโผล่หน้ามาเหลียวแลเธอเลยสักนิด
ชาวบ้านมักจะพูดกันว่าหน้าประตูบ้านของแม่ม่ายมักจะมีเรื่องนินทาไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ในช่วงเวลาปกติที่เธอต้องออกไปทำงาน พวกผู้ชายในหมู่บ้านก็มักจะคอยหาโอกาสพูดจาแทะโลมเพื่อเอาเปรียบเธออยู่เสมอ
ทันทีที่กลับมาถึงบ้าน สิ่งที่รอเธออยู่ก็มีเพียงเตาที่เย็นเฉียบและบรรยากาศในบ้านที่เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันอ้างว้างแค่ไหน
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพวกผู้ชายหน้าไม่อายบางคนที่คิดมิดีมิร้ายแต่กลับไม่มีความกล้า พอตกดึกก็มักจะมาด้อมๆ มองๆ คอยเคาะหน้าต่างและประตูบ้านอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้เธอตกใจกลัวจนต้องหนีไปซุกตัวร้องไห้อยู่ตรงมุมห้อง
ย้อนกลับไปในตอนนั้น ทันทีที่ครอบครัวฝั่งแม่ของเธอได้รับเงินค่าสินสอดไป พวกเขาก็ตัดหางปล่อยวัดและไม่เคยสนใจเธออีกเลย ถึงแม้ว่าสามีของเธอจะตายจากไปแล้ว พวกเขาก็ไม่เคยเอ่ยปากว่าจะรับเธอกลับไปอยู่ด้วยเลยสักคำ
เรื่องนี้เธอก็พอจะเข้าใจได้ เพราะยังไงเสียที่บ้านก็ยังมีพี่ชายกับพี่สะใภ้อยู่ สุดท้ายแล้วเธอก็เป็นแค่คนนอกที่ใช้นามสกุลอื่น ในเมื่อแต่งงานออกไปแล้วก็อย่าหวังว่าจะได้กลับไปเหยียบที่นั่นอีก
แต่ในเมื่อตอนนั้นพวกเขาทิ้งขว้างเธอไปแล้ว ตอนนี้ก็ไม่ควรจะโผล่หน้ามาให้เห็นอีก ทว่าในตอนที่เธอแต่งงานกับหลิวฉางซุ่น คนบ้านเดิมของเธอกลับหน้าหนาโผล่มาเรียกร้องเงินทองถึงที่!
พวกเขาอ้างว่าการที่เธอแต่งงานใหม่ยังไงก็ต้องได้เงินค่าสินสอด ในเมื่อตอนนี้ที่บ้านกำลังขัดสนเงินทอง จึงอยากให้เธอแบ่งเงินมาจุนเจือครอบครัวบ้าง
เมื่อได้ยินแบบนั้นก่งชุนเยี่ยนก็โมโหจนแทบจะคลั่งตาย เธอไม่สนด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังอุ้มท้องอยู่ หญิงสาวคว้าไม้กวาดขึ้นมาแล้วไล่ตะเพิดคนในครอบครัวออกไปจากบ้านทันที
ฝันไปเถอะ! ในตอนที่พวกเขาทิ้งเธอไป ปล่อยให้เธอต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดกลัวเพียงลำพัง ตอนนั้นพวกเขาไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกัน? แล้วตอนนี้กลับกล้ามาขอเงินงั้นเหรอ? ใช้สิทธิ์อะไรมาเรียกร้อง?!
เธอคิดทบทวนเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว ผู้หญิงเราเกิดมาชาตินี้จะต้องการอะไรอีก นอกจากมีชีวิตอยู่และต้องมีชีวิตที่ดีด้วย!
การแต่งงานมีสามีก็เพื่อหาคนมาคอยเลี้ยงดูปูเสื่อให้มีเสื้อผ้าใส่มีข้าวกิน พอปอกลอกไอ้สารเลวคนนี้จนหมดตัวแล้ว เธอก็แค่ไปหาไอ้สารเลวคนใหม่มารับช่วงต่อก็แค่นั้น
ผู้ชายมันพึ่งพาไม่ได้ บ้านสามีก็พึ่งพาไม่ได้ ครอบครัวตัวเองก็พึ่งไม่ได้เหมือนกัน ส่วนเด็กงั้นเหรอ? เด็กนั่นยิ่งพึ่งพาไม่ได้เข้าไปใหญ่ สุดท้ายแล้วก็มีแค่ตัวเองเท่านั้นที่ช่วยเหลือตัวเองได้
เพราะเหตุนี้เธอถึงได้ไปจับหลิวฉางซุ่นเอาไว้ หญิงสาวไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอตัดสินใจโยนเด็กคนนั้นไปให้แม่สามีเลี้ยงดูแล้วเดินจากมาทันที
หลังจากนี้ถ้ามีเงินเธอจะไม่แบ่งให้ใครทั้งนั้น นอกจากตัวเธอเองที่จะเป็นคนใช้เงินพวกนี้ คนอื่นอย่าได้ฝันไปเลย! เธอไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นสักหน่อย
เมื่อลองนึกถึงอดีตภรรยาคนก่อนของหลิวฉางซุ่นแล้ว ผู้หญิงคนนั้นช่างใช้ชีวิตได้น่าสมเพชจริงๆ นอกจากจะโดนสามีสวมเขาแล้ว ยังถูกวางแผนไล่ตะเพิดออกจากบ้านไปอีก
แล้วช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ผู้หญิงโง่คนนั้นจะยอมเหน็ดเหนื่อยทนทำงานงกๆ เป็นวัวเป็นม้าไปเพื่ออะไรกัน? ถ้าผู้หญิงทุกคนต้องมีสภาพแบบนั้น แล้วชีวิตมันจะไปมีความหมายอะไร!
เธอเตรียมแผนการเอาไว้หมดแล้ว เงินทองต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนเด็ก สามี หรือบ้านสามีงั้นเหรอ? หลบไปให้พ้นทางเถอะ ถ้าขืนมีใครกล้ามาทำให้เธอไม่พอใจ เธอจะหอบเงินหนีไปทันทีโดยไม่พูดอะไรให้มากความ!
คางคกสามขามันอาจจะหายาก แต่ผู้ชายสองขาที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้มันมีถมเถไป
ไม่ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหนมันก็คือการใช้ชีวิตทั้งนั้น แต่เงื่อนไขสำคัญก็คือ ผู้ชายคนนั้นต้องรู้จักเชื่อฟังคำสั่งของเธอ
เมื่อเห็นว่าช่วงสองสามวันมานี้หลิวฉางซุ่นดูเหม่อลอยไม่ค่อยมีสมาธิ ก่งชุนเยี่ยนก็รู้สึกขัดหูขัดตาขึ้นมาทันที เธอปรายตามองเขาพร้อมกับพูดขึ้น
"นี่ ทำงานเสร็จก็ล้มตัวลงนอนเลยเหรอ? ลานบ้านน่ะกวาดหรือยัง? รีบไปทำงานเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
หลิวฉางซุ่นเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะพลิกตัวหันหลังให้
"ผมเหนื่อยแล้ว ไม่ไปหรอก!"
"โอ๊ย..."
ก่งชุนเยี่ยนยกมือขึ้นมากุมท้องเอาไว้
"ฉันปวดท้องไปหมดแล้ว คุณทำให้ฉันโมโหอยู่นะ รีบลุกไปเดี๋ยวนี้เลย เป็นผู้ชายอกสามศอกทำไมถึงได้ขี้เกียจแบบนี้เนี่ย? หรือว่าโดนจ้าวหลานตามใจจนเสียนิสัยไปแล้ว?"
หลิวฉางซุ่นเด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันที
"อย่าพูดถึงผู้หญิงคนนั้นได้ไหม? ยายนั่นมันไม่ใช่คนดีอะไรหรอก!"
"แหม แค่นี้ก็พูดไม่ได้เหรอ? ฉันว่าคุณกำลังร้อนตัวอยู่ล่ะสิ!"
"ผมไปร้อนตัวตอนไหนฮะ?"
ก่งชุนเยี่ยนนั่งอยู่บนขอบเตียงเตาพลางพิงกำแพงหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
"ยังจะปากแข็งอีกเหรอ? คุณหลอกคนอื่นได้แต่หลอกฉันไม่ได้หรอกนะ เมื่อหลายวันก่อนตอนที่บ้านตระกูลหนิวจัดงานแล้วจุดประทัด ฉันก็เห็นแล้วว่าคุณดูผิดปกติ แถมยังคอยเงี่ยหูฟังอยู่ตลอดเวลาจนแทบจะตกเตียงอยู่แล้ว"
"เป็นอะไรไปล่ะ ตัดใจไม่ลงเหรอ? แต่พอลองคิดดูมันก็จริงของเขานะ นั่นมันเมียแต่งของคุณนี่นา อยู่กินกันมาตั้งหลายปีถึงไม่มีความดีความชอบแต่ก็มีความเหนื่อยยากอยู่บ้าง พอต้องเขี่ยทิ้งไปแบบนี้ คุณจะไม่รู้สึกปวดใจเลยหรือไง?"
"พูดบ้าอะไรของคุณ ผม...ผมไม่ได้ปวดใจสักหน่อย"
หลิวฉางซุ่นก้มหน้าลงพลางเชิดคอเถียงเสียงแข็ง
"จิ๊ๆ ที่ฉันพูดไปมันก็เรื่องจริงทั้งนั้นแหละ ทำเป็นแกล้งไปเถอะ! ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กในท้องคนนี้ คุณจะยอมคิดหาวิธีสกปรกพวกนั้นเพื่อไล่หล่อนออกไปงั้นเหรอ?"
"ทำลงไปแล้วก็อย่ามานั่งเสียใจทีหลังก็แล้วกัน ฉันจะบอกคุณให้เอาบุญนะหลิวฉางซุ่น ฉันยอมอุ้มท้องลูกให้คุณแล้ว ถ้าคุณกล้าทำเรื่องที่ผิดต่อฉันล่ะก็ เชื่อไหมว่าฉันจะหอบลูกหนีไปทันที ฉันจะทำให้คุณไม่เหลืออะไรเลย คอยดูสิ!"
"ผมก็ไม่ได้ทำอะไรไม่ดีกับคุณสักหน่อย"
หลิวฉางซุ่นเหลือบมองเธอด้วยความรู้สึกอึดอัดใจ
ย้อนกลับไปในตอนที่เขาตัดสินใจทอดทิ้งจ้าวหลานเพื่อที่จะได้มีลูก ในตอนนั้นเขารู้สึกดีใจมากจริงๆ
ทว่าความดีใจนั้นอยู่ได้เพียงไม่กี่วัน จ้าวหลานก็ดันไปแต่งงานใหม่เสียแล้ว เมื่อรู้ข่าวนี้ลึกๆ ในใจของเขากลับรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก
แต่ว่าเรื่องนี้มันจะไปเกี่ยวอะไรกับเขาด้วยล่ะ? จ้าวหลานอยากจะไปใช้ชีวิตร่วมกับใครมันก็เรื่องของหล่อนสิ ในเมื่อตอนนี้เขาก็มีทั้งเมียทั้งลูกแล้ว จะมัวไปนั่งคิดอะไรให้ปวดหัวทำไมกัน!
ก่งชุนเยี่ยนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"พูดแบบนี้ค่อยน่าฟังหน่อย รีบลุกไปทำงานได้แล้ว หรือว่าจะรอให้ฉันเป็นคนทำล่ะฮะ? ทำตัวไร้หัวจิตหัวใจแบบนี้ ไม่กลัวว่าฉันจะทำงานหนักจนกระทบกระเทือนลูกในท้องบ้างหรือไง?"
"ได้ครับ ทูนหัว คุณเป็นทูนหัวของผม ผมลุกไปทำเดี๋ยวนี้ พอใจหรือยัง?"
หลิวฉางซุ่นบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะสวมรองเท้าแล้วเดินลงจากเตียงเตา
ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากประตู เขาก็บังเอิญเห็นแม่บังเกิดเกล้ายืนอยู่ข้างนอกพอดี หญิงชรากำลังจะเดินเข้ามาในห้อง แต่ยังไม่ทันที่เท้าจะก้าวพ้นประตู เธอก็เอ่ยถามขึ้นเสียก่อน
"ซุ่นจื่อ แกกำลังจะไปไหน?"
"อ่อ ผมจะไปทำความสะอาดลานบ้านหน่อยน่ะครับ"
เมื่อได้ยินแบบนั้น หลี่กุ้ยจือก็แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาทันที
"แล้วเมียของแกล่ะไปไหน?"
"ก็นั่งพักอยู่ในห้องนั่นแหละครับ"
"โอ๊ย อะไรกัน แค่ท้องแค่นี้ทำไมถึงได้กลายเป็นคนมีค่ามีราคาขึ้นมานักล่ะฮะ? งานหนักก็ไม่เอา งานเบาก็ไม่สู้ เวลากินข้าวก็แทบจะป้อนเข้าปากอยู่แล้ว แม่คลอดลูกมาตั้งหลายคนยังไม่เห็นจะต้องทำตัวเป็นคุณนายแบบหล่อนเลยนะ!"
"แม่ครับ แม่เลิกพูดเถอะ..."
"ทำไมแม่ถึงพูดไม่ได้ฮะ? แต่ก่อนตอนที่จ้าวหลานยังอยู่ที่นี่ ลูกเคยต้องหยิบจับอะไรบ้างไหม? แต่พอดูตอนนี้สิ นี่ลูกแต่งเมียหรือว่าเชิญแม่มาประทับที่บ้านกันแน่?"
พวกเขาทั้งสองคนยืนคุยกันอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน น้ำเสียงของหญิงชราไม่ได้เบาเลยสักนิด ดูเหมือนว่าเธอจงใจพูดให้คนที่อยู่ในห้องได้ยินอย่างชัดเจน
ทางด้านของก่งชุนเยี่ยนที่ได้ยินดังนั้น เธอก็แค่นเสียงเย็นชาออกมาทางจมูก หญิงสาวเดินลงจากเตียงเตาแล้วก้าวออกมาที่ห้องด้านนอก เธอยืนพิงกรอบประตูพลางจ้องมองไปที่หญิงชราตรงหน้าประตู
"มีอะไรก็พูดกันซึ่งๆ หน้าเถอะค่ะ อย่ามามัวแต่บ่นกระปอดกระแปดลับหลังกันอยู่เลย"
"พูดก็พูดสิ!"
หลี่กุ้ยจือเองก็ไม่ใช่คนที่ยอมอ่อนข้อให้ใครง่ายๆ
"เธอแต่งเข้ามาอยู่ในบ้านของเราได้หลายเดือนแล้วนะ วันๆ นอกจากจะนั่งกินนอนกินอยู่เฉยๆ แล้ว ก็เอาแต่ชี้นิ้วสั่งให้ซุ่นจื่อทำงานงกๆ"
"ข้าวปลาก็ไม่ยอมทำ จานชามก็ไม่ล้าง เรื่องพวกนี้แม่ยังพอทนได้นะ แต่นี่เธอยังเอาแต่เรียกร้องอยากกินนั่นกินนี่อยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน บ้านเรามีเงินทองมากมายขนาดนั้นเลยหรือไงฮะ? เงินพวกนั้นโดนเธอผลาญจนหมดแล้วมั้ง? แล้วแบบนี้ต่อไปพวกเธอสองผัวเมียไม่ต้องไปกินลมกินแล้งประทังชีวิตกันเลยหรือไง?"
ก่งชุนเยี่ยนยกแขนขึ้นมากอดอกพิงกรอบประตู เธอไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคืองอะไร เพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ ออกมา
"คุณแม่คะ พูดแบบนี้มันไม่ถูกนะคะ ที่ฉันกินเข้าไปเนี่ย ฉันกินเพื่อใครกันล่ะ? ของพวกนี้มันตกถึงท้องเด็กในครรภ์ทั้งนั้นแหละค่ะ ฉันจะได้กินสักกี่คำเชียว?"
"อีกอย่าง แม่จะให้ฉันไปทำงานงั้นเหรอคะ? แม่สติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือเปล่า? เกิดเด็กในท้องเป็นอะไรขึ้นมา ใครจะเป็นคนสืบทอดสายเลือดของตระกูลหลิวกันล่ะคะ?"
"แล้วแม่ก็เลิกเอาฉันไปเปรียบเทียบกับจ้าวหลานสักทีเถอะค่ะ ต่อให้ผู้หญิงคนนั้นจะแสนดีแค่ไหน สุดท้ายก็โดนพวกแม่ไล่ตะเพิดออกจากบ้านไปไม่ใช่เหรอคะ? ถึงเธอจะเก่งกาจงานบ้านงานเรือนสักแค่ไหน แต่เธอก็ไม่มีปัญญาคลอดลูกให้ครอบครัวนี้อยู่ดีไม่ใช่เหรอ?"
"แม่ลองเก็บไปคิดดูให้ดีเถอะค่ะ เป็นคนเราอย่าให้มันโลภมากนักเลย ฉันต้องอุ้มท้องลูกให้ แถมยังต้องมาทำงานงกๆ แล้วยังไม่ให้กินของดีๆ อีก ถ้าเป็นแบบนั้น สิ่งที่แม่ต้องการคงไม่ใช่ลูกสะใภ้แล้วล่ะค่ะ น่าจะเป็นคนโง่มากกว่ามั้งคะ?"
"โอ๊ย ปากคอเราะร้ายนักนะ สิ่งที่แม่พูดไปมันไม่จริงตรงไหนฮะ? ถ้าเธอนึกสงสารซุ่นจื่อบ้าง แล้วทำไมถึงต้องโยนงานทุกอย่างให้เขาทำคนเดียวด้วยล่ะ? ผู้หญิงท้องที่ต้องออกไปทำงานในไร่นาก็มีให้เห็นอยู่ถมไป เธออย่าเอาเรื่องเด็กในท้องมาเป็นข้ออ้างหน่อยเลย!"
ย้อนกลับไปในตอนนั้น หลี่กุ้ยจือแอบคิดคำนวณเอาไว้ในใจว่า ลูกสะใภ้คนนี้ไม่ได้มีครอบครัวอยู่ที่หมู่บ้านนี้ คงไม่มีใครคอยให้ความช่วยเหลือ จึงน่าจะรังแกได้ง่ายๆ แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าผู้หญิงที่แต่งเข้ามาในบ้านจะกลายเป็นนางยักษ์นางมารที่ทั้งด่าไม่ได้และแตะต้องไม่ได้ แถมยังชอบเอาเรื่องเด็กในท้องมาอ้างอยู่ตลอดเวลา
"ถ้าอย่างนั้นแม่ก็ยื่นมือเข้ามายุ่งวุ่นวายมากเกินไปแล้วล่ะค่ะ ซุ่นจื่อยังไม่ได้ปริปากบ่นสักคำ แล้วแม่จะเดือดร้อนแทนเขาไปทำไมกัน? แม่ก็แค่อยู่เฉยๆ รออุ้มหลานก็พอแล้วค่ะ วันหลังถ้าไม่มีธุระอะไรก็ไม่ต้องแวะมาที่เรือนเล็กบ่อยๆ นะคะ"
ก่งชุนเยี่ยนตอกกลับไปอย่างไม่ไว้หน้า เมื่อพูดจบเธอก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องและล้มตัวลงนอนตามเดิม
น่าขันสิ้นดี! ขนาดแม่แท้ๆ ของตัวเองเธอยังกล้าไล่ตะเพิดออกจากบ้านมาแล้ว นับประสาอะไรกับแม่สามีแก่ๆ คนหนึ่งกันล่ะ
[จบบท]