บทที่ 48 : ไม่ยอมถอนหมั้น
ลู่กั๋วเฉียงยืนกรานเสียงแข็ง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความดุดันและเด็ดขาด "ยังไงก็ต้องถอนหมั้น!"
"ไม่ได้นะคะ" ลู่ชิงชิงยืนขวางอยู่ตรงประตูห้อง เธอเงยหน้าขึ้นมองพ่อกับแม่ด้วยสายตาแน่วแน่ ในใจนึกอยากจะอธิบายเหตุผลให้พวกเขาฟังดีๆ แต่ก็กำลังคิดไม่ตกว่าจะต้องอธิบายแบบไหนพวกเขาถึงจะยอมรับฟัง
ความคิดหัวโบราณของชาวบ้านในชนบทยังคงฝังรากลึก จะให้เปลี่ยนความคิดกะทันหันคงเป็นไปไม่ได้ และไม่ใช่เรื่องที่จะใช้คำพูดอธิบายแค่ประโยคสองประโยคแล้วจะเปลี่ยนใจคนได้เลย
ก่อนหน้านี้ที่เธอไม่ยอมบอกความจริงให้คนที่บ้านรู้ ก็เพราะรู้นิสัยของพ่อดีและกลัวว่าพ่อแม่จะไม่ยอมนี่แหละ ต่อให้เวลาผ่านไปอีกหลายสิบปีในอนาคตข้างหน้า ก็ยังคงมีชาวบ้านมากมายที่หลงเชื่อเรื่องดวงกินเมียพวกนี้อยู่เยอะแยะ แล้วนับประสาอะไรกับพวกเขาที่อยู่ในยุคนี้ล่ะ
ขณะที่ลู่ชิงชิงกำลังกลุ้มใจหาวิธีอธิบาย ลู่กั๋วเฉียงก็หมดความอดทนลงเสียก่อน สีหน้าของเขาเริ่มดูน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ ท่าทางบ่งบอกถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรง
"พ่อเป็นพ่อนะ! เรื่องนี้ยังไงลูกก็ต้องฟังพ่อ!"
"พ่อคะ พ่อใจเย็นๆ ก่อนสิคะ เรื่องพวกนั้นมันก็แค่ข่าวลือที่ชาวบ้านเขาพูดต่อกันมา มันเชื่อไม่ได้หรอกค่ะ! ตอนนี้ทางรัฐบาลเขาก็รณรงค์ให้ทุกคนลบล้างความเชื่อหัวโบราณทิ้งไปไม่ใช่เหรอคะ เขาเน้นลัทธิมาร์กซ์ เน้นความเป็นจริง สิ่งที่พ่อพูดมามันผิดหลักการหมดเลยนะคะ!"
"เหลวไหล! พ่อไม่สนหรอกว่าถูกหรือผิดหลักการอะไรนั่น พ่อรู้แค่ว่าลูกแต่งงานกับเขาไม่ได้เด็ดขาด!" ลู่กั๋วเฉียงกรอกตาไปมาเมื่อจับสังเกตบางอย่างได้
"เดี๋ยวสิ ลูกได้ยินเรื่องนี้แล้วทำไมถึงไม่ตกใจเลยล่ะ ลูกรู้อยู่ก่อนแล้วใช่ไหม?"
ลู่ชิงชิงมีท่าทีตรงไปตรงมา ไม่คิดจะปิดบังความจริงอีกต่อไป "ใช่ค่ะ หนูรู้ตั้งนานแล้ว ก็เลยไม่ได้บอกพวกพ่อไง พ่อลองคิดดูให้ดีสิคะ รูปลักษณ์ภายนอกมันเกิดจากจิตใจภายใน พวกพ่อดูหน้าตาพี่เฉียวอวี้สิ พี่เขาดูเหมือนคนดวงกินเมียตรงไหนล่ะ หนูว่าร้อยทั้งร้อยเป็นเพราะคนอื่นอิจฉาแล้วกุข่าวลือขึ้นมาใส่ร้ายพี่เขามากกว่า!"
"พูดจาเหลวไหล! เรื่องแบบนี้หน้าตามันบอกได้ที่ไหนกันล่ะ ยังไงลูกก็ต้องเชื่อฟังพ่อแต่โดยดี! เดี๋ยวพ่อจะหาทางหาผู้ชายที่ดีกว่านี้ให้ลูกเอง!"
ในเรื่องนี้ หยางซิ่วอิงในฐานะคนเป็นแม่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงอะไร ถึงแม้ผู้หญิงในบ้านจะไม่ได้มีสถานะต่ำต้อยหรือโดนกดขี่ แต่ก็ไม่ได้มีอำนาจเป็นคนตัดสินใจชี้ขาดไปเสียทุกเรื่อง
เธอมองดูสถานการณ์แล้วรู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มตึงเครียด จึงยอมออกหน้าช่วยพูดไกล่เกลี่ย "คุณใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ คุยกันเถอะ"
"ผมพูดดีๆ แล้วลูกมันฟังผมไหมล่ะ ไม่รู้ว่าดื้อเหมือนใคร หัวรั้นดันทุรังเลย! คุณลองคิดดูสิ ลู่ชิงหวยมันก็ทำงานอยู่แท้ๆ ทำไมไม่ยอมสืบประวัติฝั่งนั้นให้ดีก่อนล่ะ ไปแนะนำคนสุ่มสี่สุ่มห้ามาได้ยังไงกัน นี่น้องสาวแท้ๆ ของมันเลยนะ! ไอ้ลูกล้างผลาญเอ๊ย รอให้มันกลับมาก่อนเถอะ ฉันจะจัดการมันให้เข็ด!"
ลู่กั๋วเฉียงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เขาเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องด้วยความหงุดหงิด "ชิงชิง เรื่องนี้ตกลงตามนี้แหละ ลูกเลิกคิดเรื่องแต่งงานไปได้เลย! ต่อให้เฉียวอวี้จะหน้าตารูปร่างดีแค่ไหน ลูกก็ห้ามแต่งงานกับเขา!"
"พ่อคะ!" ลู่ชิงชิงกระทืบเท้าด้วยความขัดใจสุดขีด
"พ่อเคยนึกถึงใจหนูบ้างไหม? ตอนนั้นพ่อบอกว่าหลี่เฉิงหยวนไม่ดี ไม่ให้หนูไปยุ่งเกี่ยวกับเขา หนูก็ยอมถอยให้แล้วไง แล้วตอนนี้ล่ะ? พ่อก็มาบอกว่าพี่เฉียวอวี้ไม่ดีอีก ถ้าเกิดวันข้างหน้าพ่อไม่ถูกใจใครขึ้นมาอีก หนูไม่ต้องครองตัวเป็นสาวเทื้อไปตลอดชีวิตเลยเหรอคะ?!"
ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้เธอคิดทบทวนดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ การทนอยู่ที่หมู่บ้านชนบทต่อไปคงไม่เจริญก้าวหน้า การทะลุมิติของเธอมันไม่เหมือนในนิยายนางเอกทะลุมิติเรื่องอื่นเลยสักนิด พลังวิเศษอะไรก็ไม่มีติดตัวมาให้ แถมความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ว่างเปล่าไม่มีเหลือบ่ากว่าแรงอะไรเลย
ส่วนความรู้ความสามารถจากยุคปัจจุบันที่เธอพอจะมีติดตัว ก็เอามาใช้ประโยชน์อะไรกับยุคนี้ไม่ได้เลย การตกลงปลงใจแต่งงานกับเฉียวอวี้ ใจหนึ่งเธอก็อยากจะลองพิสูจน์ดูว่าเขาดวงกินเมียจริงไหม ส่วนอีกใจก็เป็นเพราะเธอรู้สึกชอบพอในตัวเขาจริงๆ
ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ต่อให้เธอไม่ต้องแต่งงาน แล้วเบนเข็มไปทุ่มเทให้กับการสอบเกาเข่า หรือรออีกสักไม่กี่ปีให้สถานการณ์บ้านเมืองเปิดกว้างขึ้น ค่อยหาลู่ทางเข้าไปทำมาค้าขายในตัวเมือง เธอก็สามารถสร้างตัวและหลุดพ้นจากชีวิตยากลำบากแบบนี้ได้เหมือนกัน
แต่ใจลึกๆ แล้วเธอไม่อยากยอมแพ้เรื่องเฉียวอวี้ เพราะตลอดชีวิตหลายสิบปีที่ผ่านมา เขาคือผู้ชายคนแรกที่ทำให้เธอรู้สึกตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น และเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกใจเต้นแรงเหมือนโดนไฟฟ้าช็อตเข้าอย่างจัง
ลู่ชิงชิงมีลางสังหรณ์บางอย่างบอกตัวเองว่า เธอจะไม่มีทางตาย และจะได้แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกับเฉียวอวี้อย่างปลอดภัย เธอวิเคราะห์เรื่องนี้มาอย่างรอบคอบแล้ว ถ้าวิญญาณของเธอไม่ได้บังเอิญทะลุมิติมาสิงอยู่ในร่างนี้ เจ้าของร่างเดิมก็คงสิ้นใจตายไปนานแล้ว
ดังนั้นถ้าจะนับกันตามหลักความเป็นจริง เธอก็ไม่ใช่คนเป็นตัวจริงเสียหน่อย ต่อให้เฉียวอวี้จะมีดวงกินเมียจริง เขาก็กินชีวิตเธอไม่ได้หรอก เพราะเธอก็เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งนี่นา
เพราะฉะนั้น ครั้งนี้เธอจะยอมถอยไม่ได้เด็ดขาด ถ้าคุยกันดีๆ ไม่รู้เรื่อง ก็ต้องหาวิธีอื่นมาแก้ปัญหา ตราบใดที่เธอยังมีลมหายใจอยู่ เธอก็ไม่กลัวว่าจะไม่มีโอกาสพิสูจน์ให้พ่อกับแม่เห็นว่าเธอสามารถมีความสุขได้
"ลูกยังกล้าขุดชื่อหลี่เฉิงหยวนขึ้นมาพูดอีกเหรอ?!" ลู่กั๋วเฉียงโกรธจัดจนชี้หน้าด่าลู่ชิงชิง
"ลูกคิดว่าพ่อโง่จนดูไม่ออกเหรอว่าลูกคิดอะไรอยู่ ก่อนหน้านี้ก็เพราะเห็นว่าหลี่เฉิงหยวนมันหน้าตาดีไม่ใช่หรือไง? มันหน้าตาดีกว่าผู้ชายในหมู่บ้านของเราทั้งหมู่บ้านซะอีก"
"ตอนนี้ลูกก็เป็นแบบเดิมเลย! ลูกแค่เห็นว่าเฉียวอวี้หน้าตาดีกว่าหลี่เฉิงหยวนใช่ไหมล่ะ ลูกเอ๊ย การมองคนแค่หน้าตาภายนอกมันเอามากินแทนข้าวไม่ได้หรอกนะ! เชื่อพ่อเถอะ เลิกยุ่งกับเขาไปซะ!"
"แต่การหาผู้ชายหน้าตาดีมันก็ไม่ได้ผิดอะไรนี่คะ!" ลู่ชิงชิงเป็นสมาคมนิยมคนหน้าตาดี แถมยังพ่ายแพ้ต่อคนเสียงเพราะอีกต่างหาก เวลาเธอมองใครสักคน สัมผัสแรกที่สำคัญที่สุดก็คือความถูกชะตา ถ้ามองแล้วถูกใจ ถึงจะมีความคิดอยากทำความรู้จักเรียนรู้นิสัยใจคอของฝ่ายตรงข้ามให้มากขึ้น
ถ้าเกิดไม่รู้สึกถูกใจตั้งแต่ตอนแรกเจอ แล้วจะเอาอารมณ์ความรู้สึกที่ไหนไปสานสัมพันธ์ต่อล่ะ ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว ต่อให้เธอพยายามอธิบายอะไรออกไป ลู่กั๋วเฉียงก็คงไม่มีทางยอมรับฟังแน่ๆ ในใจของเธอจึงเริ่มขบคิดคำนวณหาวิธีรับมือกับเรื่องนี้
เธอรู้ดีว่าที่คนตระกูลลู่วุ่นวายขนาดนี้ก็เพราะเป็นห่วงและกลัวว่าเธอจะตายจริงๆ อันที่จริงนอกจากช่วงแรกที่เพิ่งทะลุมิติมา แล้วเคยมีความคิดอยากจะปลิดชีพตัวเองเพื่อกลับไปโลกเดิมแล้ว หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันมาพักใหญ่ เธอก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปจนหมดสิ้น
ในเมื่อเธอโชคดีได้เข้ามามีชีวิตใหม่ในร่างของคนอื่นแล้ว เธอก็ควรจะมีความรับผิดชอบคอยดูแลคนในครอบครัวนี้ให้ดีสิ ถ้าเกิดไม่มีร่างกายนี้มารองรับดวงวิญญาณของเธอเอาไว้พอดี บางทีเธออาจจะตายหายไปจากโลกนี้แล้วจริงๆ ก็ได้
แถมเธอยังรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้เจอกับครอบครัวที่แสนดีและอบอุ่นขนาดนี้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะอยากรับผิดชอบดูแลชีวิตของพวกเขาให้ดีที่สุด
อาจเป็นเพราะโมโหจนขาดสติ ลู่กั๋วเฉียงถึงกับง้างมือขึ้นสูงเตรียมจะฟาดหน้าลู่ชิงชิง
ลู่ชิงชิงสามารถเอี้ยวตัวหลบได้ แต่เธอเลือกที่จะยืนนิ่งไม่ยอมหลบ เขาทำไปก็เพราะหวังดีและเป็นห่วงเธอ การที่เธอดื้อดึงดันทุรังขนาดนี้ก็สมควรแล้วที่จะทำให้เขาโกรธ
และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ลู่กั๋วเฉียงก็ถือเป็นคุณทวดแท้ๆ ของเธอในยุคปัจจุบัน การโดนเขาตีสั่งสอนสักสองสามทีก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร ท้ายที่สุดแล้วก็ใช่ว่าคนทุกคนบนโลกจะมีโอกาสได้สัมผัสความรู้สึกตอนโดนคุณทวดของตัวเองตีเสียหน่อย
แม้จะกำลังอยู่ในช่วงอารมณ์โกรธจัด แต่ลู่กั๋วเฉียงก็ตัดใจลงไม้ลงมือตีเธอแรงๆ ไม่ลง ในช่วงวินาทีสุดท้ายเขาก็ยังอุตส่าห์ยั้งแรงเอาไว้ ถึงอย่างนั้น เมื่อฝ่ามือหนากระทบลงไป เสียงดังเพียะก็ดังลั่นขึ้นมา เขาไม่ได้รู้สึกว่าฝ่ามือนี้กำลังฟาดลงบนตัวลูกสาว แต่เหมือนกำลังฟาดลงบนก้อนเนื้อในอกของตัวเองเสียมากกว่า
"คุณทำอะไรเนี่ย? อย่าตีลูกสิ!" หยางซิ่วอิงรีบพุ่งตัวถลาเข้ามากอดปกป้องลู่ชิงชิงเอาไว้แน่น
ส่วนกู่อวี่ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอรีบถลาเข้ามาดึงแขนของลู่กั๋วเฉียงเอาไว้ทันที "พี่รอง พี่รอง! อย่าตีชิงชิงเลย มีอะไรก็ค่อยๆ คุยกันเถอะ!"
พอมือฟาดลงไปแล้ว ลู่กั๋วเฉียงก็รู้สึกเสียใจและสำนึกผิดขึ้นมาทันที เขาสะบัดมือทิ้งอย่างแรง แล้วชี้หน้าด่าหยางซิ่วอิงเพื่อกลบเกลื่อน
"ก็เพราะคุณนั่นแหละที่คอยตามใจ! ลูกสาวสองคนถึงได้ดื้อด้านขนาดนี้ ก็เพราะคุณคอยโอ๋มาตั้งแต่เด็กๆ ไง! แม่ที่รักลูกไม่เข้าเรื่องมีแต่จะทำให้ลูกเสียคน!"
ลู่ชิงชิงประคองหยางซิ่วอิงเอาไว้ พร้อมกับรีบออกหน้าแทน "พ่อคะ พ่ออย่าโกรธเลย หนูยอมตกลงแล้วค่ะ พ่ออย่าว่าแม่เลยนะคะ"
"ลูกยอมตกลงจริงๆ เหรอ?" ลู่กั๋วเฉียงหันขวับกลับมามองด้วยความประหลาดใจ
ลู่ชิงชิงพยักหน้ารับ "ค่ะ ยอมจริงๆ"
สายตาของลู่กั๋วเฉียงยังคงเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ลูกสาวของตัวเองทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะว่าดื้อรั้นดันทุรังแค่ไหน คนตระกูลลู่ก็เป็นแบบนี้กันทุกคน ภายนอกดูเหมือนจะเป็นคนโอนอ่อนผ่อนตามง่ายๆ แต่ลึกๆ แล้วเป็นพวกหัวแข็งกันทั้งนั้น
เขาไม่เชื่อหรอกว่าลูกสาวจะยอมถอดใจง่ายๆ แบบนี้ "ลูกคิดจะทำอะไรกันแน่?"
ลู่ชิงชิงหันไปพูดปลอบใจแม่ของตัวเองก่อน "หนูไม่เป็นไรค่ะ ไม่เจ็บเลยสักนิด"
จากนั้นเธอก็หันกลับมาฉีกยิ้มกว้างออดอ้อนให้ลู่กั๋วเฉียง "พ่อคะ หนูแค่มีเรื่องอยากจะขอร้องนิดหน่อยเอง"
"มีอะไรก็รีบว่ามา!"
"พ่อจ๋า" ลู่ชิงชิงงัดไม้ตายก้นหีบของตัวเองออกมาใช้ นั่นก็คือการออดอ้อน
น้ำเสียงของคุณย่าในร่างนี้กับเสียงเดิมของเธอในยุคปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกันมาก ก่อนหน้านี้เวลาที่พ่อกับแม่ดุ เธอก็จะใช้ลูกอ้อนแบบนี้แหละ ไม่ว่าเรื่องราวจะร้ายแรงคอขาดบาดตายแค่ไหน คนในครอบครัวก็พร้อมจะใจอ่อนยอมให้อภัยเธอเสมอ เรียกว่าใช้ได้ผลทุกครั้งไม่มีพลาด
เธอไม่เชื่อหรอกว่ามุกนี้จะใช้ไม่ได้ผลกับลู่กั๋วเฉียง เธอจึงเดินเข้าไปจับมือของเขาเอาไว้แน่นแล้วแกว่งไปมา
"พ่อจ๋า เลิกโกรธหนูนะคะ หนูรู้ว่าพ่อหวังดีกับหนู หนูไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะคะ หนูเข้าใจทุกอย่างเลย! ถ้าอย่างนั้นพ่อต้องสัญญากับหนูนะคะ ว่าเรื่องถอนหมั้นครั้งนี้ หนูขอเป็นคนไปจัดการเอง หนูแค่กลัวว่าพี่รองจะลำบากใจ พ่อก็รู้ว่าการดูตัวครั้งนี้ครอบครัวของผู้จัดการโรงงานเป็นคนช่วยเป็นธุระจัดการให้ พี่รองยังต้องทำงานที่นั่นอยู่นะคะ"
"ไม่ได้" ลู่กั๋วเฉียงปฏิเสธกลับไปแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยสักนิด
[จบบท]