บทที่ 89 : ความห่วงใยและเรื่องวุ่นวาย
เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้เฉียวอวี้รู้สึกแปลกใจและเต็มไปด้วยความกังวลใจไปพร้อมกัน บางครั้งแม้ลู่ชิงชิงจะยืนอยู่ตรงหน้าเขาแค่นี้ แต่ชายหนุ่มกลับรู้สึกราวกับว่าตัวเธอช่างอยู่ห่างไกลเหลือเกิน
ลึกๆ แล้วเขารู้สึกหวาดกลัว หวาดกลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถคว้าตัวผู้หญิงคนนี้เอาไว้ได้ หวาดกลัวว่าหากเขาเผลอเรอเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว เธออาจจะหายตัวไปจากชีวิตของเขาตลอดกาล แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น คนที่เขารักสุดหัวใจก็คือเด็กสาวที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเองคนนี้อยู่ดี
เขารักในความมีอิสระและนิสัยตรงไปตรงมาของเธอ รักในความจริงใจที่ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ รักในความชัดเจนที่กล้าเกลียดกล้ารักของเธอ หรือบางที คนที่เขากำลังตกหลุมรักอยู่นี้อาจจะไม่ใช่ลู่ชิงชิงคนเดิมอีกแล้วก็ได้ ใครจะไปรู้ความจริงข้อนี้ได้กันล่ะ?
ความจริงแล้วลู่ชิงชิงถือเป็นคนที่เขาพยายามร้องขอและดึงดันแย่งชิงมาจากสวรรค์เสียด้วยซ้ำ เพราะแบบนี้เขาถึงไม่อาจทนเห็นเธอตกอยู่ในอันตรายได้ และยิ่งไม่อาจสูญเสียเธอไปได้เด็ดขาด แม้เวลาที่ได้รู้จักและผูกพันกันจะสั้นนัก แต่ความรู้สึกรักที่มีให้กลับลึกซึ้งฝังรากลงไปในหัวใจเสียแล้ว
"ตกลงค่ะ"
ลู่ชิงชิงรับปากด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง
เมื่อได้ยินคำยืนยัน เฉียวอวี้ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก พวกเขาทั้งสองคนช่วยกันก้มลงเก็บข้าวของที่หล่นกระจายอยู่บนพื้นขึ้นมา ถือเอาไว้ในมือแล้วมุ่งหน้าเดินกลับไปที่บ้านของตระกูลลู่ก่อนเป็นอันดับแรก
พอมาถึงบ้านก็พบว่ามีเพียงไป๋เยี่ยนกับพวกเด็กๆ ที่ยังคงอยู่เฝ้าบ้าน ส่วนคนอื่นๆ ล้วนพากันมุ่งหน้าไปที่บ้านของหลิวฉางซุ่นกันจนหมดแล้ว ลู่ชิงชิงเองก็เพิ่งจะได้ยินข่าวคราวว่าทางนั้นเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเหมือนกัน เธอถึงได้คิดอยากจะแวะไปดูสถานการณ์ที่บ้านของจ้าวหลานสักหน่อย
บางทีอาจจะเป็นความรู้สึกสังหรณ์ใจลึกๆ ที่คอยเตือนว่าจ้าวหลานอาจจะกำลังตกอยู่ในอันตราย แล้วมันก็เป็นความบังเอิญเหลือเกินที่เส้นทางเดินไปยังบ้านของจ้าวหลานนั้น สามารถมองเห็นริมแม่น้ำได้อย่างชัดเจน จากระยะไกลลู่ชิงชิงถึงได้สังเกตเห็นหนิวเคอเหลียนกำลังวิ่งหน้าตั้งมุ่งตรงไปยังริมแม่น้ำ
ในตอนนั้นเธอรู้สึกแปลกใจกับภาพที่เห็นอยู่ไม่น้อย ถึงได้ตัดสินใจวิ่งตามหลังชายหนุ่มไปติดๆ แล้วก็กลายเป็นความโชคดีที่ทำให้เธอสามารถช่วยชีวิตคนทั้งสองคนเอาไว้ได้ทันเวลาพอดี
เมื่อเห็นเฉียวอวี้เดินเข้ามาในบ้าน ไป๋เยี่ยนก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกผิดคาดอะไรมากมายนัก เพราะยังไงเสีย วันนี้ก็เป็นวันเทศกาลไหว้พระจันทร์ ฝ่ายชายก็ต้องมารับฝ่ายหญิงไปฉลองเทศกาลด้วยกันอยู่แล้ว
สิ่งที่ทำให้เธอตกใจจริงๆ ก็คือสภาพของทั้งสองคนที่เปียกมะลอกมะแลกไปทั้งตัวต่างหาก
"พวกเธอสองคนไปทำอะไรมาเนี่ย? ชิงชิง ออกไปข้างนอกแป๊บเดียว ทำไมสภาพถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ?"
"โธ่ พี่สะใภ้ใหญ่ อย่าเพิ่งถามตอนนี้เลยค่ะ ไว้หนูมีเวลาว่างแล้วจะเล่าให้ฟังแบบละเอียดเลยนะคะ ขอหนูไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน"
ลู่ชิงชิงเดินตรงเข้าไปในห้อง รีบวางข้าวของในมือลง ก่อนจะก้มลงไปรื้อค้นหาชุดเสื้อผ้าชุดหนึ่งออกมาจากซอกมุมของหีบใบเก่า แล้วหันกลับมาส่งยื่นให้กับเฉียวอวี้
"นี่เป็นชุดของพี่รองที่ทิ้งเอาไว้ที่บ้านน่ะค่ะ คุณก็ทนใส่ไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้"
"ได้ครับ"
เฉียวอวี้รับเสื้อผ้าชุดนั้นมาถือไว้ในมือ พลางกวาดสายตามองสำรวจไปรอบๆ บริเวณ
ใบหน้าของลู่ชิงชิงร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
"เอ่อ... คุณเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องนี้แหละค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปเปลี่ยนที่ห้องของพี่สะใภ้ใหญ่เอง"
พูดจบเธอก็รีบคว้าเสื้อผ้าแห้งๆ ของตัวเอง แล้วเดินหนีเข้าไปในห้องฝั่งทิศตะวันตกทันที ระหว่างที่กำลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่นั้น เธอก็ถือโอกาสเล่าเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ไป๋เยี่ยนฟังไปด้วยเลย
พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ไป๋เยี่ยนก็รู้สึกหวาดกลัวจนหน้าซีดเผือด
"ชิงชิง ไม่ใช่ว่าพี่อยากจะบ่นอะไรหรอกนะ แต่มันอันตรายมากเลยรู้ไหม! นี่ถือว่าโชคดีนะที่เฉียวอวี้มาถึงแล้วเข้าไปช่วยได้ทันเวลาพอดี ถ้าเกิดเขาไม่ได้โผล่มาล่ะก็ พวกเธอทั้งสามคนคงได้ทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นั่นแน่ๆ!”
“คราวก่อนเธอก็เพิ่งจะถูกเฉียวอวี้ช่วยชีวิตเอาไว้ไม่ใช่หรือไง? เธอรู้ไหมว่าพ่อกับแม่ แล้วก็พวกเราทุกคนเป็นห่วงเธอมากแค่ไหนน่ะ?! แล้วนี่เธอไม่ได้สัญญากับเฉียวอวี้เอาไว้แล้วเหรอว่าจะไม่เฉียดเข้าไปใกล้ริมน้ำอีกน่ะ? เฮ้อ เธอนี่มันจริงๆ เลย..."
ลู่ชิงชิงรู้ตัวดีว่าเรื่องนี้ตัวเองเป็นฝ่ายผิดเต็มประตู เธอจึงทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับฟังคำตักเตือนอย่างเงียบๆ เพราะคนที่ยอมเสียเวลามาบ่นมาว่าเธอแบบนี้ ล้วนแต่เป็นคนที่หวังดีกับเธอจากใจจริงทั้งนั้น
บ่นยาวเหยียดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดไป๋เยี่ยนก็ยอมหยุดพักหายใจ
"ที่พี่พูดไปทั้งหมดก็เพราะความเป็นห่วงทั้งนั้นแหละ เธอนะ กว่าจะทำให้พ่อใจอ่อนยอมตกลงเรื่องงานแต่งของพวกเธอสองคนได้มันไม่ง่ายเลยนะ ตัวเธอเองก็ต้องทำตัวให้ดีกว่านี้สิ! ต้องทำเพื่อรักษาหน้าของเฉียวอวี้ด้วยรู้ไหม!"
"ฉันเข้าใจแล้วค่ะพี่สะใภ้ใหญ่"
ลู่ชิงชิงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย เธอรู้ดีว่าในสายตาของคนอื่นรอบตัว เธอคือลู่ชิงชิงคนเดิมที่ว่ายน้ำไม่เป็น แถมยังเคยเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นมาแล้วอีก การที่ทุกคนจะรู้สึกเป็นกังวลก็ถือเป็นเรื่องที่มีเหตุผลสมควรแล้ว
ตัวเธอเองก็ไม่ได้เป็นคนที่ไม่รู้จักแยกแยะหนักเบาขนาดนั้นหรอกนะ ถ้าเกิดมันเป็นสถานการณ์ที่อันตรายจริงๆ เธอคงไม่กล้าเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยงเด็ดขาด ในเมื่อตอนนี้เธอตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างสงบสุข เธอก็ย่อมต้องอยากปกป้องชีวิตของตัวเองให้ดีที่สุดอยู่แล้ว
แต่ในเมื่อบังเอิญไปเจอเหตุการณ์แบบนั้นเข้าพอดี จะให้เธอยืนมองดูหนิวเคอเหลียนไปตายต่อหน้าต่อตาโดยไม่ทำอะไรเลยก็คงไม่ได้ ถ้าตอนนั้นมีคนอื่นอยู่ด้วยสักคน เธอคงไม่กระโดดลงไปในน้ำแบบนั้นแน่ บางเรื่องมันก็มีความขัดแย้งในตัวเองอยู่เหมือนกัน เธอเลยทำได้แค่เลือกจัดการกับเรื่องที่สำคัญที่สุดตรงหน้าก่อนก็เท่านั้น
ทางด้านของไป๋เยี่ยน หลังจากที่บ่นจนพอใจแล้ว เธอก็จ้องมองลู่ชิงชิงด้วยสายตาเหม่อลอย
"ชิงชิง พี่ว่าเดี๋ยวนี้เธอเปลี่ยนไปเยอะมากเลยนะ"
"หืม? ทำไมพี่สะใภ้ถึงพูดแบบนั้นล่ะคะ?"
ไป๋เยี่ยนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
"ก็ดูสิ น้ำเสียงกับคำพูดคำจาของเธอตอนนี้ มันไม่เหมือนกับเมื่อก่อนเลย ฟังดูแล้วมันรู้สึก... อืม... รู้สึกเหมือนคนที่มีการศึกษามากๆ เลยล่ะ พี่เองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน รู้แค่ว่ามันไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไปน่ะ”
“แล้วอีกอย่างนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนที่พี่บ่นเธอชุดใหญ่แบบนี้ เธอคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปตั้งนานแล้ว ถึงจะไม่ถลึงตาใส่พี่ แต่ก็ต้องเดินหนีไปนั่งฮึดฮัดอยู่คนเดียวแน่ๆ แต่ตอนนี้เธอกลับไม่ยอมโกรธเลยสักนิด"
คำพูดนั้นทำเอาลู่ชิงชิงรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาในใจ นิสัยความเคยชินของคนที่ใช้ชีวิตมานานกว่ายี่สิบปี มันจะไปเปลี่ยนแปลงกันได้ง่ายๆ ได้ยังไงล่ะ! นี่เธอพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อที่จะปรับตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมของที่นี่แล้วนะ
ต่อให้จะถูกจับสังเกตได้ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เธอรู้ตัวดีว่าทักษะการเสแสร้งของตัวเองนั้นไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เฉียวอวี้จะต้องเกิดความสงสัยในตัวเธออย่างแน่นอน ถ้าเกิดเขาถามขึ้นมา เธอก็ตั้งใจว่าจะยอมเล่าความจริงทั้งหมดให้เขาฟัง
เธอไม่ชอบโกหก และเกลียดการถูกคนอื่นหลอกลวงมากที่สุด ถ้าเขาไม่ได้ถาม เธอก็คงไม่เป็นฝ่ายเริ่มพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนหรอก บางเรื่อง การปล่อยให้มันเป็นความลับต่อไปก็อาจจะเป็นผลดีมากกว่าก็ได้!
"พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันจะไปกล้าถลึงตาใส่พี่ได้ยังไงล่ะคะ!"
ลู่ชิงชิงพยายามพูดติดตลก เพื่อบรรเทาสถานการณ์ที่เริ่มตึงเครียดให้ผ่อนคลายลง
ไป๋เยี่ยนหัวเราะร่วนออกมา
"ทำไมจะไม่กล้าล่ะ! เธอเป็นถึงแก้วตาดวงใจของบ้านเราเลยนะ แถมยังดื้อรั้นเอาเรื่องอีกต่างหาก แต่เนื้อแท้แล้วเธอเป็นคนจิตใจดี พี่เองก็เป็นคนประเภทที่เก็บอาการไม่อยู่เสียด้วยสิ ในเมื่อเธอเป็นคนในครอบครัวของพี่ มีเรื่องอะไรพี่ก็อยากจะพูดเตือนสติออกไปตรงๆ แต่พอบ่นมากเข้า บางครั้งเธอก็เลยพานอารมณ์เสียไปด้วย"
"สบายใจได้เลยค่ะพี่สะใภ้ใหญ่ ฉันโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ ไม่ใช่เด็กที่เอาแต่ใจไม่รู้เรื่องรู้ราวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว พี่ดูสิคะ ฉันเป็นคนที่กำลังจะแต่งงานมีครอบครัวแล้วนะ จะให้ทำตัวเหมือนเด็กๆ ได้ยังไงจริงไหมคะ?"
"สิ่งที่เธอพูดมันก็ถูกนะ คงเป็นพี่ที่คิดมากไปเองนั่นแหละ เอาเถอะ ยังไงเธอก็เป็นคนที่เรียนหนังสือมาเยอะกว่า ส่วนพี่เพิ่งจะเรียนจบแค่ประถมไม่กี่ปีเอง"
เมื่อเห็นว่าไป๋เยี่ยนไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรอีก ลู่ชิงชิงก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทันทีที่เธอเดินออกมาจากห้องฝั่งทิศตะวันตก เธอก็มองเห็นเฉียวอวี้ในชุดใหม่ที่เปลี่ยนเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินออกมาพอดี
ต้องยอมรับเลยว่า คนเราถ้าหน้าตาดีซะอย่าง ต่อให้จะสวมใส่เสื้อผ้าแบบไหนก็ยังดูดีไปหมด แม้ว่าจะเป็นเสื้อผ้าชาวบ้านที่เรียบง่ายที่สุด แต่มันกลับไม่ทำให้เฉียวอวี้ดูหมองลงเลยแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายเสื้อผ้าชุดนี้ยังดูดีขึ้นมาถนัดตาเมื่อถูกสวมใส่อยู่บนตัวของเขา
แม้ว่าส่วนสูงของลู่ชิงหวยจะเทียบกับเฉียวอวี้ไม่ได้ แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่เสื้อผ้าในยุคสมัยนี้ นิยมตัดเย็บให้มีขนาดใหญ่หลวมสบาย พอสวมใส่เข้าไปแล้วจึงไม่ได้ดูขัดตาเลยสักนิด กลับกันมันกลับช่วยเสริมให้รูปร่างของเขาดูภูมิฐานมากยิ่งขึ้นไปอีก
ลู่ชิงชิงยืนจ้องมองด้วยความชื่นชมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับไปตะโกนบอก
"พี่สะใภ้ใหญ่ เดี๋ยวฉันจะแวะไปที่บ้านของหลิวฉางซุ่นสักหน่อยนะคะ ส่วนเสื้อผ้าพวกนี้เดี๋ยวฉันกลับมาซักเอง พ่อกับแม่ก็อยู่ที่นั่นกันหมดใช่ไหมคะ?"
"ใช่จ้ะ ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านคงแห่กันไปที่นั่นหมดแล้วล่ะ! พี่ใหญ่ของเธอไม่ยอมให้พี่ไปด้วยหรอก เขาบอกว่ากลัวคนจะเยอะจนเบียดกันเกินไป งั้นเธอก็รีบไปเถอะ ระวังตัวด้วยล่ะ"
"ได้ค่ะ!"
ลู่ชิงชิงตอบรับพร้อมกับเดินนำหน้า โดยมีเฉียวอวี้ก้าวเท้าเดินตามหลังไปติดๆ ทั้งสองคนมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านของตระกูลหลิว
ระยะเวลาตั้งแต่ที่จ้าวหลานตัดสินใจกระโดดลงไปในแม่น้ำจนถึงตอนนี้ ก็ไม่ได้ผ่านไปนานมากนัก ในตอนนั้นเหตุการณ์มันเกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะ ประกอบกับพวกเธอสามารถช่วยเหลือคนขึ้นมาได้ทันเวลาพอดี จึงไม่ได้สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านคนอื่นๆ มากนัก
ส่วนปัญหาความวุ่นวายทางฝั่งบ้านของตระกูลหลิวก็ดูเหมือนจะยังคงค้างคาและจัดการกันไม่เสร็จสิ้น
เมื่อลู่ชิงชิงเดินทางมาถึง ก็พบกับฝูงชนจำนวนมากที่แห่แหนกันมายืนมุงดูเหตุการณ์จนลานบ้านเล็กๆ ของตระกูลหลิวถูกล้อมกรอบเอาไว้แน่นขนัดไปหมด ลู่ชิงชิงไม่ได้นึกรีบร้อนที่จะเบียดแทรกตัวเข้าไปด้านใน เธอเพียงแค่อยากจะมายืนสังเกตการณ์ดูสถานการณ์รอบๆ เท่านั้น
ทันทีที่เดินทางมาถึง หยางซิ่วอิงที่ยืนปะปนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านก็เหลือบไปเห็นลูกสาวเข้าพอดี เธอรีบเบียดแทรกตัวออกจากฝูงชนทันที โชคดีที่ตำแหน่งที่เธอยืนอยู่ไม่ได้ลึกเข้าไปด้านในมากนัก จึงสามารถแหวกทางเดินออกมาได้อย่างง่ายดาย
เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเฉียวอวี้ หยางซิ่วอิงก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย
"อ้าว เฉียวอวี้ เธอมาถึงแล้วเหรอ!"
เฉียวอวี้รีบฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับทักทายกลับไปทันที
"สวัสดีครับคุณอาสะใภ้ ผมเพิ่งจะเดินทางมาถึงครับ"
"โอ๊ย อย่ามัวแต่ยืนอยู่ตรงนี้เลย คนเยอะแยะวุ่นวายไปหมด พวกเรากลับบ้านกันเถอะ!"
พูดจบหยางซิ่วอิงก็คว้าแขนลู่ชิงชิง เตรียมตัวจะดึงให้เดินกลับบ้านไปพร้อมกัน
ลู่ชิงชิงรีบถามขึ้นมาทันที
"แล้วสถานการณ์ข้างในเป็นยังไงบ้างคะแม่? พวกเขาลงไม้ลงมือกันหรือเปล่าคะ?"
พอถูกถามถึงเรื่องนี้ หยางซิ่วอิงก็มีสีหน้าหวาดหวั่นขึ้นมาทันที
"ตีกันสิ! จะเหลือเหรอ?! ยังดีนะที่มีชาวบ้านช่วยกันเข้าไปห้ามเอาไว้ สุดท้ายก็เลยไม่ได้ตีกันต่อ ไม่อย่างนั้นแม่ว่าซุ่นจื่อคงโดนจ้าวชิงอัดจนเละคาเตียงไปแล้วแน่ๆ!"
"อ้อ..."
เมื่อได้ยินว่าไม่ได้เกิดเรื่องราวใหญ่โตอะไร ลู่ชิงชิงก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ตอนนี้พวกเขาก็กำลังเถียงกันหน้าดำหน้าแดงอยู่ข้างในนั่นแหละ! แต่จะไปโทษว่าจ้าวชิงเป็นฝ่ายผิดก็ไม่ได้นะ ซุ่นจื่อเองก็ทำเรื่องน่าเกลียดเกินไปจริงๆ เพิ่งจะหย่าขาดกับจ้าวหลานไปหมาดๆ กลับกล้าพาก่งชุนเยี่ยนเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ร่วมชายคาเดียวกันหน้าตาเฉย เป็นใครมาเห็นเข้าก็ต้องโมโหกันทั้งนั้นแหละ!"
"แล้วจ้าวชิงลงมือหนักแค่ไหนคะแม่? อาการสาหัสหรือเปล่าคะ?"
"ก็ไม่ได้สาหัสอะไรมากหรอก แขนขาไม่ได้หักอะไร มีแค่หน้าตาบวมปูด แล้วก็รู้สึกเหมือนแขนจะหลุดออกจากเบ้านิดหน่อยน่ะ หลังจากนั้นจ้าวเหว่ยก็ถูกคนเรียกตัวมาช่วยจับแยกพวกเขาสองคนออกจากกัน แล้วก็มีจ้าวอ้ายจวินที่คอยช่วยห้ามทัพเอาไว้อีกแรง ลองถ้าเป็นพวกหัวหมอชอบหาเรื่องล่ะก็ เรื่องมันคงจะวุ่นวายยิ่งกว่านี้อีกเยอะ"
ลู่ชิงชิงไม่ได้ถามอะไรต่อ ปล่อยให้เรื่องราวเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยๆ ก็ถือเป็นการสั่งสอนให้หลิวฉางซุ่นหลาบจำซะบ้าง คนเลวทรามแบบนั้น มันสมควรโดนอัดให้น่วมไปเลยถึงจะถูก
[จบบท]