บทที่ 147: เรื่องเล่า (3)
"เรื่องความยุติธรรมอะไรนั่น บนโลกใบนี้ไม่เคยมีอยู่จริงหรอกนะ"
เซี่ยจือเฟยที่ปิดปากเงียบมาตลอดจู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แววตาของเขาเยือกเย็นลงหลายส่วน
"ตอนที่แคว้นต้าฉีของพวกเจ้าถูกแคว้นอื่นรังแก ก็เป็นแคว้นต้าฮวาของพวกข้าไม่ใช่หรือที่ส่งกองทัพไปช่วยสู้รบขับไล่ข้าศึกให้พ้นทาง ทหารที่ต้องสละชีพในสมรภูมิก็คือคนของแคว้นต้าฮวา เงินทองที่ต้องสูญเสียไปก็ล้วนมาจากท้องพระคลังของแคว้นต้าฮวาทั้งสิ้น"
เอาเถอะ คุณชายสามคนดีของข้า เจ้าจะพูดให้น้อยลงสักประโยคมันจะตายหรืออย่างไร ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพ่นเรื่องไร้สาระอะไรออกมา เจ้าก็แค่พยักหน้าเออออตามน้ำไปก่อนไม่ได้หรือไง
เผยเซ่ารีบยื่นเท้าไปสะกิดขาเซี่ยจือเฟยใต้โต๊ะทันที
ทว่าเซี่ยจือเฟยกลับไม่สนใจใยดีเลยสักนิด เขายังคงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"หากไม่มีผู้เสียสละ แล้วจะได้มาซึ่งชัยชนะได้อย่างไร? การเป็นคน หากยืนหยัดด้วยตัวเองไม่ได้ ก็อย่าไปโทษว่าคนอื่นมารังแกเลย สำหรับเรื่องของแว่นแคว้นและบ้านเมืองก็ใช้หลักการเดียวกันนี่แหละ"
เซี่ยอู่สือ ข้าแทบจะคุกเข่ากราบเจ้าอยู่แล้วนะ
เผยเซ่ารีบหันไปปั้นหน้าระรื่นส่งยิ้มให้อู๋ซูเหนียน
"เจ้าอย่าไปถือสาเขาเลยนะ หมอนี่ก็เป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว..."
"พูดได้ดี!"
อู๋ซูเหนียนตวาดเสียงดังลั่น ใบหน้าที่เคยซีดเซียวพลันแดงก่ำขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
"ประโยคนี้ท่านพ่อก็เคยพูดกับข้าเหมือนกัน เหมือนกันทุกคำเลยล่ะ"
คราวนี้กลับกลายเป็นเซี่ยจือเฟยที่ต้องตกใจขึ้นมาบ้าง
"จวนองค์หญิงใหญ่ถูกล้อมรอบด้วยกำแพงสูงตระหง่าน เวลาจะออกไปไหนมาไหนก็มีองครักษ์คอยติดตามอารักขาตลอดเวลา สิ่งที่เห็นก็ล้วนเป็นแต่สิ่งดีงาม สิ่งที่ได้ยินก็มีแต่คำพูดประจบสอพลอ หากจะใช้คำพูดของท่านพ่อมาอธิบาย ก็คงต้องบอกว่ามันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรืองและสวยงามราวกับภาพฝัน"
อู๋ซูเหนียนหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย
"ทว่าเมื่ออยู่ที่ถนนสายเก่า ริมแม่น้ำเป่ยชาง ท่านพ่อกลับได้มองเห็นอีกด้านหนึ่งของโลกมนุษย์ใบนี้"
ที่นั่นมีเด็กตัวน้อยที่หิวโหยจนต้องแย่งเศษอาหารกับสุนัข ต้องแทะเปลือกไม้ประทังชีวิต
มีชายชราที่เจ็บไข้ได้ป่วยจนถูกคนในครอบครัวรังเกียจ ทำได้เพียงตะเกียกตะกายพาตัวเองเข้าไปนอนรอความตายอย่างโดดเดี่ยวในป่าลึก
มีหญิงสาวที่ออกมายืนดักรอลูกค้าอยู่ริมถนน แม้ร่างกายจะส่งกลิ่นเหม็นคาวสกปรก แต่นางก็ยังหวังจะใช้เรือนร่างของตนเองแลกกับเศษเงินสักเล็กน้อย เพื่อนำไปซื้ออาหารประทังชีวิตให้ลูกน้อยที่รอคอยอยู่ที่บ้าน
มีชายฉกรรจ์วัยสามสิบเศษยอมคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้น ร้องไห้อ้อนวอนขอความเมตตาจากขุนนางผู้ทรงอำนาจ ให้ปล่อยตัวลูกสาวที่มีหน้าตาสะสวยของตนไป
ความติดค้างในใจของผู้คนมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น หรือโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้าเพราะผลกรรม แต่ไม่มีความเลวร้ายใดที่จะเทียบเคียงกับความเป็นจริงอันแสนโหดร้ายของโลกมนุษย์ใบนี้ได้เลย
"ท่านพ่อเคยบอกข้าว่า การเป็นขุนนางไม่จำเป็นต้องไปอ่านตำราของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไร้สาระพวกนั้นหรอก เพียงแค่มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนนสายเก่า และแม่น้ำเป่ยชาง ก็เพียงพอที่จะสอนให้รู้แล้วว่าควรจะทำหน้าที่ขุนนางอย่างไร ในฐานะของผู้ปกครองบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์อู๋ ราชวงศ์หลี่ หรือราชวงศ์เฉิน ตราบใดที่ถนนสายเก่าและแม่น้ำเป่ยชางยังคงมีสภาพเช่นนี้ การปกครองของพวกเขาก็ไม่มีวันยืนยาวได้หรอก"
ประโยคเหล่านี้ช่างลึกซึ้งเหลือเกิน
เผยเซ่าใช้เท้าสะกิดเซี่ยจือเฟยอีกครั้ง พี่น้อง มองไม่ออกเลยนะว่าอู๋กวนเยวี่ยผู้นี้จะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลถึงเพียงนี้
เซี่ยจือเฟยปรายตามองเขาแวบหนึ่ง พร้อมกับส่งรอยยิ้มหยันกลับไป
"สองพ่อลูกอาศัยอยู่ที่ถนนสายเก่ามานานหลายปี ทุกๆ ปีองค์หญิงใหญ่จะส่งคนมารับพวกเขากลับเมืองหลวง แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับไปทุกครั้ง จนกระทั่งปีที่ท่านพ่ออายุครบสิบแปดปี องค์หญิงใหญ่ก็ยื่นคำขาด สั่งให้สองพ่อลูกเดินทางกลับเมืองหลวงทันที"
เดี๋ยวก่อน!
ฮูหยินผู้เฒ่าจี้กับอู๋กวนเยวี่ยมีอายุห่างกันสองปี ฮูหยินผู้เฒ่าจี้เดินทางออกจากอำเภอถงซิงตอนอายุสิบหกปี หากอู๋กวนเยวี่ยเดินทางออกจากถนนสายเก่าตอนอายุสิบแปดปี นั่นก็แปลว่าช่วงเวลาของพวกเขาสองคนแทบจะเหลื่อมล้ำกันเพียงนิดเดียวเท่านั้น
เยี่ยนซานเหอแอบจดจำรายละเอียดนี้เอาไว้ในใจ
"เมื่อเห็นว่าท่านปู่ไม่ยอมกลับเมืองหลวง ท่านพ่อจึงเขียนจดหมายไปต่อรองกับองค์หญิงใหญ่ สุดท้ายเขาก็ต้องยอมแลกด้วยการเข้ารับราชการในราชสำนัก เพื่อปกป้องอิสรภาพของท่านปู่ให้ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ถนนสายเก่าต่อไป"
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ แม้น้ำเสียงของอู๋ซูเหนียนจะยังคงราบเรียบ แต่จังหวะการหายใจของเขากลับเริ่มไม่คงที่
"ท่านพ่อเป็นคนชอบอ่านบันทึกประวัติศาสตร์ มีความรู้กว้างขวางทั้งเรื่องในอดีตและปัจจุบัน อีกทั้งยังมีสายเลือดของสองราชวงศ์ไหลเวียนอยู่ในกาย เขาไม่ได้ขาดแคลนความทะเยอทะยานและเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิง เมื่อบวกกับเส้นสายอำนาจที่องค์หญิงใหญ่สั่งสมมานานหลายปี ในเวลาไม่นาน เขาก็สามารถสร้างผลงานจนโดดเด่นในราชสำนักได้สำเร็จ ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกแน่นแฟ้นที่สุด ท่านพ่อถึงขนาดยอมแต่งงานกับท่านแม่ตามความต้องการขององค์หญิงใหญ่เลยทีเดียว"
"เดี๋ยวก่อน!"
เผยเซ่าทนเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป เขาแทรกขึ้นมาเสียงดัง
"ตกลงว่าเรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฮูหยินผู้เฒ่าของตระกูลข้าเลยใช่ไหม?"
"คุณชายเผย ข้าบอกไปแล้วว่าเรื่องของฮูหยินผู้เฒ่าข้าจะเล่าให้ฟังในภายหลัง"
อู๋ซูเหนียนมองสบตาเขาตรงๆ
"ต้องเล่าที่มาที่ไปให้กระจ่างแจ้งเสียก่อน เจ้าถึงจะเข้าใจได้ว่าทำไมพวกเขาสองคนถึงมีวาสนาต่อกันแต่กลับไร้บุพเพ"
เผยเซ่าสะอึกไปชั่วขณะ ยอมปิดปากเงียบลงอย่างว่าง่าย
"ท่านแม่ของข้า..."
อู๋ซูเหนียนเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาของเขาหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด
"อันที่จริงนางน่าสงสารมาก นางเป็นสตรีที่องค์หญิงใหญ่เลือกมาด้วยตัวเอง เป็นผู้ที่มีความรู้ กิริยามารยาทงดงาม เรียบร้อย อ่อนหวาน และมีหน้าตาสะสวยมาก แต่นางกลับไม่เคยได้เข้าไปอยู่ในหัวใจของท่านพ่อเลยแม้แต่วันเดียว ทุกคืนนางจะออกมายืนรออยู่ที่หน้าประตูเรือน ทอดสายตามองไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินสีเขียว เฝ้ารอให้ท่านพ่อเดินกลับมาหา แต่คนที่น่าสงสารยิ่งกว่าท่านแม่ก็คือบรรดาอนุภรรยาทั้งหลาย หลังจากที่พวกนางร่วมหลับนอนกับท่านพ่อแล้ว ก็จะมีคนนำยาห้ามครรภ์มาให้พวกนางดื่มเสมอ"
นี่มันเพราะอะไรกัน?
คนโบราณเชื่อว่าการมีลูกหลานสืบสกุลมากๆ ถือเป็นเรื่องประเสริฐไม่ใช่หรือ?
เยี่ยนซานเหอรู้สึกสับสนเป็นอย่างยิ่ง
"เป็นเพราะท่านพ่อของเจ้าคิดว่าพวกนางไม่มีค่าพอที่จะอุ้มช้องสายเลือดของเขาอย่างนั้นหรือ?"
"ความคิดของแม่นางเยี่ยนเหมือนกับสิ่งที่ข้าเคยคิดเอาไว้ในอดีตเลยล่ะ จนกระทั่งต่อมา เมื่อข้าโตพอที่จะพูดคุยกับท่านพ่อได้เหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่ง เขาถึงได้ยอมบอกเหตุผลให้ข้าฟัง เขาบอกว่า..."
อู๋ซูเหนียนเอ่ยถ้อยคำแต่ละคำออกมาอย่างใจเย็น
"ชีวิตของข้าถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องพบเจอกับจุดจบที่ไม่สวยงามนัก การที่ข้าดึงเจ้ามาเกิดบนโลกใบนี้ก็ถือเป็นความเห็นแก่ตัวของข้ามากพอแล้ว เหตุใดข้าจะต้องสร้างวิญญาณเร่ร่อนเพิ่มขึ้นมาอีกเล่า"
เขาคิดแบบนี้จริงๆ หรือ?
เยี่ยนซานเหอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
อู๋กวนเยวี่ยที่ก้าวเดินออกมาจากถนนสายเก่า ได้กลายเป็นอู๋กวนเยวี่ยคนใหม่ที่ผลัดเปลี่ยนกระดูกไปจนสิ้น เขาติดตามองค์หญิงใหญ่กลับเมืองหลวง เข้ารับราชการ แต่งงานมีครอบครัว และไต่เต้าขึ้นเป็นขุนนางใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล... ทว่าภายในใจของเขากลับมีเป้าหมายบางอย่างที่ไม่มีใครสามารถสั่นคลอนได้ซ่อนอยู่
อู๋ซูเหนียนสังเกตเห็นสีหน้าตกตะลึงของคนทั้งสาม ความรู้สึกภาคภูมิใจและยินดีที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้พลันก่อตัวขึ้นในใจ
นี่แหละคือท่านพ่อของเขา บุรุษเพียงคนเดียวที่เขาเคารพรักและเทิดทูนมาตลอดทั้งชีวิต
"เมื่อกาลเวลาผ่านไป อำนาจของท่านพ่อก็ยิ่งแผ่ขยายกว้างใหญ่ไพศาลมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ฮ่องเต้เฉินองค์ก่อนสวรรคต ฮ่องเต้องค์ใหม่ที่ขึ้นครองราชย์กลับมีพระชนมายุเพียงสิบสองชันษาเท่านั้น พระองค์จึงทรงพึ่งพาท่านพ่อของข้าเป็นอย่างมาก เมื่อเล่ามาถึงจุดนี้ ข้าก็คงต้องเอ่ยถึงตระกูลเฉินเสียหน่อย"
อู๋ซูเหนียนสูดลมหายใจเข้าลึก
"ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำสาปที่ปกคลุมแผ่นดินต้าฉีแห่งนี้หรือเปล่า ทุกคนที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด เมื่อใดที่พวกเขาสามารถรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นและกำจัดเสี้ยนหนามไปจนหมดสิ้น พวกเขาก็จะเริ่มทำตัวมักใหญ่ใฝ่สูง ไม่รู้จักพอ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่งดงามและอาหารเลิศรสก็ยังไม่เพียงพอ งานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยสุราและเนื้อสัตว์ก็ยังไม่พอใจ การมีภรรยาและอนุภรรยามากมายก็ยังไม่ตอบสนองความต้องการ ตระกูลอู๋ของเราเคยเป็นเช่นนี้ ตระกูลหลี่ก็เป็นเช่นนี้ และเมื่อมาถึงตระกูลเฉิน ทุกอย่างก็ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก พวกเขาแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น หลงใหลในความหรูหราฟุ่มเฟือย แม้แต่ท่านย่าของข้าที่เป็นองค์หญิงใหญ่ที่แต่งงานออกไปแล้ว ก็ยังพยายามจะกุมอำนาจเอาไว้ในมือของตัวเองให้จงได้"
ในขณะนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงแค่นหัวเราะดังมาจากทางหน้าประตู
"นี่มันไม่ใช่คำสาปอะไรหรอกนะ แต่มันคือปมในใจของมนุษย์ต่างหาก และปมในใจที่ว่านี้ก็มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า... ความปรารถนา"
ทุกคนในลานเรือนต่างสะดุ้งตกใจ
โดยเฉพาะอู๋ซูเหนียน เขาแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าคำพูดที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งเช่นนี้จะหลุดออกมาจากปากของสาวใช้คนหนึ่ง
เยี่ยนซานเหอหันไปมองหลี่ปู้เหยียน
คำพูดที่ดูคมคายแบบนี้นางคงคิดเองไม่ได้หรอก จะต้องเป็นคำพูดที่หลี่โหยวผู้เป็นมารดาเคยสอนเอาไว้แน่ๆ
"แม่นางพูดได้ถูกต้องทีเดียว มันคือความปรารถนา ความปรารถนาในอำนาจ และความปรารถนาก็เปรียบเสมือนหุบเหวลึกที่ไม่มีวันถมให้เต็มได้ หลังจากที่ท่านพ่อกลายเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เขาก็เริ่มลงมือปฏิรูปราชสำนักอย่างเด็ดขาด ทุกนโยบายที่เขาผลักดันออกมาล้วนพุ่งเป้าไปที่การลิดรอนอำนาจของตระกูลเฉินทั้งสิ้น สิ่งนี้ทำให้เขากลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของตระกูลเฉิน ความขัดแย้งลุกลามจนถึงขั้นไม่สามารถอยู่ร่วมโลกกันได้ ตระกูลเฉินเกลียดชังเขาเข้ากระดูกดำ ถึงขนาดส่งมือสังหารมาลอบทำร้ายท่านพ่ออยู่หลายต่อหลายครั้ง"
[จบบท]