บทที่ 40 : เสียงที่คุ้นเคย
พอตกเย็น ลู่กั๋วเฉียงกับลูกชายกลับมาจากการไปช่วยงานคนอื่น เมื่อเห็นลู่อีอีอยู่ที่บ้าน พวกเขาก็ต้องถามไถ่เรื่องราวเป็นธรรมดา
ลู่อีอีไม่กล้าบอกเรื่องที่ตัวเองถูกตี เธอแค่บอกปัดไปก่อน เพราะในใจยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลิกหรือเดินหน้าต่อ ถ้าขืนทำให้สองครอบครัวมีปัญหากันหนักกว่าเดิม ตัวเธอเองนั่นแหละที่จะไม่มีทางถอย
ในขณะเดียวกัน ลู่ชิงชิงก็เข้าใจความรู้สึกของพี่สาวเป็นอย่างดี ในยุคที่เธอจากมา เธอเคยอ่านเรื่องราวของครอบครัวที่แย่มากๆ ตามอินเทอร์เน็ตมาตั้งเยอะแยะ พอได้อ่านความคิดเห็นมากมาย เธอจึงเข้าใจความคิดของคนที่แต่งงานแล้วได้ทะลุปรุโปร่ง
โดยพื้นฐานแล้ว ผู้ชายที่แต่งงานแล้วมักจะคิดว่าทุกอย่างเป็นของตาย ความรู้สึกมันไม่เหมือนตอนก่อนแต่งงานเลยสักนิด โดยเฉพาะตอนที่มีลูกด้วยกันแล้ว ฝ่ายหญิงก็ดูเหมือนจะต้องคิดอะไรให้มากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว
คนร้อยละแปดสิบของประเทศยอมทนใช้ชีวิตคู่ต่อไปด้วยเหตุผลสารพัด แต่ในเหตุผลเหล่านั้นกลับไม่มีเรื่องของพวกเธอเองเลย ผู้หญิงมักจะยอมทนก็เพื่อคนอื่นทั้งนั้น
ยิ่งเป็นในยุคสมัยนี้ เรื่องพวกนี้มันยิ่งแย่กว่าเดิมหลายเท่า ความคิดของผู้คนยังไม่เปิดกว้าง ผู้หญิงไม่ได้มีสถานะทางสังคมอะไรเลย
ถ้าเกิดหย่ากันขึ้นมา ผู้หญิงก็เป็นเหมือนของมือสอง มีแต่จะด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ ยิ่งถ้าโดนฝ่ายชายสาดโคลนใส่ด้วยแล้ว ผู้หญิงคนนั้นก็แทบจะใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้เลยทีเดียว
นี่คือความน่าเศร้าของยุคสมัย และเป็นความเจ็บปวดของผู้หญิงทุกคนที่ต้องเผชิญ
ส่วนทางด้านลู่กั๋วเฉียง เขาไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ ตัวเขารู้อยู่เต็มอกว่าบ้านซุนมีปัญหาเรื่องที่ลู่อีอียังไม่มีลูกชายให้ พวกเขาถึงได้มีอคติกับลูกสาวของเขานักหนา คนเป็นพ่ออย่างเขาก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่คิดว่าลูกสาวตัวเองคงอาภัพที่ไม่ได้เจอผู้ชายดีๆ
"อยู่บ้านเราไปก่อนนี่แหละ เดี๋ยวรอตั้งหลักสักสองสามวันค่อยดูท่าทีฝั่งนู้นอีกที ถ้าเขามาง้อก็ดีไป แต่ถ้าไม่มา บ้านเราก็ไม่ง้อหรอกนะ มีอะไรก็บอก พ่อจะช่วยเอง"
"เข้าใจแล้วค่ะพ่อ"
ลู่อีอีพยักหน้ารับคำ
พอตกดึกถึงเวลานอน ลู่ชิงชิงก็ถูกจัดให้ไปนอนที่ห้องของพี่ใหญ่ เพราะตอนนี้คนในบ้านมีเยอะเกินไป ห้องฝั่งตะวันออกนอนเบียดกันไม่ไหวแล้ว
แค่พ่อกับแม่ รวมกับลู่อีอีและเด็กอีกสองคนก็แน่นจนขยับตัวลำบาก ยิ่งช่วงนี้เป็นหน้าร้อน อากาศก็ร้อนจนแทบจะทนไม่ไหว ลู่ชิงชิงเลยต้องย้ายมานอนที่ห้องฝั่งตะวันตกแทน พี่ใหญ่ของเธอเป็นคนดูแลเรื่องที่นอนให้ โดยจัดให้เธอนอนข้างลู่เสี่ยวเยวี่ยตรงริมเตียงเตา ซึ่งตรงนั้นอากาศจะเย็นกว่าจุดอื่น
สภาพความเป็นอยู่ตอนนี้มันไม่ค่อยจะดีเอาเสียเลย ลู่ชิงชิงที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เคยนึกฝันมาก่อนเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องมานอนรวมกันในห้องเดียวกับคนทั้งครอบครัวแบบนี้
ตั้งแต่จำความได้ เธอก็มีห้องนอนส่วนตัวมาตลอด ทั้งเงียบสงบแล้วก็สะอาดสะอ้าน แต่ดูสภาพตอนนี้สิ แต่อย่างว่าแหละ มนุษย์เราก็เป็นแค่ทาสของความเคยชิน พอมาอยู่ที่นี่ได้สักพัก เธอเองก็เริ่มจะปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตแบบนี้ได้แล้วเหมือนกัน
มีคำกล่าวไว้ว่า เมื่อมาถึงแล้วก็ต้องอยู่ให้ได้ ในเมื่อชีวิตลิขิตมาให้เป็นแบบนี้ ขัดขืนไปก็เท่านั้น สิ่งที่ทำได้ก็มีแค่ยอมรับความจริง แล้วก็ต้องพยายามทำตัวเองให้มีชีวิตที่สุขสบายขึ้นกว่านี้ให้ได้
หลังจากทนนอนเบียดกันมาได้สองคืน อากาศก็เริ่มจะร้อนอบอ้าวขึ้นทุกที มันเป็นความร้อนแบบอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก เหมือนกับว่าทุกคนกำลังโดนขังอยู่ในซึ้งนึ่งซาลาเปาขนาดใหญ่ เหงื่อไหลหยดจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปหมด
พอตกเที่ยงของวันนั้น หลังจากกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อย ทุกคนต่างก็แยกย้ายไปหาที่ร่มๆ นั่งพักผ่อน ลู่อีอีพาลูกๆ เข้าไปนอนกลางวันในห้อง เนื่องจากเธอหนีกลับมาเพราะทะเลาะกัน เลยไม่อยากให้ชาวบ้านคนอื่นเห็นหน้าเท่าไรนัก ช่วงนี้เธอเลยพยายามเก็บตัวเงียบ ไม่ออกไปไหนมาไหน
ส่วนลู่ชิงชิงกับไป๋เยี่ยนก็มานั่งคุยเล่นกันอยู่ที่ลานหน้าบ้าน หยางซิ่วอิงกำลังนั่งเย็บพื้นรองเท้าคู่ใหม่อยู่ข้างๆ มือของเธอขยับเข็มกับด้ายสลับไปมาอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับพูดคุยแทรกขึ้นมาเป็นระยะ
"พี่ซง ไปจับปลาไหมพี่?"
หลิวฉางซุ่นยืนตะโกนเรียกอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้าน
ลู่ชิงซงกับพ่อกำลังช่วยกันจัดของอยู่ใต้ชายคาบ้าน พอได้ยินเสียงคนเรียกชื่อตัวเอง เขาก็เงยหน้าขึ้นไปมอง
"อ้าว ฉางซุ่นเองเหรอ ไปสิ เดี๋ยวฉันออกไปเดี๋ยวนี้แหละ"
หลังจากหันไปบอกกล่าวกับพ่อเสร็จ ลู่ชิงซงก็เดินตรงออกจากลานบ้านไปทันที ชายหนุ่มทั้งสองคนเดินตีคู่กันมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำชิงสุ่ย
ตั้งแต่หลิวฉางซุ่นปรากฏตัว ลู่ชิงชิงก็เอาแต่ขมวดคิ้วมุ่น ไม่ยอมคลายปมคิ้วออกเลยแม้แต่วินาทีเดียว
จะว่าไปแล้ว หลิวฉางซุ่นก็ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้เหมือนกัน ถ้าตอนนั้นเขาไม่ไปตามคนมาช่วย ป่านนี้ตัวเธอเองก็คงจะตายไปแล้ว
แน่นอนว่าคนที่สำคัญที่สุดคือคนที่กระโดดลงไปช่วยเธอขึ้นมาจากน้ำ แต่ความดีความชอบของหลิวฉางซุ่นก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ แต่ระหว่างเธอกับเขากลับไม่ได้สนิทอะไรกันเลยสักนิด
วันที่เธอฟื้นขึ้นมา เธอก็ไม่เห็นใครคนอื่นอีกเลย หลังจากนั้นเธอก็เคยเห็นหน้าหลิวฉางซุ่นอยู่ไกลๆ แค่ไม่กี่ครั้ง และก็ไม่เคยมีโอกาสได้เข้าไปคุยกันแบบใกล้ๆ เลยสักครั้ง
หลิวฉางซุ่นกับลู่ชิงซงอายุห่างกันอยู่หลายปี ปกติแล้วเขาไม่ค่อยแวะเวียนมาที่บ้านนี้สักเท่าไร ส่วนใหญ่พวกเขามักจะบังเอิญเจอกันข้างนอก แล้วค่อยนัดกันว่าจะเจอกันอีกทีเมื่อไร
การที่อีกฝ่ายเดินมาหาถึงหน้าประตูบ้านแบบวันนี้ ในความทรงจำของลู่ชิงชิง นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้
แต่... น้ำเสียงของเขามันช่างฟังดูคุ้นหูเหลือเกิน ก่อนหน้านี้เธอเคยได้ยินเขาพูดคุยอยู่ไกลๆ ตอนนั้นเธอไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจอะไร แต่พอได้ยินชัดๆ เมื่อกี้ จู่ๆ เธอก็คิดเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้
คืนนั้นตรงริมป่า เสียงของผู้ชายคนนั้นมันฟังดูคล้ายกับเสียงของหลิวฉางซุ่นมากเลย!
มันจะเป็นแค่ความบังเอิญหรือเปล่านะ ลู่ชิงชิงเองก็ตอบไม่ได้ แต่ลึกๆ แล้วเธอคิดว่าไม่น่าจะใช่ เพราะตัวเธอเป็นพวกที่จำรายละเอียดของเสียงได้เก่ง และมีความไวต่อเรื่องพวกนี้มาก ถึงคนเราจะมีน้ำเสียงที่คล้ายกันได้ แต่มันก็ต้องมีจุดที่ต่างกันอยู่บ้างเล็กน้อย
ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่กล้าด่วนสรุปไปเอง อีกอย่าง ต่อให้ใช่แล้วมันจะยังไงล่ะ เธอกับหลิวฉางซุ่นก็ไม่ได้สนิทอะไรกัน ยิ่งกับภรรยาของเขาก็ยิ่งแล้วใหญ่ ต่อให้รู้หรือไม่รู้เรื่องนี้ไป มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปอยู่ดี
เมื่อชายหนุ่มทั้งสองคนเดินลับสายตาไป ลู่ชิงชิงก็แกล้งทำเป็นถามไป๋เยี่ยนขึ้นมาลอยๆ
"พี่สะใภ้ใหญ่ พี่ใหญ่กับฉางซุ่นเขาสนิทกันมากไหมคะ?"
ไป๋เยี่ยนพยักหน้าตอบ
"ก็คนหมู่บ้านเดียวกันนี่แหละ โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก จะเรียกว่าสนิทกันมากก็ได้อยู่นะ พวกเพื่อนๆ กลุ่มเขานิสัยใช้ได้กันทุกคนเลยแหละ"
"งั้นเหรอคะ แล้วฉางซุ่นเป็นคนนิสัยยังไงเหรอ?"
พอเห็นไป๋เยี่ยนมองมา ลู่ชิงชิงก็กลัวว่าพี่สะใภ้จะเข้าใจผิด เลยรีบพูดอธิบายเพิ่ม
"ฉันกลัวว่าถ้าพี่ใหญ่ไปคบกับคนไม่ดีแล้วจะเสียคนเอาน่ะค่ะ ก็เลยถามดูเฉยๆ"
ไป๋เยี่ยนอมยิ้มขำ
"เธอนี่ก็คิดมากไปได้ ฉางซุ่นก็เป็นคนดีอยู่นะ เมื่อก่อนตอนที่เขายังไม่แต่งงาน เขาก็แวะเวียนมาบ้านเราออกจะบ่อยไป บางทีก็มากินข้าวบ้านเราด้วยซ้ำ ก็เพิ่งจะมีช่วงสองสามปีหลังแต่งงานนี่แหละที่เขาไม่ค่อยโผล่หน้ามาให้เห็น พอคนเรามีครอบครัวแล้ว อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปนั่นแหละ"
"แล้วภรรยาเขาเป็นคนยังไงล่ะคะ สองคนนั้นรักกันดีไหม?"
ไป๋เยี่ยนไม่ได้คิดอะไรมาก คิดเสียว่าเป็นการคุยฆ่าเวลาแก้เบื่อ
"จ้าวหลาน ภรรยาของเขาก็เป็นคนหมู่บ้านเรานี่แหละ ครอบครัวจ้าวเป็นครอบครัวใหญ่เลยนะ พี่เขาแค่อายุเยอะกว่าเธอ พวกเธอเลยไม่ค่อยได้คลุกคลีกันเท่าไร แต่พี่เขาก็ดูเข้ากันได้ดีกับพี่สาวเธอนะ จ้าวหลานเป็นคนดีเลยล่ะ ดูแลบ้านช่องเก่ง ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรกับใครหรอก ส่วนฉางซุ่นก็ดูแลภรรยาดีเหมือนกันนะ ติดก็ตรงที่ว่า..."
"ติดตรงที่อะไรเหรอคะ?"
ลู่ชิงชิงรู้สึกได้ทันทีว่าช่วงเวลาสำคัญกำลังจะมาถึงแล้ว
ไป๋เยี่ยนหันซ้ายหันขวามองลาดเลา ก่อนจะเหลือบมองแม่สามีที่กำลังนั่งเย็บรองเท้าอยู่ข้างๆ แล้วค่อยๆ ลดเสียงลงจนเบาหวิว
"ก็แม่สามีปฏิบัติต่อพี่เขาไม่ค่อยดีเท่าไร เธอก็รู้ใช่ไหมล่ะว่าสองคนนั้นแต่งงานกันมาตั้งหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีลูกด้วยกันสักที แม่สามีเลยไม่ค่อยพอใจ แถมผู้หญิงคนนั้นก็ปากร้ายใช่ย่อยเลยนะ ถ้าไม่ได้ฉางซุ่นคอยช่วยเอาไว้ ป่านนี้คงได้ลงไม้ลงมือกันไปนานแล้ว"
"เหอะ"
หยางซิ่วอิงที่นั่งเงียบมาตลอดจู่ๆ ก็ส่งเสียงขึ้นมา
"แม่ไม่อยากจะไปใส่ใจเรื่องของพวกเขาหรอกนะ แต่ไอ้ที่บอกว่าเขาคอยช่วยภรรยาน่ะมันแปลว่าอะไรกัน ฉางซุ่นน่ะเห็นหน้าตาซื่อๆ แบบนั้น แต่ความจริงฉลาดแกมโกงจะตายไป บ้านจ้าวมีคนตั้งเยอะแยะ ถ้าเขาเกิดดูแลจ้าวหลานไม่ดีขึ้นมา มีหวังพ่อตาได้ตามไปตีจนขาหักแน่"
ลู่ชิงชิงไม่ทันคิดเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้ซ่อนอยู่เบื้องหลังด้วย ในหัวของเธอเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่างได้ แต่ก็ยังเลือกที่จะเก็บเงียบเรื่องที่ได้ยินมาในคืนนั้นเอาไว้
"แล้วต้องกลัวอะไรด้วยล่ะคะ ครอบครัวหลิวเองก็เป็นครอบครัวใหญ่ในหมู่บ้านเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? ถ้าเกิดมีเรื่องมีราวกันขึ้นมาจริงๆ พวกเขาก็คงไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองเสียเปรียบหรอกมั้งคะ"
"เรื่องนั้นมันก็พูดยากนะ ถึงยังไงผู้หญิงที่ท้องไม่ได้ก็ถือว่ามีความผิดอยู่ดีนั่นแหละ"
หยางซิ่วอิงยังคงยึดติดอยู่กับกรอบความคิดแบบคนรุ่นเก่า
ลู่ชิงชิงขี้เกียจจะอธิบายให้แม่ฟังว่าบางทีผู้ชายก็อาจจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพได้เหมือนกัน ในใจเธอนึกสงสารจ้าวหลานขึ้นมา
ต่อให้ไม่มีลูกด้วยกัน แต่คนเป็นสามีภรรยากันก็น่าจะมีความผูกพันกันบ้างไม่ใช่หรือ ยิ่งแต่งงานกันมาตั้งหลายปีแบบนี้ ต่อให้เป็นแค่หมาหรือแมวที่เลี้ยงไว้ก็คงทำใจทิ้งไม่ลงหรอก แล้วนี่เป็นคนตัวเป็นๆ ทั้งคน จะใจร้ายทิ้งกันลงคอได้ยังไง
พอรู้สึกอึดอัดใจ ลู่ชิงชิงเลยตัดสินใจตัดบทสนทนานี้ทิ้งดื้อๆ เธอเอื้อมมือไปปาดเหงื่อที่ซึมอยู่บนหน้าผาก แล้วบ่นอุบอิบ
"แค่นั่งอยู่เฉยๆ ก็ร้อนแล้ว อากาศอะไรเนี่ย"
หยางซิ่วอิงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่สว่างจ้าไร้ก้อนเมฆ
"แม่ว่าสงสัยฝนกำลังตั้งเค้าแน่เลย อาการแบบนี้ ภายในหนึ่งถึงสองวันนี้ต้องมีพายุฝนชุดใหญ่ตกลงมาแน่ๆ"
[จบบท]