บทที่ 174 : สั่งสอนอันธพาล
ลู่ชิงชิงตบแขนเฉียวอวี้เบาๆ เป็นการบอกใบ้ไม่ให้เขาโกรธ ก่อนจะหันไปทำท่าทางยียวนใส่ผู้ชายที่เพิ่งพูดจบประโยคเมื่อครู่นี้
"พูดจาใหญ่โตจริงนะ คิดจะพาฉันไปเหรอ? ก็ต้องดูว่าแกมีน้ำยาหรือเปล่า?"
จากนั้นเธอก็หันไปบอกกับคนรักที่ยืนอยู่ข้างกัน
"คุณจัดการสามคนข้างหน้า ส่วนฉันจะจัดการสามคนข้างหลัง มาดูกันค่ะว่าใครจะล้มพวกมันได้ก่อนกัน"
เฉียวอวี้อดไม่ได้ที่จะกำชับด้วยความเป็นห่วง
"ระวังตัวด้วยนะครับ อย่าให้ตัวเองบาดเจ็บ ถ่วงเวลาไว้รอผมนะ"
สำหรับพวกอันธพาลกระจอกกระงอกไม่กี่คนนี้ ลู่ชิงชิงไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจเลยสักนิด หญิงสาวตอบกลับอย่างมั่นใจ
"โธ่เอ๊ย คุณอาจจะจัดการเสร็จช้ากว่าฉันก็ได้นะคะ"
ทันทีที่ทั้งสองคนตกลงกันเสร็จสรรพ ร่างของพวกเขาก็พุ่งทะยานเข้าไปหาเป้าหมายของตัวเองทันที เป็นการชิงลงมือก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ตั้งตัว
เวลาผ่านไปเพียงแค่สามนาที ลู่ชิงชิงก็บ่นอุบขึ้นมา
"โธ่เอ๊ย พวกนี้มันอ่อนหัดเกินไปแล้ว!"
หญิงสาวก้มมองชายฉกรรจ์ทั้งหกคนที่นอนหมอบกระแตอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกที่ไม่มีความภาคภูมิใจเลยสักนิด
นี่ขนาดเธอออมมือไม่ได้ใช้กำลังอย่างเต็มที่แล้วนะ ยังลากยาวมาได้แค่สามนาที ฝีมือมีอยู่แค่นี้ยังกล้าเสนอหน้ามากร่างอีกเหรอ? พวกมันใช้ส่วนไหนคิดกัน?
ทางด้านของเฉียวอวี้ เขาก้มลงมองแขนซ้ายของตัวเอง เสื้อคลุมผ้าฝ้ายตัวหนาถูกของมีคมกรีดจนเป็นรอยขาด เผยให้เห็นรอยปุยฝ้ายที่ยัดอยู่ด้านในหลุดลุ่ยออกมา
เมื่อครู่นี้ลู่ชิงชิงประคองแขนของเขาอย่างระมัดระวัง พลิกดูอย่างละเอียดจนแน่ใจว่าชายหนุ่มไม่ได้แผลถึงได้ยอมวางใจ
แต่พอตอนนี้เห็นเขายังคงยืนก้มหน้าพิจารณารอยขาดนั้น เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโมโหขึ้นมาอีกรอบ
"ใครใช้ให้คุณมารับมีดแทนฉันกันล่ะคะ? ถ้าคุณต้องมาเจ็บตัวเพราะฉัน สู้ให้ฉันโดนฟันเองยังจะดีกว่าอีก!"
เฉียวอวี้ฟังแล้วรู้สึกไม่พอใจที่เธอพูดจาแบบนั้นออกมา
"อย่าพูดเหลวไหลแบบนี้สิครับ ขอแค่คุณปลอดภัยก็พอแล้ว"
ลู่ชิงชิงยังคงไม่ยอมแพ้
"อ้าว? พวกเราตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่เหรอคะ? ฉันปลอดภัย คุณเองก็ต้องห้ามเป็นอะไรเหมือนกัน ฉันยังรอให้คุณคอยดูแลไปตลอดชีวิตอยู่นะคะ คุณคิดจะเบี้ยวกันหรือไง?"
ชายหนุ่มรีบอธิบายให้อีกฝ่ายสบายใจ เขาเองก็กลัวว่าจะได้รับบาดเจ็บเหมือนกัน เพราะถ้าเป็นแบบนั้นเขาก็จะกลายเป็นตัวถ่วงของเธอ
"เปล่านะครับ เมื่อกี้มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ แล้วตอนนี้ผมก็ไม่ได้เป็นอะไรด้วย"
ถึงแม้ก่อนหน้านี้หญิงสาวจะเคยพูดเล่นเรื่องแต่งงานใหม่ ทว่าลึกๆ แล้วเขาก็รู้ดีว่านั่นเป็นเพียงแค่คำพูดหยอกล้อเท่านั้น แม้ภายนอกเธอจะเป็นคนร่าเริงสดใสแถมยังชอบพูดจาติดตลกอยู่บ่อยครั้ง แต่เนื้อแท้แล้วเธอเป็นผู้หญิงที่จริงจังและมีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวมาก
ขอเพียงแค่เป็นเรื่องที่เธอตัดสินใจเลือกแล้ว เธอก็จะไม่มีวันเปลี่ยนใจง่ายๆ อย่างแน่นอน เฉกเช่นเดียวกับตอนที่เธอยอมตกลงปลงใจแต่งงานกับเขา เธอก็ย่อมยินดีที่จะอยู่เคียงข้างเขาไปตลอดชีวิตเช่นกัน
เพราะฉะนั้นเขาจะยอมให้ตัวเองเป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาด ชิงชิงของเขาแสนดีขนาดนี้ แน่นอนว่าเขาต้องเป็นคนดูแลปกป้องเธอด้วยตัวเองถึงจะถูก หากต้องเปลี่ยนให้ผู้ชายคนอื่นมาดูแลแทน เขาคงอกแตกตายเป็นแน่
ในขณะเดียวกัน ทางด้านของลู่ชิงชิงที่กำลังหงุดหงิดก็เริ่มโวยวายเอาแต่ใจ
"โชคดีนะคะที่ไม่ได้เป็นอะไร ไม่งั้นฉันคงต้องรู้สึกผิดไปตลอดแน่ๆ คุณตั้งใจจะแกล้งฉันใช่ไหมคะ?"
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ชายที่เป็นหัวโจกของกลุ่มจู่ๆ ก็ชักมีดหั่นแตงโมออกมาหมายจะแทงเธอ
อันที่จริงด้วยสัญชาตญาณเธอสามารถเบี่ยงตัวหลบได้อย่างสบายๆ แต่เป็นเพราะเฉียวอวี้รู้สึกเป็นห่วง เขาเลยเอาตัวเองเข้ามาขวางหน้าและรับคมมีดแทนเธอเอาไว้ โชคดีที่รอยมีดฟันโดนแค่เสื้อคลุมเท่านั้น ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องปวดใจตายแน่ๆ
แม้อารมณ์ในใจจะคุกรุ่น ทว่าเธอก็ไม่สามารถไปลงอารมณ์ใส่เฉียวอวี้ได้ เพราะถึงยังไงเขาก็ทำไปเพราะความหวังดี สุดท้ายลู่ชิงชิงจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะหันไปจัดการกับไอ้ตัวซวยที่นอนกองอยู่บนพื้นแทน
หญิงสาวเดินตรงดิ่งเข้าไปหาชายที่เป็นหัวโจก มีดหั่นแตงโมเล่มนั้นถูกโยนทิ้งไว้ข้างๆ ตัว ทว่าตอนนี้สภาพของมันกลับไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะหยิบมีดขึ้นมาด้วยซ้ำ เนื่องจากเมื่อครู่นี้ลู่ชิงชิงลงมือด้วยความโกรธจัด เธอจัดการบิดแขนขวาของมันจนกระดูกเคลื่อนหลุดออกจากเบ้า ส่งผลให้ตอนนี้ชายอันธพาลทำได้เพียงนั่งร้องครวญครางอยู่บนพื้นเท่านั้น
ลู่ชิงชิงใช้ปลายเท้าเตะเข้าที่ขาของชายคนนั้นเบาๆ เพื่อเรียกสติ
"นี่ ถึงเวลาพูดความจริงแล้ว ใครเป็นคนส่งพวกแกมาจัดการเราเหรอ?"
ชายอันธพาลค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง ทั้งที่อากาศรอบข้างหนาวเหน็บ ทว่าบนหน้าผากของมันกลับมีหยาดเหงื่อผุดพรายเต็มไปหมด
"เป้าหมายคือไอ้หมอนั่น ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ"
สิ้นเสียงตอบรับ ลู่ชิงชิงก็จัดการประเคนฝ่าเท้าเตะอัดเข้าที่หน้าอกของมันไปเต็มแรงหนึ่งที
"ฉันถามว่าใครเป็นคนสั่ง? เลิกพูดพร่ำทำเพลงได้แล้ว"
ชายคนนั้นกระอักไอออกมาสองสามครั้ง ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองเธออีกครั้ง คราวนี้แววตาของมันดูน่าสมเพชราวกับสุนัขจรจัดที่อดข้าวมานาน
"อย่าตีฉันเลย ฉันยอมบอกแล้ว เป็น... เป็น..."
คำตอบนั้นดูเหมือนจะหลุดออกจากปากได้ยากเย็นเหลือเกิน แต่พอเห็นลู่ชิงชิงง้างเท้าเตรียมจะเตะซ้ำ มันก็จำใจต้องโพล่งความจริงออกมาอย่างเสียไม่ได้
"หยางฮ่าวหรานเป็นคนจ้างพวกเรามา"
ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น ลู่ชิงชิงก็หันขวับกลับไปถามคนรักทันที
"หยางฮ่าวหรานเหรอ? คุณไปมีเรื่องบาดหมางอะไรกับเขาหรือเปล่า?"
ทางด้านของเฉียวอวี้กลับมีสีหน้างุนงงอย่างเห็นได้ชัด
"ผมไม่รู้จักคนชื่อนี้นะครับ เขาเป็นใครเหรอ? ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย"
หญิงสาวพึมพำด้วยความแปลกใจ
"แปลกจัง ถ้าไม่รู้จักกันแล้วเขาจะจ้างคนมาสั่งสอนคุณทำไม?"
จากนั้นเธอก็หันกลับไปคาดคั้นถามชายหัวโจกต่อ
"แล้วแกรู้ไหมว่าทำไมหยางฮ่าวหรานถึงต้องจ้างพวกแกมาดักทำร้ายพวกเราด้วย?"
ชายอันธพาลรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน
"ไม่รู้! เรื่องนี้ฉันไม่รู้จริงๆ! พวกเราแค่เคยเห็นหน้าค่าตากันเฉยๆ พอเขาเอาเงินมายัดใส่มือแล้วขอให้ช่วย ฉันก็เลยตกลงรับงานไป"
เฉียวอวี้เดินก้าวเข้ามาใกล้ๆ เขาย่อตัวลงนั่งยองๆ พลางจ้องมองใบหน้าของชายตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง
"หยางฮ่าวหรานเป็นใคร? ทำอาชีพอะไร? แล้วบ้านเขาอยู่ที่ไหน?"
ชายคนนั้นละล่ำละลักตอบกลับมาด้วยความหวาดกลัว
"บ้านเขาอยู่ไหนฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันรู้แค่ว่าเขาเป็นนักข่าวของสำนักพิมพ์ ส่วนเรื่องอื่นฉันไม่รู้แล้วจริงๆ เรื่องความแค้นระหว่างพวกนายฉันยิ่งไม่รู้เรื่องเข้าไปใหญ่เลย"
เมื่อได้ยินคำตอบ เฉียวอวี้ก็ยืดตัวลุกขึ้นยืนพลางครุ่นคิดทบทวนอยู่ในใจ
"นักข่าวเหรอ?"
ปกติแล้วตัวเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับสำนักพิมพ์เลยสักนิด แถมเขาก็มั่นใจว่าตัวเองไม่เคยไปทำเรื่องขัดใจใครเข้าแน่ๆ แล้วผู้ชายที่ชื่อหยางฮ่าวหรานคนนี้มีเหตุผลอะไรถึงต้องทำเรื่องแบบนี้กันล่ะ?
ในเมื่อเค้นถามไปก็คงไม่ได้ความอะไรเพิ่มเติม ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเลิกซักไซ้ แต่ก่อนจะจากไป เขาได้เอื้อมมือไปคว้าแขนของชายอันธพาลเอาไว้ แล้วออกแรงบิดจัดกระดูกให้เข้าที่ดังกรอบแกรบสองครั้ง
"โอ๊ย! โอ๊ย!"
ชายหัวโจกส่งเสียงร้องโอดโอยออกมาก่อนในจังหวะแรก ทว่าหลังจากที่เฉียวอวี้ปล่อยมือ มันก็ลองขยับท่อนแขนดู แล้วก็พบว่าความเจ็บปวดเมื่อครู่นี้มลายหายไปจนหมดสิ้น กระดูกที่เคยหลุดออกจากเบ้าถูกดัดกลับเข้าที่เดิมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เฉียวอวี้กวาดสายตามองพวกลูกสมุนที่นอนเกลื่อนกาดอยู่บนพื้น เมื่อเห็นว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต เขาก็หันมาพูดทิ้งท้าย
"พรรคพวกของแก แกก็จัดการเอาเองแล้วกัน หลังจากนี้อย่ามาหาเรื่องฉันอีก ถ้ามีครั้งหน้าฉันไม่ออมมือให้แน่"
พูดจบเขาก็หันหลังเดินกลับไปหาลู่ชิงชิงทันที
หญิงสาวแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไปอีกทาง เฉียวอวี้เห็นดังนั้นก็รีบสาวเท้าเดินตามไปติดๆ เพียงไม่นานเงาแผ่นหลังของคนทั้งคู่ก็หายลับเข้าไปตรงหัวมุมถนน ทิ้งไว้เพียงเกล็ดหิมะสีขาวโพลนที่ยังคงปลิวไสวอยู่กลางอากาศ
ทางด้านของชายหัวโจก มันหันไปมองลูกน้องทั้งห้าคนที่ยังคงนอนนิ่งอยู่บนพื้น ก่อนจะตะโกนเรียกเสียงดัง
"เอาล่ะ เลิกแกล้งตายได้แล้ว พวกนั้นไปกันหมดแล้ว"
สิ้นเสียงคำสั่ง พวกลูกสมุนก็พากันกลิ้งตัวลุกขึ้นนั่ง แม้จะไม่ได้มีบาดแผลสาหัสอะไร ทว่าร่องรอยฟกช้ำตามร่างกายก็ทำให้พวกมันแต่ละคนประสานเสียงร้องโอดโอยออกมาไม่ขาดปาก
"ลูกพี่เอ้อร์เลิ่งจื่อ แล้วเรื่องนี้เราจะเอายังไงต่อ? จะปล่อยผ่านไปง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?"
ชายหัวโจกที่ชื่อเอ้อร์เลิ่งจื่อโบกมือปัดๆ พลางเอนหลังพิงกำแพงด้วยท่าทางหมดสภาพ
"ฉันดูแล้วหมอนั่นไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร พวกเราไม่จำเป็นต้องไปเอาเป็นเอาตายหรอก ถ้าไม่ปล่อยผ่านแล้วแกจะทำอะไรได้? แกสู้มันไหวเหรอ?"
ลูกน้องคนเดิมส่ายหน้ายอมรับตามตรง
"สู้ไม่ไหวหรอกครับ แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนั้นผมยังสู้ไม่ได้เลย"
เอ้อร์เลิ่งจื่อถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก
"ถ้าอย่างนั้นก็จบเรื่องแล้วไหมล่ะ? วันหลังพวกแกก็หัดจำฝังใจเอาไว้บ้างไอ้เรื่องแบบนี้ ต่อให้ได้เงินมาแต่เวลาใช้มันก็นอนตาไม่หลับอยู่ดี คราวหน้าคราวหลังก็อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับไอ้หยางฮ่าวหรานอีก มันไม่ใช่คนดีอะไรหรอก"
ลูกน้องอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย
"ที่ลูกพี่พูดก็ถูกครับ ครั้งนี้ถือซะว่าพวกเรายอมเสี่ยงเจ็บตัวแลกกับเงินเล็กๆ น้อยๆ ก็แล้วกัน ครั้งหน้าพวกเราจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีกแล้ว"
"แล้วกระดูกพวกแกไม่ได้หักตรงไหนใช่ไหม?"
ลูกสมุนต่างพากันส่ายหน้าปฏิเสธ
"ไม่เป็นไรครับ! สองคนนั้นออมมือให้พวกเราเยอะเลย"
เอ้อร์เลิ่งจื่อพยักหน้ารับรู้ อันที่จริงเขาเองก็เข้าใจดีว่าถ้าเมื่อครู่นี้เขาไม่หน้ามืดควักมีดออกมาป้องกันตัว เขาก็คงไม่โดนอีกฝ่ายจับบิดแขนจนกระดูกเคลื่อนแบบนั้นหรอก เรื่องทั้งหมดนี้มันก็แค่ผลกรรมที่เขาก่อขึ้นเองทั้งนั้น
"เอาล่ะ แยกย้ายกันกลับไปได้แล้ว หลังจากนี้ก็ตั้งใจทำมาหากินให้ดี เลิกหาเรื่องเจ็บตัวเปล่าๆ สักที ส่วนไอ้หยางฮ่าวหรานมันจะไปจ้างใครที่ไหนก็ช่างมัน พวกแกห้ามไปรับปากช่วยมันเด็ดขาด เข้าใจไหม?"
ลูกน้องทั้งหลายต่างรับคำเสียงเจื่อน ก่อนจะพากันพยุงร่างอันสะบักสะบอมของตัวเองลุกขึ้นยืน แล้วประคองกันเดินกะเผลกกลับไปในที่สุด เพียงไม่นานบรรยากาศภายในตรอกเล็กๆ แห่งนี้ก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง หลงเหลือไว้เพียงเสียงพายุหิมะที่พัดโหมกระหน่ำเท่านั้น
ตัดภาพกลับมาที่ลู่ชิงชิง หญิงสาวก้าวเดินจ้ำอ้าวด้วยความรวดเร็ว จนตอนนี้ใกล้จะถึงหน้าประตูทางเข้าบ้านอยู่รอมร่อ
ทางด้านของเฉียวอวี้ที่เดินตามมาติดๆ เขาค่อยๆ ยื่นมือไปกระตุกแขนเสื้อของคนรักเบาๆ ไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมไปจับมือเธอตรงๆ
"ยังโกรธผมอยู่อีกเหรอครับ?"
ลู่ชิงชิงสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างแรง
"ไม่ได้โกรธค่ะ!"
ทั้งที่ในใจก็รู้อยู่เต็มอกว่าเขาทำไปเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ ทว่าในวินาทีที่เห็นคมมีดกรีดลงบนเสื้อคลุมผ้าฝ้ายของเขา หัวใจของเธอก็แทบจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ สิ่งเดียวที่เธอกลัวจับใจก็คือกลัวว่าแขนของเขาจะถูกฟันจนมีแผลต่างหาก
ถ้าเกิดหลังจากนี้เขายังคงเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตรายแบบนี้อีก เธอไม่ต้องคอยหวาดผวากินไม่ได้นอนไม่หลับไปตลอดเลยเหรอ? เธอคอยบอกตัวเองเสมอว่าสู้ยอมเจ็บตัวเองเสียยังดีกว่า อย่างน้อยมันก็เป็นแค่แผลภายนอก ไม่ต้องมาทนปวดใจเจ็บเจียนตายแบบนี้
เมื่อเห็นท่าทางกระฟัดกระเฟียดของคนรัก เฉียวอวี้ก็พอจะเดาออกว่าเธอกำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่ ภายในใจของเขาไม่มีความรู้สึกขุ่นเคืองใดๆ หลงเหลืออยู่เลยสักนิด กลับกันมันกลับถูกเติมเต็มไปด้วยความอบอุ่นและตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
เพราะปฏิกิริยาของเธอเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าเธอกำลังเป็นห่วงเขาจากใจจริง ซึ่งนั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าตัวเขาเองก็มีความสำคัญในใจของเธอมากเพียงใด และเพื่อเป็นการง้อขอคืนดี ครั้งนี้เขาก็พร้อมที่จะทุ่มสุดตัวเช่นกัน
[จบบท]