บทที่ 135: ราชางู
จูชิงตึงเครียดจนแทบไม่กล้าหายใจ
คุณชายสามเซี่ยผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าเขากลับทำท่าทีราวกับไม่รับรู้สิ่งใด ชายหนุ่มพยายามเบิกตาที่เต็มไปด้วยความง่วงงุนให้กว้างขึ้น
"ใต้เท้าของพวกเราได้ยินมาว่ามีมือสังหารโผล่มาอีกแล้ว โกรธจนควันออกหูเลยเชียว ตอนนี้กำลังเขียนจดหมายส่งกลับไปเมืองหลวง ใต้เท้าโจว มือสังหารพวกนั้นใช่กลุ่มชุดดำอีกหรือเปล่า? แล้วพุ่งเป้ามาที่ใต้เท้าของพวกเราอีกใช่ไหม?"
นัยน์ตาของโจวเหยี่ยกลอกกลิ้งไปมาเล็กน้อย ประกายเย็นเยียบสายหนึ่งถูกซ่อนเร้นเอาไว้อย่างมิดชิดทันท่วงที
"ฝากไปบอกใต้เท้าของพวกเจ้าด้วย ว่าคราวนี้มือสังหารพุ่งเป้ามาที่ข้า"
"ใครกันช่างกล้าเทียมฟ้าถึงเพียงนี้?"
เซี่ยจือเฟยแสดงท่าทางเดือดดาล
"แม้แต่ผู้ว่าการเมืองยังกล้าลงมือ ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหนกัน?"
"ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน!"
ใบหน้าของโจวเหยี่ยมืดครึ้มลงฉับพลัน
"เมืองหนานหนิงของพวกเราแม้จะตั้งอยู่ริมชายแดน แต่ชาวบ้านก็มีวิถีชีวิตเรียบง่ายและอยู่อย่างสงบสุขมาตลอด ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเหตุใดช่วงนี้ถึงได้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน"
"ใต้เท้าของพวกเราก็เหมือนกัน ราบรื่นมาตลอดหลายปี ไม่เคยไปล่วงเกินใครที่ไหน ช่วงนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรถึงไม่มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเลย เมื่อวานไปตามหาคนถึงวัดกวนอิมฉาน ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา"
เซี่ยจือเฟยเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างกะทันหัน
"ใต้เท้าโจว ท่านว่าอู๋กวนเยวี่ยกับลูกชายไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนกันแน่? ทำไมถึงต้องคอยตามจองล้างจองผลาญใต้เท้าของพวกเราไม่เลิกราด้วย?"
คุณชายสามของข้า ท่านช่างกล้าถามเสียจริง!
มือของจูชิงที่ไพล่อยู่ด้านหลังสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย หากเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นจะทำอย่างไรกัน?
ภายในห้อง
เยี่ยนซานเหอซึ่งแนบหูฟังอยู่หลังบานประตูถึงกับร้องตะโกนชมเชยอยู่ในใจ
การอ้างว่าใต้เท้าเผยกำลังเขียนจดหมายส่งเมืองหลวง ก็เพื่อให้โจวเหยี่ยรู้จักชั่งน้ำหนักและรู้กาลเทศะ
ส่วนการเป็นฝ่ายชิงเอ่ยชื่ออู๋กวนเยวี่ยกับลูกชายขึ้นมาก่อน ก็เพื่อเป็นการข่มขวัญคู่ต่อสู้ให้ได้เปรียบ!
โจวเหยี่ยจ้องมองใบหน้าของเซี่ยจือเฟยอย่างเงียบงัน
"พวกเจ้าแน่ใจได้อย่างไร ว่ามือสังหารพวกนั้นเป็นคนที่อู๋กวนเยวี่ยกับลูกชายส่งมา?"
"ถ้าไม่ใช่พวกนั้น แล้วจะมีใครที่ไหนอีก?"
เซี่ยจือเฟยนวดคลึงขมับของตนเอง เผยสีหน้าเหลือเชื่อออกมาอย่างชัดเจน
"ใต้เท้าโจว ท่านคิดว่าจะเป็นใครได้อีกล่ะ?"
ถ้อยคำเหล่านั้นลอยล่องผ่านสายลมยามค่ำคืนเข้ามา คราวนี้เป็นหัวใจของเยี่ยนซานเหอที่กระตุกวาบอย่างรุนแรง
คำพูดแบบนี้เขาก็ยังกล้าถามออกไปอีกหรือ?
ทำไมเขาถึงจะไม่กล้าล่ะ?
เผยเซ่ายังพูดตกหล่นไปข้อหนึ่ง เวลาที่เซี่ยจือเฟยดื่มสุราจนเมามายนั้น นอกจากจะชอบออดอ้อนและหาเรื่องโวยวายแล้ว เขายังใจกล้าบ้าบิ่นขึ้นอีกเป็นกอง
ความใจกล้าบ้าบิ่นในยามปกติคงไม่ก่อให้เกิดผลดีอันใด
ทว่าในเวลานี้และสถานการณ์เช่นนี้ กลับเทียบได้กับการที่ขงเบ้งกำลังเปิดเมืองว่างเปล่าเพื่อลวงสุมาอี้อย่างไรอย่างนั้น
โจวเหยี่ยทอดสายตามองรอยยิ้มที่คล้ายจะหยอกเย้าของเซี่ยจือเฟย ความรู้สึกหนาวเหน็บก็แทรกซึมเข้าเกาะกุมจิตใจ
อีกฝ่ายดูมั่นใจเกินไป เยือกเย็นเกินไป ทั้งยังแฝงความหยิ่งผยองราวกับมีไพ่ตายซ่อนอยู่อย่างเปิดเผย
เขาย่อมรู้ดีถึงฐานะที่แท้จริงของชายหนุ่มตรงหน้า บุตรชายคนที่สามอันเป็นที่รักยิ่งของเซี่ยเต้าจือมหาเสนาบดี ทั้งยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเมืองฝั่งเหนืออีกด้วย
หลังจากความคิดในหัวของโจวเหยี่ยหมุนวนไปมาหลายตลบ เขาก็ดัดเสียงให้ราบเรียบ
"เรื่องราวทุกอย่างย่อมต้องมีวันกระจ่าง ฝากไปบอกใต้เท้าของเจ้าด้วยว่า..."
"ใต้เท้าเข้ามาดื่มชาก่อนสิ"
เซี่ยจือเฟยพูดแทรกขึ้นมาอย่างเสียมารยาท พร้อมกับแค่นหัวเราะ
"ยังไงเสียใต้เท้าของพวกเราก็กำลังนอนไม่หลับอยู่พอดี มีเรื่องอะไรก็ถือโอกาสเข้าไปคุยกันต่อหน้าเลยสิ"
ชายหนุ่มก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว แล้วผายมือออกเป็นเชิงเชิญชวน
หัวคิ้วของโจวเหยี่ยกระตุกขึ้นมาทันที เขารีบปรายตามองจูชิงที่ยืนอยู่เบื้องหลังเซี่ยจือเฟยอย่างรวดเร็ว
"เปิ่นกวนยังมีธุระอื่นต้องไปจัดการ รบกวนฝากไปบอกใต้เท้าเผยด้วย ว่าเกรงว่ามือสังหารอาจจะยังกบดานอยู่ในที่ทำการ ค่ำคืนนี้ขอให้ระมัดระวังตัวให้จงหนัก"
"ใต้เท้าเหน็ดเหนื่อยแล้ว ข้าจะนำความไปบอกอย่างแน่นอน"
เซี่ยจือเฟยประสานมือคารวะ รอจนกระทั่งคนกลุ่มนั้นเดินจากไปจนสุดสายตา ร่างกายของเขาก็โอนเอนไปมา ก่อนจะทิ้งตัวลงอย่างอ่อนระโหยโรยแรง
"จูชิง รีบมาประคองคุณชายของเจ้าที"
จูชิงรีบถลันตัวเข้าไปหา
"คุณชายเป็นอะไรไปหรือขอรับ?"
"ข้าขาอ่อน"
"ท่าทางของคุณชายเมื่อครู่นี้..."
"แกล้งทำทั้งนั้นแหละ!"
สัญชาตญาณของมนุษย์ย่อมเป็นสิ่งที่ซื่อตรงที่สุด
เสี้ยววินาทีที่บานประตูเปิดออก จิตสังหารที่แผ่ซ่านเข้ามาปะทะใบหน้าแม้จะบางเบา ทว่าก็ทำให้เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายขึ้นมาเต็มแผ่นหลังด้วยความหวาดหวั่น
เซี่ยจือเฟยก้มหน้าลงพร้อมกับหอบหายใจเข้าออกอย่างหนักหน่วง
"ปิดประตู ลงกลอน แล้วกลับเข้าห้อง"
....
ผ่านเรื่องราวระทึกขวัญมาถึงเพียงนี้ ใครเล่าจะยังมีอารมณ์ข่มตาหลับลงได้อีก
สถานการณ์ในตอนนี้เปรียบเสมือนฝูงแกะหกตัวที่กำลังติดอยู่ในคอก โดยมีฝูงหมาป่าหิวโซรายล้อมอยู่ภายนอก และไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าพวกมันจะบุกเข้ามาขย้ำเหยื่อเมื่อใด
"คนกลุ่มนั้นที่โจวเหยี่ยพามาด้วยเมื่อครู่ ข้าไม่เคยเห็นหน้าค่าตาในที่ทำการมาก่อนเลยสักคนเดียว"
เซี่ยจือเฟยซึ่งสร่างเมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วกลับมามีสติสัมปชัญญะครบถ้วน เยือกเย็นจนแตกต่างไปจากท่าทีไม่เอาไหนในยามปกติอย่างสิ้นเชิง
"ถึงแม้คนพวกนั้นจะพยายามซ่อนจิตสังหารเอาไว้ แต่ข้าก็มั่นใจว่าฝีมือของพวกเขาต้องไม่ธรรมดาแน่นอน อีกทั้งอาวุธที่พวกเขาใช้ก็คือดาบใหญ่"
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นกลุ่มชายชุดดำในป่าพวกนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย"
"เอาล่ะ!"
เผยเซ่ายิ้มขื่น
"ตั้งใจจะล่อภูตผีให้ปรากฏตัว แต่กลับกลายเป็นว่าแหวกหญ้าให้ราชางูตื่นขึ้นมาเสียได้ แถมยังเป็นงูที่มีพิษร้ายแรงที่สุดเสียด้วย"
"คุณชายขอรับ!"
หวงฉีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและหวาดหวั่น
"ข้าคิดยังไงก็คิดไม่ออก ถ้าใต้เท้าโจวมีส่วนเกี่ยวข้องกับอู๋กวนเยวี่ยกับลูกชายจริงๆ แล้วเขาขึ้นมาเป็นผู้ว่าการเมืองหนานหนิงได้ยังไงกัน?"
คำถามนี้ช่างแทงใจดำเผยเซ่าเข้าอย่างจัง
ตามที่เขารู้มา ขุนนางในราชสำนัก โดยเฉพาะขุนนางที่ประจำการอยู่ตามชายแดน ทุกปีจะต้องเดินทางกลับเข้าเมืองหลวงเพื่อรายงานตัว และขั้นตอนการประเมินผลงานปลายปีก็เข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง
แล้วคนผู้นี้แทรกซึมเข้ามาได้อย่างไรกัน?
พวกขุนนางในกรมลี่บู้ตาบอดกันไปหมดแล้วหรืออย่างไร ถึงได้ทำงานสู้สตรีอย่างเยี่ยนซานเหอไม่ได้เลยสักนิด
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เผยเซ่าก็ลอบมองเยี่ยนซานเหออย่างรวดเร็ว
ช่างเถอะ!
แต่งนางเข้าจวนไปก็แล้วกัน!
ได้คนแบบนี้มาเป็นภรรยา คงช่วยปกป้องจวนให้ปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้ายได้!
เขากระแอมไอขึ้นมาเบาๆ
"เรื่องที่โจวเหยี่ยแฝงตัวเข้ามาได้อย่างไรนั้นเอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง ตอนนี้สิ่งที่เราต้องช่วยกันขบคิดก็คือ..."
"สิ่งที่เราต้องคิดก็คือ โจวเหยี่ยเป็นคนของแคว้นต้าฮวา หรือเป็นคนของแคว้นต้าฉีกันแน่?"
เยี่ยนซานเหอเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"และต้องคิดให้ออกด้วยว่า เขากับอู๋กวนเยวี่ยและลูกชายมีความสัมพันธ์อะไรกัน? ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เราจะง้างปากเขาเพื่อลากตัวอู๋กวนเยวี่ยกับลูกชายออกมาได้อย่างไรต่างหาก"
คำพูดเหล่านี้ทำให้ทุกคนที่ได้ฟังรู้สึกหนาวเยือกในใจ โดยเฉพาะเซี่ยจือเฟยและเผยเซ่า
หากโจวเหยี่ยเป็นคนของแคว้นต้าฉีจริงๆ...
นั่นย่อมไม่ต่างอะไรกับการสร้างพายุคาวเลือดลูกใหญ่ให้ก่อตัวขึ้นในแวดวงขุนนางอย่างแน่นอน ไม่ว่าใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันกับเขาย่อมไม่มีทางพบจุดจบที่ดี
แต่ถ้าโจวเหยี่ยไม่ได้เป็นคนของแคว้นต้าฉี...
การที่ขุนนางแคว้นต้าฮวาลักลอบติดต่อกับเชื้อพระวงศ์ต่างแคว้นที่กำลังหลบหนี ข้อหานี้ย่อมหนักหนาเทียบเท่ากับการก่อกบฏทรยศบ้านเมือง
เผยเซ่าสะดุ้งสุดตัว
"หวงฉี เจ้าออกไปเฝ้าอยู่ตรงลานบ้านนะ อย่าปล่อยให้แมลงวันบินรอดเข้ามาได้แม้แต่ตัวเดียว"
หวงฉียังไม่ทันจะได้ขานรับ ก็มีเสียงของจูชิงและหลี่ปู้เหยียนดังประสานขึ้นมาพร้อมกัน
"ข้าไปด้วย!"
เผยเซ่ารู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที
"ห้องนี้มันคับแคบจนยัดพวกเจ้าไม่ลงแล้วหรือไง?"
"คุณชายเผย หวงฉีคนเดียวคงหูตาไวไม่พอหรอกขอรับ"
"ใต้เท้าเผย มีแค่หวงฉีกับจูชิงสองคนก็ยังหูตาไวไม่พอหรอก"
เผยเซ่านิ่งเงียบไป
เมื่อคนในห้องหายไปถึงสามคน บรรยากาศก็ยิ่งดูอึดอัดหนักอึ้งมากยิ่งขึ้นไปอีก
ไม่เพียงแค่อึดอัดเท่านั้น ทว่ายังร้อนอบอ้าว น้ำแข็งในอ่างที่วางอยู่ตรงมุมห้องละลายกลายเป็นน้ำไปจนหมดสิ้นแล้ว ซ้ำหน้าต่างยังปิดสนิท ความร้อนรุ่มจึงยิ่งทวีคูณ
เซี่ยจือเฟยลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปเปิดหน้าต่าง จากนั้นก็หยิบพัดใบลานที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมาโบกพัดไปมาอย่างเชื่องช้า
สายลมเย็นพัดโชยเข้ามา ความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านในใจของเยี่ยนซานเหอถึงได้คลายลงไปบ้าง
เซี่ยจือเฟยปรายตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะขยับพัดในมือให้เอนไปทางหญิงสาวอย่างแนบเนียน แล้วค่อยๆ เอ่ยทำลายความเงียบ
"โจวเหยี่ยจะเป็นคนของแคว้นไหน แล้วเขามีความสัมพันธ์อะไรกับอู๋กวนเยวี่ยและลูกชาย สองเรื่องนี้พวกเราพักเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน มาคุยกันเรื่องที่ว่าจะจัดการกับโจวเหยี่ยยังไง จะง้างปากเขายังไง แล้วจะหาตัวอู๋กวนเยวี่ยกับลูกชายเจอได้ยังไง นี่แหละคือหัวใจสำคัญที่สุด"
"เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?"
"ข้า..."
เซี่ยจือเฟยถึงกับสะอึกไปชั่วขณะ
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน"
เยี่ยนซานเหอไม่อยากเสียเวลาไปเปล่าๆ นางลุกขึ้นไปหยิบกระดาษมาสามแผ่น
"พวกเราต่างคนต่างเขียนวิธีของตัวเองลงไป"
"เยี่ยนซานเหอ ก่อนหน้านี้เจ้าเป็นคนตัดสินใจมาตลอดไม่ใช่หรือ?"
"สถานการณ์เดินทางมาถึงจุดนี้แล้ว จะเดินหมากพลาดไปแม้แต่ก้าวเดียวไม่ได้เด็ดขาด ถ้าพลาดขึ้นมา ดีไม่ดีพวกเราทั้งหกคนอาจจะต้องมาทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นี่"
เยี่ยนซานเหอตวัดสายตามองเซี่ยจือเฟย
"ระมัดระวังตัวเอาไว้หน่อยก็ดี นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป วิธีของใครเข้าท่าที่สุด ก็ให้คนนั้นเป็นคนตัดสินใจ!"
"ข้าเห็นด้วย!"
[จบบท]