บทที่ 175 : ปฏิเสธการฝืนใจ
ตอนที่ใกล้จะถึงลานบ้าน เฉียวอวี้ก็คว้ามือเธอเอาไว้เพื่อรั้งให้หยุดเดิน
"ชิงชิง ผมขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง ผมผิดไปแล้ว อย่าโกรธเลยนะครับ ผมสัญญาว่าต่อไปจะไม่ทำแบบนี้อีก ผมจะเชื่อใจคุณ ให้คุณเผชิญหน้าด้วยตัวเอง ส่วนผมจะคอยหลบอยู่ข้างหลังรอรับความสบายดีไหมครับ?"
ลู่ชิงชิงหลุดขำออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของเขาเธอก็แกล้งปั้นหน้าขรึมอีกครั้ง
"ไม่เชื่อหรอกค่ะ คุณต้องทำแบบนี้อีกแน่ คุณแค่ไม่เชื่อว่าฉันจะสู้พวกนั้นได้"
"ไม่ใช่ไม่เชื่อครับ ผมแค่ไม่อยากให้คุณได้รับอันตรายแม้แต่นิดเดียว"
"เพราะอย่างนี้ไงคะ คุณถึงต้องคิดถึงความรู้สึกของฉันบ้าง คุณไม่อยากให้ฉันเป็นอันตราย ฉันเองก็ไม่อยากให้คุณไปเสี่ยงเหมือนกัน”
“ความรักมันต้องคิดถึงใจเขาใจเราไม่ใช่เหรอคะ? หรือฉันควรจะยอมรับการดูแลจากคุณอย่างสบายใจดีล่ะ? อีกอย่างถ้าฉันไม่มีฝีมือจริงๆ ฉันคงหนีไปไกลตั้งนานแล้ว เพื่อจะได้ไม่เป็นตัวถ่วงของคุณ ไม่ใช่มายืนอยู่เคียงข้างคุณแบบนี้หรอกค่ะ"
ชายหนุ่มขยับหมวกของเธอให้เข้าที่ ก่อนจะล้วงเอาถุงมือสองข้างออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเธอ
"ผมรู้ครับ บางทีผมก็แค่ทนเห็นคุณตกอยู่ในอันตรายไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะผม ช่างเถอะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ใส่ถุงมือซะนะครับ เรากลับบ้านกัน"
ลู่ชิงชิงยื่นมือออกไปปล่อยให้อีกฝ่ายสวมถุงมือให้แต่โดยดี ตั้งแต่ตอนที่หลุดขำออกมาเมื่อครู่ เธอก็ไม่สามารถแกล้งทำตัวเย็นชาได้อีกต่อไป จึงทำได้เพียงยอมลงให้เขา หญิงสาวมองดูชายหนุ่มก้มหน้าก้มตาสวมถุงมือให้ตัวเองอย่างตั้งใจ เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจบอกความรู้สึกออกไป
"ฉันเข้าใจค่ะว่าคุณหวังดี ฉันก็หวังว่าเราสองคนจะคอยเอาใจเขามาใส่ใจเราเสมอ เราจะอยู่ด้วยกันดีๆ ไปจนแก่เลยนะคะ"
"ครับ"
เฉียวอวี้ตอบรับเสียงแผ่วเบา เขาก้มมองมือของทั้งสองคนที่ประสานกันอยู่ ความจริงเขาไม่อยากสวมถุงมือให้เธอเลย อยากจะจับมือพากลับบ้านไปทั้งอย่างนี้มากกว่า แต่ในความเป็นจริงกลับทำแบบนั้นไม่ได้ หากมีคนมาเห็นเข้า ตัวเขาเองโดนว่ายังไงก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเธอต้องมาโดนคนอื่นนินทาเสียๆ หายๆ เขาคงต้องรู้สึกแย่มากแน่
ชายหนุ่มไม่อาจปล่อยให้ความเห็นแก่ตัวเพียงเล็กน้อยของตัวเองมาทำให้เธอต้องแบกรับคำครหาเหล่านั้นได้ ในยุคสมัยนี้หนุ่มสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานกันก็ควรจะรักษาระยะห่างเอาไว้บ้างถึงจะดีที่สุด ท้ายที่สุดเขาก็จำใจต้องปล่อยมือจากเธออย่างอาลัยอาวรณ์ แล้วจัดการสวมถุงมือข้างนั้นให้หญิงสาวจนเสร็จ
"ไปกันเถอะครับ"
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เว่ยเป่าจือก็มารอรับอยู่ก่อนแล้ว
"กลับมาแล้วเหรอ? เฉียวอวี้นี่ก็จริงๆ เลย หิมะตกหนักขนาดนี้ทำไมเพิ่งจะพากันกลับมา ถ้าเกิดชิงชิงหนาวจนแข็งไปจะทำยังไง?"
ลู่ชิงชิงถอดอุปกรณ์กันหนาวบนตัวออกพร้อมกับส่งยิ้มให้ผู้ใหญ่ตรงหน้า
"คุณน้าคะ เราสองคนก็อยู่ข้างนอกเหมือนกัน ถ้าฉันหนาว เขาก็ต้องหนาวเหมือนกันแหละค่ะ"
เว่ยเป่าจือรับเอาถุงมือและข้าวของต่างๆ มาเก็บรวบรวมไว้ เตรียมจะนำออกไปตากแดดในวันฟ้าโปร่ง
"ตาคนนี้น่ะเหรอ? น้าไม่สนเขาหรอก ตอนนี้เธอเป็นลูกสาวของน้าแล้ว เขาน่ะต้องหลบไปอยู่ข้างๆ นู่น ดูสิ เปียกชุ่มไปหมดแล้ว ชิงชิง หนาวไหมลูก? น้าต้มน้ำร้อนให้ดื่มแก้หนาวเอาไหม?"
"ไม่เป็นไรค่ะคุณน้า ไม่ต้องวุ่นวายหรอกค่ะ แค่ฉันมาพักด้วยก็รบกวนมากพอแล้ว ดึกป่านนี้แล้วคุณน้าพักผ่อนเถอะนะคะ ฉันไม่หนาวเลยค่ะ!"
อาศัยจังหวะที่ผู้เป็นแม่ไม่ได้สนใจตัวเอง เฉียวอวี้ก็รีบถอดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายตัวนอกออกแล้วนำไปเก็บไว้ในห้องของตัวเองทันที หากปล่อยให้แม่มาเห็นรอยขาดเข้า มีหวังท่านคงต้องเป็นกังวลมากแน่
เนื่องจากภายในบ้านมีคนอยู่เยอะ ทั้งสองคนจึงไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันตามลำพังอีก หลังจากนั่งคุยกันอยู่พักหนึ่งและแยกย้ายกันไปล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับห้องไปพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น เว่ยเป่าจือก็บังเอิญไปเห็นเสื้อคลุมผ้าฝ้ายตัวที่ขาดเข้าจนได้ เดิมทีท่านตั้งใจว่าเมื่อวานหิมะตกหนัก เสื้อผ้าของเด็กทั้งสองคนน่าจะเปียกชื้นกันหมด จึงกะจะเอาออกมาตรวจดูเสียหน่อย ทันทีที่เฉียวอวี้ล้างหน้าเสร็จและเดินกลับเข้ามาในห้อง เขาก็เห็นผู้เป็นแม่กำลังถือเสื้อคลุมผ้าฝ้ายตัวนั้น พลางพินิจพิเคราะห์รอยขาดตรงบริเวณแขนเสื้ออยู่อย่างตั้งใจ
"แม่ครับ มีอะไรเหรอครับ?"
เว่ยเป่าจือเงยหน้าขึ้นมองลูกชาย
"รอยนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
ชายหนุ่มตอบกลับด้วยท่าทีพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม เพราะเขากลัวว่าแม่จะจับได้อยู่แล้ว เมื่อวานตอนที่อยู่ในหูถ่ง เขาจึงจงใจเอาแขนเสื้อไปถูไถกับกำแพงอยู่หลายครั้งเพื่อตบตา
"อ๋อ เมื่อวานตอนออกไปข้างนอกหิมะมันตกไม่ใช่เหรอครับ ผมก็เลยเผลอลื่นล้มไปนิดหน่อย"
ผู้เป็นแม่พลิกดูรอยขาดนั้นอีกครั้งอย่างละเอียด ลึกๆ ในใจท่านรู้สึกว่ามันดูไม่ค่อยเหมือนรอยขาดจากการหกล้มสักเท่าไหร่ เพราะบางจุดรอยขาดมันดูเรียบกริบเกินไป
ทว่าบริเวณส่วนใหญ่กลับมีเส้นด้ายหลุดลุ่ยออกมาให้เห็น ซึ่งมันก็พอดูออกได้ว่าเป็นรอยขาดจากการล้มถลอก ท่านคิดทบทวนไปมาอยู่หลายตลบ นอกจากการหกล้มแล้ว มันจะไปเกิดจากสาเหตุอื่นได้อย่างไรอีก?
"โตป่านนี้แล้วยังไม่รู้จักระวังตัวอีก ขืนปล่อยให้ชิงชิงมาเห็นท่าทางซุ่มซ่ามแบบนี้เข้า มีหวังแกคงโดนรังเกียจเข้าสักวันแน่!"
เฉียวอวี้ระบายยิ้มบางๆ
"ไม่หรอกครับ เธอเป็นคนจิตใจดี จะมารังเกียจผมได้ยังไง?"
"ดูทำหน้าเข้า แอบดีใจอยู่ล่ะสิ! แม่ขอบอกเอาไว้เลยนะ ชิงชิงยอมตกลงคบหาดูใจกับแกในสถานการณ์แบบนี้ แกต้องดูแลและทำดีกับเธอให้มากๆ เข้าใจไหม? ไม่อย่างนั้นก็คงจะรู้สึกผิดต่อมโนสำนึกของตัวเองแย่"
"ผมรู้แล้วครับ แม่วางใจได้เลย อ้อ จริงสิครับ หลังพ้นช่วงปีใหม่ไปผมจะเอาใบรายงานขออนุมัติแต่งงานไปยื่นแล้วนะครับ"
เว่ยเป่าจือเย็บซ่อมแซมเสื้อผ้าไปพลาง ในหัวก็ครุ่นคิดเรื่องงานแต่งงานไปพลาง
"อืม แกก็ลองดูความเหมาะสมเอาเองก็แล้วกัน มันก็สมควรแก่เวลาแล้วล่ะ ถึงตอนนั้นพอบ้านสวัสดิการจัดสรรลงมาให้ เราก็ต้องมาจัดการตกแต่งอะไรใหม่กันอีก ซึ่งเรื่องพวกนี้มันก็ต้องใช้เวลาทั้งนั้น"
"ครับ"
จู่ๆ เว่ยเป่าจือก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"เผลอแป๊บเดียวแกก็จะแต่งงานแล้ว แม่เองก็แก่ลงไปทุกวัน เวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ"
ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผู้เป็นแม่พร้อมกับส่งยิ้มให้
"แม่ยังไม่แก่สักหน่อยครับ แม่ก็ยังดูเหมือนเดิม เหมือนกับภาพจำตอนที่ผมยังเป็นเด็กเลยครับ"
คนเป็นแม่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
"พอเถอะ ไม่ต้องมาพูดปลอบใจแม่หรอก อีกไม่กี่ปีพอเกษียณแล้ว แม่ก็คงได้แต่อยู่บ้านคอยเลี้ยงหลานให้พวกแก แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มค่าไปทั้งชีวิตแล้วล่ะ"
"แม่ครับ"
เว่ยเป่าจือยังคงรู้สึกกังวลใจกับเรื่องของซูรั่วอวิ๋นอยู่ไม่คลาย ถึงแม้หญิงสาวคนนั้นจะไม่ได้มาระรานถึงที่บ้าน แต่ถ้าเกิดแอบไปสร้างเรื่องวุ่นวายที่โรงงานขึ้นมา มันก็คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
"เอาล่ะๆ ไม่ต้องมาพูดเรื่องไร้สาระแล้ว แม่ขอถามอะไรลูกหน่อย ช่วงนี้เสี่ยวอวิ๋นไม่ได้ไปตามตอแยลูกที่โรงงานใช่ไหม?"
"ไม่มีครับ เรื่องงานผมกับเธอแทบไม่มีโอกาสได้เจอกันเลย คนในโรงงานก็ตั้งเยอะตั้งแยะ เธอคงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามแน่ ถ้าเกิดเรื่องมันบานปลายใหญ่โตขึ้นมา มันก็ไม่ได้ส่งผลดีอะไรต่อตัวเธอเลยสักนิด"
เมื่อได้ยินคำยืนยันจากลูกชาย เว่ยเป่าจือก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"อ้อ แบบนั้นก็ดีแล้ว ลูกว่ามันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ? จู่ๆ ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงได้เปลี่ยนใจกะทันหันแบบนี้ล่ะ?"
ชายหนุ่มจ้องมองผู้เป็นแม่ด้วยสายตาหวาดระแวงขึ้นมาทันที
"แม่ครับ แม่กำลังจะสื่ออะไรกันแน่? แม่คงไม่ได้กำลังนึกเสียใจภายหลังหรอกนะครับ? ถ้าเกิดผมยังไม่ได้ตกลงคบหากับชิงชิง แม่ก็จะตอบตกลงรับข้อเสนอของบ้านนั้นใช่ไหมครับ?"
พอโดนลูกชายจี้ใจดำ หญิงวัยกลางคนก็ถึงกับหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อเป็นการกลบเกลื่อนความเขินอาย ท่านจึงก้มหน้าก้มตาเย็บผ้าในมือต่อไป
"นั่นมันเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นสักหน่อย จะไปเก็บเอามาคิดให้รกสมองทำไมกัน ในเมื่อตอนนี้แกกับชิงชิงก็เข้ากันได้ดี แม่ก็ไม่ได้คิดอะไรจุกจิกแล้วล่ะ”
“แต่ถ้าจะให้พูดกันตามตรง ชิงชิงน่ะนิสัยดีกว่าเสี่ยวอวิ๋นเป็นไหนๆ ทั้งเป็นคนไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ซื่อสัตย์ แถมยังจิตใจดี แล้วก็ต้องรู้จักเอาอกเอาใจเก่งแน่ๆ ถ้าลูกขืนแต่งงานกับซูรั่วอวิ๋นไป แม่ก็เดาไม่ออกเลยว่าชีวิตครอบครัวจะเป็นยังไง ผู้หญิงคนนั้นน่ะร้ายกาจเอาเรื่องเลยทีเดียว"
เฉียวอวี้หลุดเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ
"แม่เข้าใจก็ดีแล้วครับ ผมตกลงปลงใจเลือกชิงชิงแล้ว วันหลังแม่ก็อย่าพูดถึงซูรั่วอวิ๋นให้ผมได้ยินอีกเลยนะครับ แค่เห็นหน้าเธอผมก็รำคาญใจจะแย่แล้ว แม่เองก็ไม่ต้องคิดมากนะครับ ต่อไปพวกเราจะคอยดูแลและกตัญญูต่อแม่กับพ่อให้ดีที่สุดเลยครับ"
"อืม"
ลึกๆ แล้วท่านเองก็แอบคิดอยู่เหมือนกันว่า หากไม่มีลู่ชิงชิงก้าวเข้ามาในชีวิตของลูกชาย ตัวท่านเองจะรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองในภายหลังหรือไม่ ทว่าไม่ว่าจะต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางไหน ความสุขของลูกชายย่อมต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ
ในฐานะคนเป็นแม่ ท่านไม่อยากเห็นเฉียวอวี้ต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิต ต่อให้การกระทำนั้นมันจะดูเห็นแก่ตัวและทำให้ท่านต้องกลายเป็นคนไม่ดีในสายตาของคนอื่น ท่านก็ยินดีที่จะทำอย่างเต็มใจ
แต่ก็ถือว่าเป็นความโชคดีที่ตอนนี้เฉียวอวี้กำลังมีความสุขดี เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านก็ไม่มีอะไรจะต้องพูดอีกแล้ว ยังไงประโยคที่ว่าลูกชายชอบอะไร คนเป็นแม่ก็ย่อมต้องชอบด้วย ก็ยังคงเป็นความจริงเสมอ
ยิ่งไปกว่านั้นชิงชิงก็เป็นเด็กที่น่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ แม้จะเป็นเด็กต่างจังหวัดแต่ก็ไม่ได้ดูเชยเลยสักนิด การพูดการจาและการวางตัวก็ดูเป็นผู้ใหญ่ รู้จักคิดอ่าน แถมยังรู้จักเอาใจใส่คนรอบข้างจนเป็นที่รักของทุกคน
หากจะบอกว่าในตอนแรกที่ท่านยอมรับลู่ชิงชิง ก็เป็นเพียงเพราะอยากให้ลูกชายมีคนแต่งงานด้วย มันก็คงหนีไม่พ้นคำว่าทนๆ คบกันไป ทว่านับตั้งแต่ที่ได้ลองเปิดใจและทำความรู้จักกับเด็กสาวคนนี้อย่างจริงจัง เว่ยเป่าจือก็สัมผัสได้จากก้นบึ้งของหัวใจเลยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างหนุ่มสาวทั้งสองคนนั้นไม่มีคำว่าฝืนใจเลยแม้แต่น้อย
มิหนำซ้ำท่านยังแอบคิดด้วยซ้ำไปว่า หากชิงชิงไม่ได้แต่งงานกับเฉียวอวี้ ด้วยหน้าตา รูปร่าง นิสัยใจคอ รวมถึงความรู้ความสามารถของเธอแล้ว หญิงสาวคนนี้สามารถหาสามีที่เพียบพร้อมและไม่ได้ด้อยไปกว่าเฉียวอวี้ได้อย่างสบายๆ
และด้วยเหตุผลนี้เอง จึงเป็นสาเหตุให้ท่านพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับซูรั่วอวิ๋นราวกับหลีกหนีโรคระบาดก็ไม่ปาน เพราะท่านไม่อาจยอมให้ผู้หญิงคนนั้นมาทำร้ายจิตใจของเด็กทั้งสองคนได้อีกต่อไป
[จบบท]