บทที่ 119: ตระกูลอู๋
เจินเจี่ยเอ๋อร์ไร้ลูกหลาน ไร้ญาติขาดมิตร การจัดการศพของนางจึงเรียบง่าย เพียงแค่เปลี่ยนเสื้อผ้า ซื้อโลงศพสักใบ แล้วไหว้วานชาวบ้านในหมู่บ้านให้ช่วยอยู่โยงเฝ้าศพสัก 3 วัน พอครบกำหนดก็นำร่างไปฝังไว้ที่สุสานบรรพชนตระกูลหู ถือเป็นการเสร็จสิ้นพิธี
เซี่ยจือเฟยสั่งให้จูชิงมอบเงิน 100 ตำลึงเงินแก่ผู้จัดการงานศพ พร้อมกำชับอย่างหนักแน่นให้จัดการพิธีศพของเจินเจี่ยเอ๋อร์ให้สมเกียรติที่สุด
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาเยี่ยนซานเหอและเผยเซ่า เขาสื่อสารชื่อสามพยางค์ที่คุ้นหูราวกับเสียงฟ้าผ่าให้ทั้งสองคนได้รับรู้
เยี่ยนซานเหอขมวดคิ้วเข้าหากัน พวกเขาเพิ่งจะพูดถึงอู๋กวนเยวี่ยไปเมื่อครู่นี้เอง คล้อยหลังไม่ทันไร ปมวิญญาณของฮูหยินผู้เฒ่าจี้ก็กลับกลายมามีความเกี่ยวโยงกับชายคนนี้เสียแล้ว ช่างตรงกับที่เจินเจี่ยเอ๋อร์เล่าให้ฟังเลย นี่มันเป็นเวรกรรมอะไรกันแน่!
เผยเซ่าถามด้วยความร้อนรนใจ
"เยี่ยนซานเหอ หลังจากนี้เราจะทำยังไงกันต่อดี?"
หญิงสาวนิ่งเงียบ ไม่ตอบคำถามนั้น
สาเหตุที่เยี่ยนซานเหอเลือกจะเงียบนั้นมีอยู่หลายประการ แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ...
"ข้าไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าปมในใจของฮูหยินผู้เฒ่าจี้ จะเข้าไปพัวพันกับอู๋กวนเยวี่ยได้? ตกลงว่าคนผู้นี้ตายไปแล้ว หรือว่ายังมีชีวิตอยู่กันแน่? แล้วถ้าเขายังไม่ตาย ตอนนี้เขาไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ซอกหลืบไหนล่ะ?"
นางแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย ทอดสายตามองเผยเซ่าด้วยความจนใจ
เผยเซ่าไม่เข้าใจความหมายที่นางสื่อ เขาหันไปมองเซี่ยจือเฟยเพื่อขอคำตอบแทน ชายหนุ่มเพียงแค่มีสีหน้าหม่นหมองลง
"หลังจากเกิดคดีตระกูลเจิ้ง ทั้งหน่วยองครักษ์เสื้อแพรและแคว้นต้าฉีต่างก็พยายามตามหาตัวอู๋กวนเยวี่ยกับลูกชายกันให้ควั่ก แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังคว้าน้ำเหลว ขนาดองครักษ์เสื้อแพรยังหาคนไม่เจอ แล้วนับประสาอะไรกับพวกเราแค่ไม่กี่คนล่ะ..."
สีหน้าของเผยเซ่าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด
"เยี่ยนซานเหอ นี่หมายความว่าถ้าเราหาตัวอู๋กวนเยวี่ยไม่พบ ปมวิญญาณของท่านยายข้าก็จะไม่มีทางคลี่คลายได้เลยใช่ไหม?"
"ปมวิญญาณของฮูหยินผู้เฒ่าคือเจ้าไข่ดำ สุนัขตัวนี้เป็นสิ่งที่นางกับอู๋กวนเยวี่ยช่วยชีวิตเอาไว้ด้วยกัน ถือเป็นของแทนใจก็ว่าได้ พวกเขาสองคนเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก แต่กลับต้องมาพรากจากกันเพราะฐานะทางสังคมที่แตกต่าง ทำให้กลายเป็นตราบาปไปตลอดชีวิต..."
เยี่ยนซานเหอวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใจเย็น
"จากรูปการณ์ในตอนนี้ ปมในใจของฮูหยินผู้เฒ่าเกี่ยวโยงกับอู๋กวนเยวี่ยจริงๆ ถ้าหาเขาไม่เจอ เราก็จะไม่สามารถหาคนมาเป็นผู้จุดธูปได้ ปมวิญญาณนี้ก็จะคลี่คลายไม่ได้เช่นกัน"
"จบสิ้นกัน คราวนี้จบสิ้นแล้วจริงๆ"
เผยเซ่ารู้สึกกลัดกลุ้มใจเป็นอย่างมาก
"นี่มันทางตันชัดๆ เลยนะ!"
"ถ้าเป็นปมตายยังพอเอากรรไกรมาตัดให้ขาดได้ แต่นี่มันคือตรอกตัน เป็นทางตันที่ไม่มีทางออกต่างหาก"
"เซี่ยอู่สือ เจ้าช่วยพูดจาดีๆ ปลอบใจข้าสักประโยคไม่ได้เลยหรือไง?"
เผยเซ่าแทบจะสติแตกอยู่แล้ว
"ไม่ได้"
เซี่ยจือเฟยแค่นยิ้ม
"เผยหมิงถิง เจ้าก็น่าจะรู้ฝีมือของพวกองครักษ์เสื้อแพรดี แถมเครือข่ายข่าวกรองของพวกเขาก็กระจายไปทั่วทุกสารทิศ แน่นอนว่ามันยังมีความเป็นไปได้อยู่อีกทางหนึ่ง"
"ทางไหนล่ะ?"
ชายหนุ่มเน้นย้ำทีละคำ
"คนตายย่อมไม่มีทางหาเจอหรอก"
"ตายไปแล้วเหรอ?"
นี่หมายความว่าความลำบากตรากตรำที่พวกเขาทนสู้ฟันฝ่ากันมาตลอดทาง กลายเป็นเรื่องสูญเปล่าไปแล้วอย่างนั้นหรือ? นี่แปลว่าความโชคร้ายของตระกูลจี้ไม่ได้มีแค่การถูกริบทรัพย์และจับกุมตัวเท่านั้น แต่ยังจะมีเรื่องเลวร้ายตามมาอีกไม่รู้จักจบจักสิ้นงั้นสิ? และนั่นก็หมายความว่า ปรโลกจะไม่ยอมรับดวงวิญญาณของท่านยาย นางจะไม่มีโอกาสได้ไปเกิดใหม่ และต้องทนทุกข์ทรมานเป็นวิญญาณเร่ร่อนไปตลอดกาลอย่างนั้นหรือ?
เผยเซ่ามองหน้าเซี่ยจือเฟยอย่างเลื่อนลอย ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามาในจิตใจ เขาไม่อาจทนเก็บกักความเสียใจเอาไว้ได้อีกต่อไป ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น เอาหน้าผากซบลงบนท่อนขา แล้วเริ่มสะอื้นไห้ออกมาเบาๆ
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันนักหนา... ฮือๆๆ!"
"เผยหมิงถิง เจ้ายังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า?"
เผยเซ่าเงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่เยี่ยนซานเหอด้วยความโกรธ
"เจ้าพูดจาโหดร้ายแบบนี้ออกมาได้ยังไง?"
"ถ้ายังเป็นลูกผู้ชายอยู่ก็ลุกขึ้นมาสิ"
เยี่ยนซานเหอแค่นเสียงเยาะ
"ถึงอู๋กวนเยวี่ยจะตายไปแล้ว เขาจะไม่มีลูกชายหลงเหลืออยู่เลยหรือไง? แล้วถ้าลูกชายไม่อยู่แล้ว เป็นไปได้หรือที่จะไม่มีหลานปู่หลานย่าเหลืออยู่เลยสักคน?"
เผยเซ่าสูดน้ำมูก เสียงของเขาอู้อี้
"แล้วถ้าเกิดเขาไร้ทายาทสืบสกุลขึ้นมาล่ะ?"
"ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยร้องไห้ก็ยังไม่สายหรอกน่า"
"ใครบอกว่าข้าร้องไห้กันเล่า ข้าก็แค่รู้สึกเสียใจเท่านั้นเอง ไม่สิ ความหมายของเจ้าคือ..."
ชายหนุ่มรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนแทบจะไม่ทัน
"...พวกเรายังมีหวังอยู่งั้นสิ?"
"ต่อให้ไม่มีความหวัง เราก็ต้องค้นหามันให้เจอ"
หญิงสาวหันหลังกลับไป สายตาของนางทอดมองไปยังหลี่ปู้เหยียนที่เดินกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้
หญิงสาวผู้มาใหม่ส่ายหน้าเบาๆ
"แม่นางเยี่ยน ข้าลองไปสอบถามชาวบ้านทุกหลังคาเรือนดูแล้ว ไม่พบเบาะแสอะไรเลย"
เยี่ยนซานเหอหยุดใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"หลี่ปู้เหยียน จูชิง หวงฉี"
ทั้งสามคนหันมามองนางเป็นตาเดียว
"เดี๋ยวพวกเจ้าให้หูหย่งไปหาเรือมาสักลำ แล้วพายข้ามไปที่ฝั่งตรงข้ามนะ พวกเจ้าสามคนแยกย้ายกันไปสืบเรื่องราวในอดีตของอู๋กวนเยวี่ยมาให้ได้"
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย
"เขาเป็นกบฏแผ่นดิน การจะสืบเรื่องของเขาคงไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเจ้าใช้เงินฟาดหัวไปเลย มีเงินเสียอย่างย่อมจ้างผีโม่แป้งได้อยู่แล้ว"
"ขอรับ / เจ้าค่ะ!"
"แล้วพวกข้าล่ะ?"
เซี่ยจือเฟยขยับตัว
"พวกข้าต้องทำอะไรบ้าง?"
เยี่ยนซานเหอปรายตามองเผยเซ่าด้วยสายตาเรียบเฉย
"ข้าต้องการให้พวกเจ้ามาช่วยข้าทบทวนเบาะแสกันอีกรอบ"
"เยี่ยนซานเหอ"
เซี่ยจือเฟยลังเลอยู่เล็กน้อย
"ตอนนี้เรามาทำเรื่องพวกนี้ มันจะมีประโยชน์อะไรอีกล่ะ?"
"จะมีประโยชน์หรือไม่มี ก็ต้องลองทำดูก่อนถึงจะรู้"
หญิงสาวหันไปสั่งงานจูชิง
"ทุกคนคงจะหิวกันแล้ว ไปรบกวนให้ชาวบ้านช่วยต้มบะหมี่มาให้สักสี่ห้าชามหน่อยเถอะ อ้อ แล้วก็ฝากใส่ไข่ต้มลงไปในชามของใต้เท้าเผยด้วยนะ"
"ทำไมถึงต้องใส่ไข่ต้มให้ข้าด้วยล่ะ?"
แม้ว่าใต้เท้าเผยจะเพิ่งถูกกระทบกระเทือนจิตใจมาอย่างหนัก แต่เขาก็ไม่ได้อยากทำตัวเป็นคนพิเศษกว่าใคร
"เอาไว้บำรุงสมองเจ้าไงล่ะ"
นี่นางกำลังหลอกด่าว่าเขาโง่อยู่อย่างนั้นหรือ?
"เจ้า..."
ชายหนุ่มเกิดอาการไม่พอใจขึ้นมาทันที
ทว่าเยี่ยนซานเหอกลับทำท่าทางราวกับมองไม่เห็น นางดึงแขนหลี่ปู้เหยียนแล้วหันหลังเดินหนีไปเสียดื้อๆ
เซี่ยจือเฟยมองดูท่าทีขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของสหายรัก แล้วมุมปากของเขาก็กระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่มีเสียง
เจ้าทึ่มเอ๊ย! ที่นางคอยด่าคอยกระตุ้นเจ้าอยู่แบบนี้ ก็เพื่อเป็นการปลอบโยนเจ้าทั้งนั้นแหละ เจ้าโง่!
….
บะหมี่ร้อนๆ ถูกซดจนหมดชามในเวลาอันรวดเร็ว หลี่ปู้เหยียนกับผู้ติดตามอีกสองคนวางชามลง แล้วรีบมุ่งหน้าไปที่ริมแม่น้ำเพื่อขึ้นเรือโดยไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว
เยี่ยนซานเหอเป็นคนสุดท้ายที่กินเสร็จ นางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมปากเบาๆ ก่อนจะยกเก้าอี้ไผ่ไปนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ หญิงสาวค้อมตัวลงเก็บกิ่งไม้เล็กๆ ขึ้นมาขีดเขียนลงบนพื้นดินเป็นตัวอักษรสามคำ
อู๋กวนเยวี่ย
เซี่ยจือเฟยยืนกอดอกพิงต้นไม้อยู่ใกล้ๆ ดวงตาสีดำสนิทของเขาเหลือบมองตัวอักษรบนพื้นดิน ก่อนจะเลื่อนขึ้นมามองใบหน้าของคนเขียน เขาทิ้งช่วงไปพักใหญ่ถึงได้ส่งเสียงทำลายความเงียบ
"เจ้าต้องการให้พวกข้าช่วยทบทวนเบาะแสยังไงบ้างล่ะ?"
"คุณชายสามมีความรู้เรื่องของแคว้นต้าฉีอย่างทะลุปรุโปร่ง แล้วกับผู้ชายที่ชื่ออู๋กวนเยวี่ยล่ะ เจ้ามีความเห็นว่ายังไงบ้าง?"
"แล้วเจ้าอยากจะรู้อะไรล่ะ?"
เยี่ยนซานเหอชะงักไปเล็กน้อย นางช้อนสายตาขึ้นมองเขา จังหวะพอดีที่แสงแดดสาดส่องลอดผ่านกิ่งไม้ใบไม้ลงมา ตกกระทบลงบนใบหน้าของคุณชายสามแห่งตระกูลเซี่ยพอดี ภายใต้แสงและเงา ดวงตาพราวดอกท้อคู่นั้นทอดมองต่ำลง เผยให้เห็นแพขนตาเรียงเส้นสวยงาม
รูปลักษณ์แบบนี้... มิน่าล่ะเจินเจี่ยเอ๋อร์ถึงได้รู้สึกถูกตาต้องใจเขานัก
หญิงสาวรีบเบือนหน้าหนี
"ข้าอยากรู้ทุกอย่างเลย"
"ถ้าจะให้พูดถึงอู๋กวนเยวี่ย ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยถึงราชวงศ์ของแคว้นต้าฉี"
ชายหนุ่มหยุดชะงักคำพูดไปจังหวะหนึ่ง
"แคว้นฉีเป็นเพียงแคว้นเล็กๆ มีเนื้อที่แค่ไม่กี่มณฑล ด้วยความที่เป็นเมืองเล็กนี่แหละ จึงต้องพึ่งพาบารมีของแคว้นใหญ่มาโดยตลอด ใครจะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ก็ล้วนแต่ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของฮ่องเต้แคว้นใหญ่ทั้งสิ้น หากแคว้นใหญ่มีการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ แคว้นต้าฉีเองก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย"
เมื่อเยี่ยนซานเหอได้ฟังถึงตรงนี้ นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ก่อนที่ราชวงศ์เฉินจะขึ้นครองอำนาจ แคว้นนี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์หลี่มาก่อน ในช่วงปลายยุคของราชวงศ์หลี่ เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นบ่อยครั้ง อำนาจการบริหารบ้านเมืองจึงค่อยๆ ตกไปอยู่ในมือของคนตระกูลเฉิน"
เซี่ยจือเฟยอธิบายต่อ
"ตระกูลเฉินทำการก่อกบฏเพื่อโค่นล้มราชวงศ์หลี่ และสถาปนาราชวงศ์เฉินขึ้นมาแทนที่"
"ถ้าอย่างนั้น..."
เยี่ยนซานเหอตั้งข้อสังเกต
"ช่วงเวลาที่ราชวงศ์เฉินขึ้นมาแทนที่ราชวงศ์หลี่ มันก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่แคว้นต้าฮวาของเราก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่แทนราชวงศ์ก่อนใช่ไหม?"
รูม่านตาของเซี่ยจือเฟยหดเกร็งขึ้นมาทันที
"ก็เจ้าเพิ่งจะพูดเองนี่นา ว่าเวลาที่แคว้นใหญ่มีการเปลี่ยนราชวงศ์ แคว้นต้าฉีก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย"
เซี่ยจือเฟยพยักหน้ายอมรับอย่างยากลำบาก
"แล้วยังไงต่อล่ะ?"
"การช่วงชิงแผ่นดินนั้นง่ายดาย แต่การรักษาแผ่นดินเอาไว้นั้นยากยิ่งกว่า หลังจากที่คนตระกูลเฉินได้ขึ้นครองอำนาจอย่างมั่นคง พวกเขาก็ไม่คิดจะพัฒนาบ้านเมือง เอาแต่ลุ่มหลงมัวเมาอยู่กับความสุขสำราญ ซ้ำร้ายยังต้องเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมติดกันหลายปี ชาวบ้านจึงเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก"
เขาเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟังต่อ
"มารดาของอู๋กวนเยวี่ยเป็นองค์หญิงใหญ่ เป็นน้องสาวร่วมสายเลือดของฮ่องเต้เฉิน นางถูกคนในตระกูลเฉินจับคู่ให้แต่งงานกับคนตระกูลอู๋"
"แล้วตระกูลอู๋นี้มีความพิเศษยังไงล่ะ?"
"ก่อนยุคราชวงศ์หลี่ ราชวงศ์ที่ปกครองอยู่ก่อนหน้านั้นก็คือตระกูลอู๋ บรรพบุรุษของพวกเขาก็เคยเป็นถึงฮ่องเต้ มีสายเลือดสูงศักดิ์ไหลเวียนอยู่ในตัว เพียงแต่พอยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน พวกเขาก็ต้องตกต่ำลงไป"
[จบบท]