บทที่ 158: โทสะ
เส้นทางมุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวงเต็มไปด้วยความร้อนรนใจ รถม้าทั้งสองคันควบตะบึงไปเบื้องหน้าแทบจะตลอดทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ยอมหยุดพัก เมื่อจูชิงบังคับรถม้าจนเหนื่อยล้าก็จะสลับให้คุณชายสามมาทำหน้าที่แทน ฝั่งของหวงฉีเมื่อเหน็ดเหนื่อยจากการบังคับรถม้าก็จะสลับให้หลี่ปู้เหยียนมารับช่วงต่อ หากม้าเหนื่อยล้าเมื่อเดินทางไปถึงสถานีม้าเร็วก็จะสับเปลี่ยนม้าตัวใหม่ทันที
สิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสะเทือนใจจนสวรรค์ยังต้องหลั่งน้ำตาคือโครงรถม้าที่เหล่าพระสงฆ์ร่วมแรงร่วมใจกันประกอบขึ้นมาด้วยสองมือ แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูเรียบง่ายหยาบกระด้างไปบ้าง ทว่าความแข็งแรงทนทานกลับไม่ใช่เรื่องล้อเล่น การเดินทางรอนแรมผ่านเส้นทางมาเกินกว่าครึ่งกลับไม่มีทีท่าว่าจะพังทลายลงมาเลยแม้แต่น้อย ทว่าสภาพร่างกายของผู้คนบนรถม้ากลับแทบจะแหลกเหลวเป็นชิ้นก้อน
ใต้เท้าเผยเอาแต่ขดตัวอยู่ภายในรถม้าตลอดทั้งวัน หากอ้างอิงจากคำพร่ำบ่นของเจ้าตัวคือถูกความโคลงเคลงของรถม้ากระแทกกระทั้นจนเหลือเพียงลมหายใจรวยรินใกล้ตาย เยี่ยนซานเหอเองก็ขดตัวอยู่ภายในรถม้าเช่นเดียวกัน นอกจากการนอนหลับพักผ่อนแล้วนางก็ไม่ได้ทำสิ่งใดอีก ดูคล้ายกับว่านางต้องการชดเชยเวลานอนที่ขาดหายไปตลอดสองเดือนที่ผ่านมาให้เต็มอิ่ม
บุคคลที่มีพฤติกรรมผิดแผกไปจากปกติมากที่สุดตลอดการเดินทางในครั้งนี้คือเซี่ยจือเฟย เขาพูดน้อยลง กินอาหารน้อยลง ใบหน้าหล่อเหลาดูอิดโรยและหม่นหมอง จูชิงลอบมองภาพนั้นพลางรู้สึกปวดใจอยู่ลึกๆ เขาแอบรำพึงรำพันในใจว่าเมื่อสองเดือนก่อนคุณชายสามของเขายังดูสง่างามมีชีวิตชีวาอยู่เลย ยามยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน รูปร่างหน้าตาล้วนโดดเด่นสะดุดตา ไม่ว่าจะเป็นสตรีดรุณีแรกรุ่นหรือหญิงที่แต่งงานแล้วต่างก็ต้องเหลียวมองด้วยความชื่นชม ทว่าเวลานี้กลับมีสภาพไม่ต่างจากคนป่า
ไม่เพียงแต่มีสภาพคล้ายคนป่าเท่านั้น วาทศิลป์อันยอดเยี่ยมที่เคยใช้พูดจาหยอกล้อก็มลายหายไปจนสิ้น กลายเป็นคนที่ปิดปากเงียบสนิท ไม่ว่าเผยเซ่าจะพยายามพูดจาแหย่เล่นมากเพียงใด เขาก็จะตอบกลับมาเพียงคำเดียว
ร่างสูงตวัดสายตามองดุดัน
“ไสหัวไป”
หลี่ปู้เหยียนสังเกตเห็นท่าทีเหล่านั้น เมื่อถึงเวลาพักผ่อนนางจึงลอบดึงแขนเสื้อของจูชิงแล้วกระซิบถาม
"ปกติแล้วคุณชายสามของเจ้ามีวิธีระบายความอึดอัดอย่างไร หรืออยากให้ข้าช่วยหาใครสักคนมาระบายความหงุดหงิดระหว่างทางดีหรือไม่?"
จูชิงฟังแล้วหน้าแดงเถือกไปจนถึงใบหู เขาลอบก่นด่าในใจว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน มีสตรีดีๆ ที่ไหนเขามาถามเรื่องพรรค์นี้กันบ้าง
ยี่สิบห้าวันให้หลังในยามเย็นที่แสงตะวันกำลังจะลาลับขอบฟ้า รถม้าทั้งสองคันราวกับนัดหมายกันไว้ล่วงหน้า เสียงแตกหักของล้อรถม้าทั้งสี่ดังลั่นขึ้นพร้อมกันก่อนจะพังทลายลง พวกเขาทั้งหกคนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทิ้งรถม้าแล้วเปลี่ยนมาขี่ม้าแทน
หลังจากขี่ม้าไปได้เพียงไม่นาน สถานีม้าเร็วที่พวกเขาเคยแวะพักค้างแรมก็ปรากฏให้เห็นอยู่ไกลๆ และสถานที่แห่งนี้เองที่พวกเขาถูกโจวเหยี่ยขโมยเงินไปจนหมด เมื่อนึกถึงโจวเหยี่ย ทุกคนที่กระโดดลงจากหลังม้าก็พร้อมใจกันหันไปมองยังทิศทางของเมืองหนานหนิงด้วยความรู้สึกเศร้าหมองและหดหู่ใจ
เสียงเรียกคุ้นหูดังขึ้น
"คุณชายสามขอรับ"
น้ำเสียงนั้นดังมาจากด้านหลัง เซี่ยจือเฟยหันขวับไปมองพลางขมวดคิ้วเข้าหากัน
"เจ้ามาทำอะไรที่นี่?"
ติงอีเมื่อเห็นใบหน้าของผู้เป็นนายก็ชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนที่ดวงตาทั้งสองข้างจะเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา เขารีบก้าวเท้าเข้าไปหา
"คุณชายของข้า เหตุใดท่านจึงมีสภาพเช่นนี้ไปได้ขอรับ"
เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูแปลกตายังไม่เท่าไร ใบหน้าที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงและความเหนื่อยล้ายังพอทน หนวดเคราที่รกรุงรังยังพอรับได้ แต่เหตุใดร่างกายจึงผ่ายผอมลงจนคางแหลมเรียวถึงเพียงนี้ ทว่าสามารถเอาชีวิตรอดกลับมาในสภาพนี้ได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
เซี่ยจือเฟยยกมือขึ้นลูบคลำหนวดเคราของตนเอง
"ข้าถามเจ้าอยู่นะ ว่าเจ้ามาทำอะไรที่นี่?"
ติงอียกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้า
"ข้าน้อยเฝ้ารอแล้วรอเล่าก็ยังไม่เห็นคุณชายกลับมา ภายในใจรู้สึกร้อนรน จึงได้เดินทางออกมารับขอรับ"
ที่แท้คงเป็นบิดาและพี่ใหญ่ที่รู้สึกร้อนใจ เซี่ยจือเฟยหันหน้าไปทางเยี่ยนซานเหอ
"พักที่นี่สักคืน อาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สบายตัว แล้วหาอาหารกินให้อิ่มท้องดีหรือไม่ หากข้ากลับไปในสภาพนี้"
คนจวนตระกูลเซี่ยคงได้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อเป็นแน่ เยี่ยนซานเหอพยักหน้ารับเบาๆ
"กินอาหารเสร็จแล้วก็มาหาข้าที่ห้อง"
ติงอีเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า เมื่อครู่เขาได้ยินสิ่งใดกัน แม่นางเยี่ยนเอ่ยปากชวนคุณชายสามไปที่ห้องของนาง ชายหนุ่มหญิงสาวอยู่ด้วยกันตามลำพังเช่นนั้นหรือ
เซี่ยจือเฟยมองท่าทีโง่งมของติงอีด้วยความหงุดหงิด เขายกมือขึ้นเขกศีรษะบ่าวรับใช้คนสนิทไปหนึ่งที
"ยังไม่รีบไปสั่งให้หลงจู๊เตรียมน้ำกับอาหารอีกหรือ แล้วเจ้าได้นำเสื้อผ้าของข้าติดตัวมาด้วยหรือไม่?"
ติงอีรีบพยักหน้ารับรัวๆ อย่างรวดเร็ว
"นำมาด้วยขอรับ นำมาด้วย ทั้งเสื้อผ้าของคุณชายและของใต้เท้าเผย ข้าน้อยล้วนเตรียมมาพร้อมสรรพขอรับ"
เซี่ยจือเฟยขมวดคิ้วถามกลับ
"แล้วของแม่นางเยี่ยนเล่า?"
ติงอีชะงักไปชั่วครู่ เสื้อผ้าของแม่นางเยี่ยนเกี่ยวอันใดกับเขาด้วยเล่า เซี่ยจือเฟยเห็นดังนั้นก็ยิ่งโมโหจัด เขายกมือขึ้นเขกศีรษะบ่าวรับใช้ไปอีกหนึ่งที
"บ่าวไพร่ที่ไม่รู้จักสังเกตใจเจ้านาย เลี้ยงเอาไว้จะทำประโยชน์อันใดได้ จับตอนแล้วส่งเข้าวังหลวงไปเสียดีกว่า"
ติงอีตกใจกลัวจนแทบจะร้องไห้ออกมา เขาทำผิดสิ่งใดกัน เฝ้ารอคอยให้ผู้เป็นนายกลับมาอย่างใจจดใจจ่อ ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับกลายเป็นการถูกข่มขู่ว่าจะตัดความเป็นชายทิ้งเสียนี่
จูชิงส่ายหน้าด้วยความระอาใจ เขาดึงตัวติงอีหลบไปด้านข้างแล้วกระซิบสั่งความด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"วันข้างหน้าหากจะทำสิ่งใด จำเอาไว้ว่าคุณชายมีสิ่งใด แม่นางเยี่ยนก็ต้องมีสิ่งนั้นด้วย"
ติงอีอ้าปากค้าง
"หา?"
จูชิงถอนหายใจ
"ไม่ต้องมาหา ประเดี๋ยวเจ้าก็ต้องเข้าไปในห้องของแม่นางเยี่ยนด้วย เรื่องใดควรพูด เรื่องใดไม่ควรพูดก็จงคิดทบทวนให้ดี อย่าได้ทำให้คุณชายต้องมีโทสะ ช่วงนี้อารมณ์ของคุณชายไม่ค่อยจะสู้ดีนัก"
เปลวเทียนสว่างไสวไล่ความมืดมิด หลังจากอาบน้ำชำระร่างกายและจัดการมื้ออาหารจนอิ่มท้อง คุณชายสามเซี่ยที่เดินปั้นหน้าบึ้งตึงประหนึ่งมารดาเลี้ยงใจร้ายก็ก้าวเท้าเข้าไปภายในห้องของเยี่ยนซานเหอ
เบื้องหลังของเขามีเผยเซ่าเดินตามมาติดๆ และเบื้องหลังของเผยเซ่าก็คือติงอี เยี่ยนซานเหอสั่งให้หลี่ปู้เหยียนชงชาเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นางขยับถ้วยชาเลื่อนไปตรงหน้าคุณชายสามเซี่ย ชายหนุ่มยกถ้วยชาขึ้นจิบเพียงหนึ่งคำ ทว่ากลับสำลักจนแทบจะพ่นน้ำชาออกมา
ชายหนุ่มวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง
"เยี่ยนซานเหอ นี่มันชาบ้าอันใดกัน?"
หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ชาขู่ติง ให้เจ้าดื่มเพื่อดับโทสะในใจ"
เซี่ยจือเฟยหันไปมองหน้าเผยเซ่า สายตาของเขาราวกับกำลังตั้งคำถามว่า ตัวเขานั้นมีโทสะอย่างนั้นหรือ เผยเซ่าส่งเสียงขึ้นจมูกดังหึ สายตาที่ตอบกลับมาราวกับกำลังบอกว่า โทสะของเจ้าแทบจะพุ่งทะลุขึ้นไปบนฟ้าอยู่แล้ว เซี่ยจือเฟยขมวดคิ้ว สายตายังคงสื่อสารว่า มันชัดเจนถึงเพียงนั้นเชียวหรือ เผยเซ่ายักคิ้ว สายตาบ่งบอกว่า เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า
เยี่ยนซานเหอละสายตาจากคนทั้งสองแล้วหันไปถามบ่าวรับใช้
"ติงอี เวลานี้สถานการณ์ของตระกูลจี้เป็นอย่างไรบ้าง?"
หลังจากได้รับการชี้แนะจากจูชิง ติงอีจึงประสานมือตอบกลับด้วยท่าทีนอบน้อม
"แม่นางเยี่ยน สถานการณ์ของตระกูลจี้ไม่ค่อยจะสู้ดีนักขอรับ"
สีหน้าของเผยเซ่าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที
"ไม่สู้ดีอย่างไร?"
ติงอีเหลือบมองเขาเล็กน้อยก่อนจะรายงานตามความเป็นจริง
"นายท่านจี้ถูกทรมานร่างกาย คุณชายสิบสองล้มป่วยหนัก ส่วนคุณหนูเก้านั้นนาง"
หัวใจของเผยเซ่าหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ร่างกายเย็นวาบ
"นางเป็นอะไร?"
ติงอีก้มหน้าลงเล็กน้อย
"เมื่อสองเดือนก่อน คุณหนูเก้าวิ่งชนกำแพงปลิดชีพตนเองภายในคุกขอรับ"
ข่าวร้ายนี้ราวกับอสนีบาตฟาดฟันลงมากลางลานกว้าง สั่นสะเทือนจนทุกคนตกตะลึงจนทำสิ่งใดไม่ถูก เผยเซ่าถึงกับร่างแข็งค้างประหนึ่งถูกสายฟ้าผ่าร่างจนแตกออกเป็นสองซีก ซีกหนึ่งคือความหวาดกลัวสุดแสน ส่วนอีกซีกหนึ่งคือความไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
ใบหน้าของเซี่ยจือเฟยซีดเผือดไร้สีเลือด
"เหตุใดนางจึงต้องวิ่งชนกำแพง?"
ติงอีสูดลมหายใจเข้าลึก
"ข้าน้อยไปสืบถามมาอย่างละเอียดแล้วขอรับ ว่ากันว่ามีสาเหตุอยู่สองประการ ประการแรกคือก่อนหน้านี้นางถูกยกเลิกงานแต่ง ภายในใจจึงเต็มไปด้วยความคับแค้นและหดหู่ ส่วนอีกประการหนึ่งคือในวันที่ถูกริบทรัพย์นางถูกคน ประกอบกับเมื่ออยู่ในคุกนางได้ยินคำพูดถากถาง ดังนั้นจึงได้"
หลี่ปู้เหยียนแค่นเสียงหยัน
"ได้ยินคำพูดถากถางเพียงไม่กี่ประโยคก็คิดสั้นแล้วหรือ? ช่างสูญเปล่าความพยายามของข้าและคุณหนูที่อุตส่าห์ยอมเสี่ยงชีวิตสร้างเรื่องวุ่นวายใหญ่โตเพื่อช่วยเหลือนางเสียจริง"
เผยเซ่ากำหมัดแน่น ทุบลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น
"หลี่ปู้เหยียน นี่เจ้าพูดจาบ้าบออันใดออกมา?"
หน้าอกของหลี่ปู้เหยียนกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธ
"คำพูดของคนอย่างไรเล่า! ทำไม ข้าพูดสิ่งใดผิดไปอย่างนั้นหรือ?"
ดวงตาของเผยเซ่าแดงก่ำด้วยโทสะ
"ใครจะไปหน้าด้านไร้ยางอายเหมือนอย่างเจ้ากันเล่า?"
หลี่ปู้เหยียนเชิดหน้าขึ้น แค่นเสียงตอบกลับด้วยความดุดัน
"ก็เพราะข้าหน้าด้านไร้ยางอายอย่างไรเล่า ข้าถึงได้ยังมีชีวิตรอดอยู่จนถึงทุกวันนี้ หากคุณหนูเก้าเรียนรู้จากข้าได้สักหนึ่งส่วน หรือเพียงแค่ครึ่งส่วน นางก็คงไม่ต้องมาตายเช่นนี้หรอก"
ชายหนุ่มชี้หน้าด่าทอ
"เจ้า"
น้ำเสียงเย็นเยียบดังแทรกขึ้นมาลอยๆ
"พวกเจ้าต่อให้ทะเลาะกันจนแตกหัก นางก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาไม่ได้หรอก"
แววตาของเยี่ยนซานเหอเย็นชาประดุจก้อนน้ำแข็ง นางมองตรงไปยังบ่าวรับใช้
"แล้วเรื่องงานศพจัดการอย่างไร?"
ติงอีขบริมฝีปากแน่น
"ฮูหยินเผยเป็นผู้นำร่างของนางออกไปขอรับ จัดการฝังศพอย่างเรียบง่าย และเพราะเหตุผลนี้เอง สตรีตระกูลจี้จึงถูกย้ายไปควบคุมตัวไว้ที่ศาลเจ้าเทพธิดาบุปผาขอรับ"
เยี่ยนซานเหอเหลือบมองเผยเซ่าที่บัดนี้คล้ายกับคนไร้จิตวิญญาณไปแล้ว ก่อนจะเอ่ยถามต่อ
"ศาลเจ้าเทพธิดาบุปผาคือสถานที่เช่นไร?"
ชายหนุ่มผู้เป็นบ่าวรีบอธิบาย
"เดิมทีที่นั่นเคยเป็นสำนักแม่ชีขอรับ ต่อมาถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นสถานที่สำหรับกักบริเวณสตรีของขุนนางที่กระทำความผิด หากยอมจ่ายเงินสักเล็กน้อยก็สามารถเข้าไปพบหน้าพวกนางได้ขอรับ"
ติงอีหันไปกล่าวกับเผยเซ่า
"ใต้เท้าเผย เวลานี้ฮูหยินเผยหมั่นนำอาหารและเสื้อผ้าไปมอบให้พวกนางอยู่เป็นระยะ ความเป็นอยู่ของพวกนางในตอนนี้ถือว่าสุขสบายกว่าตอนที่ถูกขังอยู่ในหน่วยเป่ยซือมากขอรับ"
ทว่าแววตาของเผยเซ่ายังคงเหม่อลอย คล้ายกับว่าไม่ได้ยินประโยคเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
เยี่ยนซานเหอถามสืบต่อ
"แล้วคุณชายสิบสองเป็นสายเลือดของเรือนใด?"
บ่าวรับใช้ตอบกลับทันควัน
"เป็นบุตรชายคนสุดท้องของนายท่านจี้ขอรับ"
หญิงสาวถามย้ำ
"เวลานี้เขาอยู่ที่ใด?"
ผู้ถูกถามรีบชี้แจง
"บุรุษทุกคนล้วนถูกคุมขังอยู่ในคุกของหน่วยเป่ยซือ หมอหลวงเผยจะเข้าไปฝังเข็มรักษาอาการป่วยให้เขาทุกๆ สิบวันขอรับ"
เยี่ยนซานเหอมีสีหน้าสงบนิ่ง คล้ายกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น นางเอ่ยถามคำถามสุดท้าย
"ราชสำนักมีคำสั่งตัดสินความผิดของตระกูลจี้ลงมาแล้วหรือยัง?"
[จบบท]