บทที่ 176 : วันก่อนถึงช่วงเทศกาลตรุษจีน
วันที่ยี่สิบแปดเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ เหลือเวลาอีกเพียงแค่วันเดียวเท่านั้นก็จะถึงช่วงเทศกาลตรุษจีนแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านที่ควรจัดเตรียมเอาไว้ต่างก็ถูกตระเตรียมจนเสร็จสรรพไปเกือบหมดแล้ว
เมื่อคืนนี้หิมะตกลงมาอย่างหนักเกือบตลอดทั้งคืน พอตื่นเช้าขึ้นมาก็พบว่าทั่วทั้งบริเวณถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน เกล็ดหิมะใสกระจ่างสะท้อนกับแสงแดดที่สาดส่องลงมา ดูงดงามและสงบร่มเย็นเป็นอย่างยิ่ง
บรรยากาศในวันนี้ดูคึกคักกว่าปกติ หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เยวี่ยเชียนเฟิงก็เดินทางมาเคาะประตูเรียกอยู่ที่หน้าบ้าน
เว่ยเป่าจืออดไม่ได้ที่จะบ่นหลานชายไปประโยคหนึ่ง
"ทำไมถึงไม่รีบมาให้เร็วกว่านี้หน่อย จะได้มากินข้าวด้วยกัน"
"ไม่เห็นเป็นไรเลยครับ แค่ข้าวไม่กี่มื้อเอง ผมตั้งใจมาหาพี่สะใภ้ต่างหาก!"
เยวี่ยเชียนเฟิงพูดไปก็ยิ้มแย้มทักทายลู่ชิงชิงไป ทว่าเขากลับไม่ได้สนใจจะหันไปพูดคุยกับพี่รองของตัวเองเลยสักนิด
ลู่ชิงชิงค่อนข้างชอบนิสัยร่าเริงของเขาอยู่เหมือนกัน ในเมื่อตอนนี้ทุกคนต่างก็ไม่มีธุระอะไรให้ต้องไปจัดการ จึงพากันมานั่งรวมตัวอยู่ในห้องโถงพร้อมกับช่วยกันเด็ดผักเตรียมทำอาหารและพูดคุยสัพเพเหระกันไปพลางๆ
พอเยวี่ยเชียนเฟิงมาถึง เฉียวซือก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก
"ทำไมนายถึงเอาแต่คิดถึงพี่สะใภ้? คิดถึงก็ส่วนคิดถึงสิ แต่ช่วงปีใหม่แบบนี้นายเล่นมามือเปล่าเนี่ยนะ นี่คือวิธีแสดงความคิดถึงของนายเหรอ?"
ก่อนจะหันหน้าไปฟ้องลู่ชิงชิงทันที
"พี่สะใภ้ครับ พี่อย่าไปหลงกลหมอนี่เชียวนะ เจ้านี่มันก็แค่พวกชอบพูดจาเพ้อเจ้อไปเรื่อย ผมต่างหากที่เป็นน้องชายแท้ๆ ของพี่"
ลู่ชิงชิงถึงกับกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ สองคนนี้ดูตลกดีจริงๆ พอมีพวกเขาอยู่ด้วยแบบนี้ ก็ไม่ต้องกังวลเลยว่าบรรยากาศภายในบ้านจะเงียบเหงาหรือน่าอึดอัด
ฝั่งของเยวี่ยเชียนเฟิงก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน
"ผมไม่ได้แค่พูดไปเรื่อยสักหน่อย เดี๋ยวแม่ผมก็ตามมาแล้ว ของขวัญของพี่สะใภ้อยู่ที่แม่ผมนู่น! แล้วพี่มีหน้ามาว่าผม พี่ซื้ออะไรให้พี่สะใภ้บ้าง?”
“อย่าลืมนะว่าผมยังเป็นแค่นักเรียน ไม่มีเงินก็เป็นเรื่องปกติ แต่พี่ทำงานหาเงินได้แล้วแท้ๆ กลับไม่คิดจะซื้ออะไรให้พี่สะใภ้บ้างเลยเหรอ? หรือว่าเก็บเงินเอาไว้แต่งเมีย?"
เฉียวซือไม่ได้รู้สึกเขินอายเลยสักนิด กลับยอมรับออกไปตรงๆ อย่างหน้าตาเฉย
"ก็ต้องเก็บเงินไว้แต่งเมียน่ะสิ นายก็พูดเองนี่ว่าพี่อายุเท่าไหร่แล้ว เรื่องของตัวเองก็ต้องคิดเผื่อเอาไว้บ้าง จะปล่อยให้พ่อกับแม่มาคอยเป็นห่วงอยู่ตลอดได้ยังไง!”
“แล้วพี่สะใภ้ทำไม? ต่อให้พี่สะใภ้จะดีแค่ไหนเธอก็เป็นเมียของพี่รองพี่อยู่ดี โบราณเขาว่าพี่สะใภ้คนโตก็เปรียบเหมือนแม่ พี่ไม่เคยซื้อของให้แม่พี่เลย เพราะงั้นพี่สะใภ้ก็เลยไม่มีส่วนแบ่ง"
"ฮ่าฮ่าฮ่า..."
เฉียวเมิ่งซีที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับหัวเราะออกมาจนตัวงอ
ลู่ชิงชิงยื่นมือไปลูบหัวเฉียวซือเบาๆ แล้วพูดกลั้วรอยยิ้ม
"เด็กคนนี้รู้ความจริงๆ"
เยวี่ยเชียนเฟิงเองก็หัวเราะจนน้ำตาไหล เขาชี้หน้าเฉียวซือก่อนจะพูดขึ้นมา
"โอ๊ย ขำจะตายอยู่แล้ว... พี่หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ เลย ฮ่าฮ่าฮ่า!"
"พี่เต็มใจ นายมาเกี่ยวอะไรด้วย"
เฉียวซือกรอกตามองบนอย่างเหนื่อยใจ
เมื่อเห็นภาพเด็กๆ หยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน เว่ยเป่าจือที่กำลังง่วนอยู่ในห้องครัวก็ระบายยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ แค่ครอบครัวอบอุ่นปรองดองกันแบบนี้ก็ดีมากแล้ว และเธอก็เชื่อว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน
หลังจากนั้นไม่นานนัก แม่ของเยวี่ยเชียนเฟิง หรือก็คือน้าเล็กของเฉียวอวี้ก็เดินทางมาถึงบ้าน เธอยังหิ้วข้าวของพะรุงพะรังติดมือมาด้วย ดูเหมือนว่าจะตั้งใจเอาของขวัญมามอบให้ตามที่ลูกชายบอกเอาไว้จริงๆ
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ลู่ชิงชิงได้เจอกับญาติฝั่งครอบครัวของเฉียวอวี้ แน่นอนว่าต้องไม่นับรวมเยวี่ยเชียนเฟิงที่เคยเจอกันไปก่อนหน้านี้แล้ว
น้าเล็กของเฉียวอวี้กับเว่ยเป่าจือผู้เป็นแม่มีหน้าตาที่คล้ายคลึงกันมาก ทั้งสองคนต่างก็มีรูปหน้าทรงรีและดวงตากลมโต แม้ว่าอายุจะล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคนแล้วแต่ก็ยังคงดูสวยสง่าอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าบริเวณหางตาจะมีริ้วรอยปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความสวยของเธอลดน้อยลงไปเลยสักนิด
หากนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว เว่ยเป่าจือนั้นถือเป็นลูกสาวคนโตของครอบครัวฝั่งตา ส่วนเว่ยเป่าหัวน้องสาวของเธอเป็นลูกสาวคนเล็กสุด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ฝ่ายหลังจะดูอ่อนเยาว์กว่ามาก
ก่อนหน้านี้ลู่ชิงชิงเคยได้ยินมาว่าเฉียวอวี้ยังมีคุณลุงอีกสองคน ซึ่งทั้งคู่ต่างก็ทำงานรับราชการทหารอยู่ในกองทัพ ทำให้ต้องประจำการอยู่ข้างนอกแทบจะตลอดทั้งปี
ขนาดช่วงเทศกาลตรุษจีนก็ยังแทบไม่ค่อยมีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมบ้านเลย ด้วยเหตุนี้เธอจึงแอบคิดอยู่ในใจว่าปีนี้ก็คงจะไม่ได้เจอหน้าคุณลุงทั้งสองคนนี้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น บ้านเดิมของคุณตาคุณยายของเขาก็ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงของมณฑลแห่งนี้ มีเพียงแค่ลูกสาวสองคนที่แต่งงานย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่นี่ ดังนั้นพวกท่านรวมถึงคุณป้าสะใภ้ทั้งสองคนจึงยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่มณฑลอื่น
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน เว่ยเป่าหัวก็กวาดสายตาสำรวจรูปร่างหน้าตาของลู่ชิงชิงอย่างละเอียด ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจแล้วส่งยิ้มให้
"สวยน่ารักจริงๆ มิน่าเฉียวอวี้หลานรักของน้าถึงได้มีท่าทีแปลกไปจากเดิม แถมยังเอาแต่ใจลอยอยู่ตลอดเวลาแบบนี้"
"..."
เจอคำแซวแบบนี้เข้าไป ลู่ชิงชิงก็ถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว ในที่สุดเธอก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าทำไมเยวี่ยเชียนเฟิงถึงมีนิสัยช่างพูดช่างคุยแบบนั้น ที่แท้ต้นฉบับก็อยู่ตรงนี้นี่เอง
นิสัยใจคอของเว่ยเป่าหัวนั้นแตกต่างจากพี่สาวคนโตอย่างสิ้นเชิง เว่ยเป่าจือเป็นแบบฉบับของหญิงสาวหัวโบราณที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติของกุลสตรีจีน รู้จักวางตัวให้เหมาะสมกับกาลเทศะ และมีบุคลิกอ่อนโยนเรียบร้อย
แต่ตัวของเธอเองนั้นไม่ใช่คนแบบนั้น อาจจะเป็นเพราะเธอเป็นน้องคนเล็กสุดของบ้านก็เลยมีนิสัยร่าเริงเปิดเผย ไม่ห่วงภาพพจน์เวลาหัวเราะเสียงดัง แถมยังชอบพูดจาหยอกล้อกับพวกเด็กๆ รุ่นลูกรุ่นหลานอีกต่างหาก
ลู่ชิงชิงรู้สึกถูกชะตากับคนที่มีบุคลิกแบบนี้มาก เพราะมันดูคล้ายกับนิสัยส่วนตัวของเธอเองที่ยังคงมีความร่าเริงสดใสเหมือนเด็กๆ อยู่เสมอ ด้วยความที่เคมีเข้ากันได้ดี ทั้งสองคนจึงพูดคุยกันได้อย่างถูกคอสุดๆ
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ความสัมพันธ์ของพวกเธอก็ยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้นเท่านั้น ลู่ชิงชิงอดไม่ได้ที่จะพูดชมออกมาด้วยความชื่นชม
"ถ้าฉันอายุเท่าคุณน้าแล้วยังดูสวยแถมร่าเริงสดใสได้แบบนี้ ฉันคงพอใจมากๆ เลยค่ะ"
เว่ยเป่าหัวรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธทันที
"โธ่ อย่าเอาตัวเองมาเปรียบเทียบกับน้าเลย น้าเองก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน พ่อของเชียนเฟิงกับคุณลุงของพวกเราทำงานอยู่ที่เดียวกัน แล้วก็ต้องไปประจำการอยู่ที่ค่ายทหารจนแทบไม่ได้กลับบ้านเลย”
“ถ้าน้าไม่รู้จักปล่อยวางและหาความสุขให้ตัวเอง มีหวังคงได้เครียดจนล้มป่วยไปตั้งนานแล้ว เรื่องราวต่างๆ ภายในบ้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ น้าก็ต้องลงมือจัดการด้วยตัวเองทั้งหมดนั่นแหละ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าผู้หญิงเราจะมีความเป็นผู้ใหญ่มากน้อยแค่ไหน มันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่บีบบังคับให้เราต้องเข้มแข็งขึ้นมาทั้งนั้นแหละ"
พูดจบเธอก็เอื้อมมือไปจับมือของลู่ชิงชิงเอาไว้แน่น
"เธอไม่ต้องกังวลไปหรอก พออายุเท่าน้าเมื่อไหร่ เธอจะต้องดูเด็กกว่าน้าตอนนี้แน่นอน เฉียวอวี้เขาดูแลเธอเป็นอย่างดีแน่ๆ คนเราถ้าไม่ต้องแบกรับความทุกข์ใจเอาไว้ รูปร่างหน้าตากับนิสัยใจคอก็ไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไหร่หรอก เชื่อคำพูดของน้านะ พวกเธอสองคนจะต้องมีความสุขกันมากๆ แน่นอน"
"ค่ะ ฉันเชื่อที่คุณน้าพูดอยู่แล้ว"
ลู่ชิงชิงพยักหน้ารับพร้อมกับแอบคิดเห็นด้วยกับคำพูดเหล่านั้นอยู่ในใจ
นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้เธอและเว่ยเป่าหัวมีความคิดเห็นตรงกันมากที่สุดก็คือ พวกเธอต่างก็เชื่อมั่นว่าความสุขในชีวิตเป็นสิ่งที่เราสามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นจะหยิบยื่นมาให้ได้ง่ายๆ
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีใครทันได้สังเกต หลังจากพูดคุยกันได้สักพัก เว่ยเป่าหัวก็ขอตัวเดินเข้าไปช่วยพี่สาวทำอาหารในครัว เนื่องจากวันนี้มีแขกมาที่บ้านเยอะ ลู่ชิงชิงจึงรู้สึกเกรงใจจนไม่กล้าปลีกตัวออกไปอยู่ตามลำพังกับเฉียวอวี้
กอปรกับสภาพอากาศภายนอกบ้านที่ยังคงหนาวจัด กลุ่มคนหนุ่มสาวจึงเลือกที่จะนั่งจับเข่าคุยกันและดูโทรทัศน์อยู่ในห้องโถงต่อไป
มื้ออาหารกลางวันในวันนี้อบอวลไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ การที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวได้มานั่งล้อมวงกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้ ถึงแม้จะขาดญาติพี่น้องไปบ้างบางคน แต่ก็ถือว่าเป็นการกินข้าวฉลองวันคืนสู่เหย้าล่วงหน้าได้ดีทีเดียว
อย่างน้อยที่สุดสมาชิกในครอบครัวของเฉียวอวี้ก็อยู่กันครบทุกคน ส่วนญาติมิตรคนอื่นๆ คงจะทยอยเดินทางมารวมตัวกันหลังจากผ่านพ้นช่วงเทศกาลปีใหม่ไปแล้ว
ทันทีที่รับประทานอาหารเสร็จ เว่ยเป่าหัวก็จัดการลากตัวเยวี่ยเชียนเฟิงกลับบ้านไปทันที พร้อมกับกำชับลูกชายตัวดีไม่ให้มาก่อกวนสร้างความวุ่นวายที่นี่อีก
หลังจากที่สองแม่ลูกคู่นี้เดินทางกลับไป บรรยากาศภายในบ้านก็ดูเงียบเหงาลงไปถนัดตา นี่สินะที่เขาเรียกกันว่าเสน่ห์เฉพาะตัวของบุคคล
ช่วงบ่ายของวันยังคงดำเนินไปอย่างเรียบง่ายไร้ซึ่งความวุ่นวาย เฉียวเฟิ่งซานกับเฉียวซือชวนกันมานั่งดวลหมากรุกจีนอย่างตั้งอกตั้งใจ ในขณะที่เฉียวเมิ่งซีก็เอาแต่นั่งหมกมุ่นอยู่กับการอ่านหนังสือในมือ
ลู่ชิงชิงแอบชะโงกหน้าไปมองชื่อหนังสือบนปก ก่อนจะพบว่ามันคือนิยายรักหวานแหววนั่นเอง เธออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยไหน เด็กผู้หญิงก็ยังคงชื่นชอบการอ่านหนังสือแนวนี้อยู่ดีสินะ
หญิงสาวยังจำได้ดีว่าตัวเองเริ่มหลงใหลในการอ่านนิยายมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ตอนนั้นเธอเอาแต่อ่านนิยายออนไลน์ที่มีพล็อตเรื่องรักๆ ใคร่ๆ สารพัดรูปแบบ ด้วยประสบการณ์เหล่านี้นี่เองที่ทำให้เธอสามารถยอมรับความจริงเรื่องการทะลุมิติมาอยู่ในยุคนี้ได้อย่างรวดเร็วและสงบเยือกเย็น
เพียงแต่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องราวเหลือเชื่อแบบนี้จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตมนุษย์ ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าตัวเองจะต้องทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ เธอคงจะเตรียมตัวให้พร้อมกว่านี้ไปตั้งนานแล้ว
อย่างน้อยก็คงจะไปค้นคว้าหาข้อมูลมาว่าในยุคนี้ธุรกิจประเภทไหนที่กำลังรุ่งเรืองที่สุด อสังหาริมทรัพย์จะเริ่มเฟื่องฟูในช่วงปีไหน ควรเลือกลงทุนซื้อหุ้นตัวไหนถึงจะได้กำไรมหาศาล หรือแม้กระทั่งควรซื้อลอตเตอรี่เลขอะไรถึงจะถูกรางวัลใหญ่...
ทว่าในตอนนี้ชีวิตของเธอกลับมืดแปดด้านไปหมด ความรู้เกี่ยวกับสภาพสังคมและประวัติศาสตร์ในยุคนี้ก็มีอยู่เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น ขนาดตอนที่เรียนหนังสืออยู่ในห้องเรียน อาจารย์ก็ยังไม่ค่อยได้เจาะลึกเนื้อหาเกี่ยวกับยุคสมัยนี้สักเท่าไร ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ประวัติศาสตร์ในยุคที่เก่าแก่กว่านี้เสียมากกว่า
เธอยังนึกถึงตอนที่เคยจับกลุ่มคุยเล่นกับแก๊งเพื่อนสาวในหอพักมหาวิทยาลัยช่วงกลางดึกได้เป็นอย่างดี พอมีคนเปิดประเด็นเรื่องการทะลุมิติขึ้นมา บางคนก็แสดงความคิดเห็นอย่างจริงจังว่าพวกเราควรจะรีบไปลงเรียนทักษะวิชาชีพเสริมติดตัวเอาไว้บ้าง เผื่อว่าวันหนึ่งทะลุมิติย้อนกลับไปในยุคโบราณจะได้สามารถเอาชีวิตรอดได้
น่าเสียดายที่สถานที่ที่เธอทะลุมิติมานั้นไม่ใช่ยุคโบราณอย่างที่เพื่อนๆ เคยพูดถึง แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่มีความเกี่ยวพันกับสายเลือดบรรพบุรุษของตัวเธอเองอย่างลึกซึ้ง
จนถึงตอนนี้เธอก็ยังตัดสินใจไม่ได้เลยว่าตัวเองควรจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หรือควรจะปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามโชคชะตาแบบนี้ต่อไปดี
[จบบท]