บทที่ 168: วันเกิดคนตาย
ภายในห้องโดยสารรถม้าอันคับแคบและอุดอู้
หลี่ปู้เหยียนยกสองแขนขึ้นกอดอก ศีรษะของนางผงกขึ้นลงตามจังหวะการเคลื่อนไหวของล้อรถ เปลือกตาหลับสนิทเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างสบายอารมณ์ไร้ซึ่งความกังวลใด
ตรงกันข้ามกับชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์อีกสองคนที่เหลือ พวกเขาเอาแต่จ้องหน้ากันไปมาด้วยความกระวนกระวายใจ บรรยากาศภายในรถม้าเงียบสงัดจนน่าอึดอัด ทั้งสองต่างรู้สึกตรงกันว่าเวลาในยามนี้ช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าและทรมานเหลือแสน
เผยเซ่าทนความอึดอัดไม่ไหว เขาขยับตัวเล็กน้อยแล้วใช้ปลายเท้าของตนเองสะกิดเบาๆ ไปที่หน้าแข้งของเซี่ยจือเฟยพลางกระซิบกระซาบถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“แม่หมอเยี่ยนจะไหวไหม ผ่านไปตั้งนานขนาดนี้แล้วยังไม่กลับมาอีก จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
“บรรพบุรุษน้อยของข้า เจ้าช่วยเลิกมองโลกในแง่ร้ายแล้วหัดคิดถึงเรื่องดีๆ บ้างจะได้หรือไม่?”
“ก็ข้าร้อนใจนี่!”
“แล้วแถวนี้มีใครบ้างที่ไม่ร้อนใจ?”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าลองถามแม่หมอหลี่ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างๆ ดูสิ ว่าแม่หมอเยี่ยนมีความมั่นใจสักกี่ส่วน?”
“สิบส่วนเต็ม”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
เซี่ยจือเฟยแค่นเสียงขึ้นจมูกเบาๆ
“ข้าใช้นิ้วคำนวณดูเอา!”
เผยเซ่าหมั่นไส้จนแทบอยากจะพุ่งเข้าไปกัดคออีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอด
“นี่เจ้ากลายร่างเป็นพ่อหมอเซี่ยไปแล้วหรืออย่างไร?”
“คุณชายทั้งสอง!”
เสียงของหลี่ปู้เหยียนดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความมืด หญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ นัยน์ตาของนางใสกระจ่างไร้ซึ่งร่องรอยของความงัวเงีย
“ข้าลองใช้นิ้วคำนวณดูแล้ว คุณหนูของข้ากำลังเดินทางกลับมาเจ้าค่ะ”
“…”
“…”
ทั้งเซี่ยจือเฟยและเผยเซ่าต่างเงียบกริบ ไร้ซึ่งคำพูดใดจะเอื้อนเอ่ย
และในวินาทีนั้นเอง ม่านประตูรถม้าก็ถูกเลิกขึ้นอย่างแรง ร่างบอบบางของเยี่ยนซานเหอกระโดดพรวดเข้ามาด้านในอย่างรวดเร็วปราดเปรียว
เผยเซ่าสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ ริมฝีปากของเขาอ้ากว้างเตรียมจะเปล่งเสียงร้องอุทานออกมา ทว่าเซี่ยจือเฟยกลับไวกว่า ชายหนุ่มยกมือขึ้นตะครุบปิดปากสหายสนิทเอาไว้ได้ทันท่วงที
“เยี่ยนซานเหอ สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?”
เยี่ยนซานเหอทิ้งตัวลงนั่ง นัยน์ตาดำขลับจ้องมองตรงไปยังใบหน้าของเซี่ยจือเฟยอย่างจริงจัง
“ข้าคิดว่าน่าจะหาปมวิญญาณอีกครึ่งหนึ่งพบแล้ว แต่ตอนนี้พวกเรากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่”
“พูดมาเลย!”
“จะทำอย่างไรถึงจะพาเขาออกมาจากคุกหลวงเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้? แล้วจะหาทางเตรียมของสำหรับคลายปมวิญญาณพวกนั้นได้อย่างไร?”
เซี่ยจือเฟยขมวดคิ้วมุ่น ถามกลับไปตามสัญชาตญาณ
“แล้วหวยเหรินเล่า?”
“ได้ยินมาว่ากำลังรำไทเก๊กต่อกรกับสวีไหลอยู่ด้านใน”
เยี่ยนซานเหอยื่นมือออกไปกระชากคอเสื้อของเซี่ยจือเฟยอย่างไม่เกรงใจ ใบหน้างดงามขยับเข้าไปใกล้
“คุณชายสามเซี่ย ปากหวานๆ ของเจ้าคงต้องออกโรงแล้วล่ะ”
เซี่ยจือเฟยก้มลงมองมือเรียวเล็กที่กำลังกำคอเสื้อของตนเองเอาไว้แน่น เขาครุ่นคิดประเมินสถานการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะให้คำตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและมีเหตุผล
“เยี่ยนซานเหอ ปากหวานๆ ของคุณชายสามอย่างข้าอาจจะพอช่วยเตรียมของสำหรับคลายปมวิญญาณพวกนั้นได้ แต่ไม่มีทางพาตัวคนออกมาจากคุกหลวงได้หรอกนะ แล้วก็…”
คิ้วเข้มราวกับกระบี่ของชายหนุ่มขมวดเข้าหากันจนเป็นปม
“ข้ายังจำเป็นต้องมีข้ออ้างที่ฟังขึ้นและมีน้ำหนักมากพอ ถึงจะสามารถสั่งให้คนไปตระเตรียมข้าวของพวกนั้นได้ หากไม่มีเหตุผลมารองรับ ต่อให้ข้ามีสิบปากก็ไม่อาจจัดการเรื่องนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้”
เยี่ยนซานเหอยอมคลายมือออกจากคอเสื้อของเขา ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นห่อเหี่ยวลงอย่างเห็นได้ชัด ความผิดหวังฉายชัดบนใบหน้า
“อู้อี้ อู้อี้…”
เสียงครางประท้วงอู้อี้ดังมาจากด้านข้าง เซี่ยจือเฟยหันขวับไปมอง จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามือของตนเองยังคงปิดปากบรรพบุรุษน้อยเอาไว้แน่น เขารีบชักมือกลับทันที
เผยเซ่ายื่นหน้าออกไปนอกม่านประตูรถม้าเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะรีบหดหัวกลับเข้ามาด้านในอย่างรวดเร็ว
“ข้ามีแผน!”
เยี่ยนซานเหอและเซี่ยจือเฟยประสานเสียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“รีบพูดมา!”
“พวกเจ้าว่าบังเอิญหรือไม่ วันนี้คือวันครบรอบวันเกิดอายุหกสิบเก้าปีของท่านยายข้าพอดี”
เยี่ยนซานเหอยังคงไม่เข้าใจเจตนาของเขา
“แล้วอย่างไร?”
“คืออย่างนี้ ในเมืองหลวงมีธรรมเนียมเก่าแก่อยู่ข้อหนึ่ง ในวันครบรอบวันเกิดปีแรกหลังจากที่ผู้อาวุโสเสียชีวิต ลูกหลานที่กตัญญูจะต้องจัดงานทำบุญวันเกิดคนตายให้นาง”
เผยเซ่าอธิบายรายละเอียดด้วยท่าทีจริงจัง
“หากวันเกิดคนตายในปีแรกไม่ถูกจัดขึ้น ผู้อาวุโสที่ล่วงลับไปแล้วก็จะถือว่าลูกหลานไร้ความกตัญญู และจะไม่คอยปกปักรักษาพวกเขาอีกต่อไป”
เยี่ยนซานเหอเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“มีความเชื่อเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ?”
“โชคดีจริงๆ ที่มีความเชื่อเช่นนี้อยู่”
เผยเซ่าปรับสีหน้าให้ขึงขังขึ้น
“ตระกูลจี้ตกต่ำมาจนถึงขั้นนี้แล้ว ย่อมต้องยิ่งวิงวอนขอให้บรรพบุรุษช่วยปกปักรักษาให้มากมิใช่หรือ? หากใช้ข้ออ้างนี้ เหตุผลทุกอย่างก็ดูสมเหตุสมผลและมีน้ำหนักมากพอแล้ว”
เซี่ยจือเฟยตบมือฉาดใหญ่ด้วยความเห็นด้วย
“หากเป็นเช่นนี้ ข้าก็สามารถบากหน้าไปขอร้องช่ายซื่อได้ น่าจะพอช่วยพาตัวคนออกมาจากคุกได้สำเร็จ อย่างไรเสียก็ยังคงอยู่ในอาณาเขตของหน่วยเป่ยซือ คนไม่มีทางหนีรอดไปได้แน่”
“เดี๋ยวก่อน!”
หลี่ปู้เหยียนเอ่ยขัดขึ้นมากลางปล้อง
“อย่าลืมนะเจ้าคะ ว่าตัวจริงของคุณชายทั้งสองตอนนี้กำลังอยู่ที่วัดเสวียนจั้ง”
เผยเซ่าส่ายหน้าปฏิเสธข้อกังวลนั้น
“เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ คงมัวมาห่วงเรื่องพวกนั้นไม่ได้แล้ว เซี่ยอู่สือ เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?”
คุณชายสามเซี่ยไม่ได้ตอบเป็นคำพูด เพียงแค่พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
“ตกลง!”
เยี่ยนซานเหอตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
“ลงมือกันเถอะ”
“เดี๋ยวก่อน”
เซี่ยจือเฟยคว้าแขนของนางเอาไว้
“เยี่ยนซานเหอ หากไม่มีเงินติดตัวเลยก็ไม่อาจทำให้งานสำเร็จได้ พวกเรายังเหลือเงินอยู่อีกเท่าไร?”
“ปู้เหยียน?”
หลี่ปู้เหยียนจัดการปลดห่อผ้าของตนเองออก ล้วงเอาเงินทั้งหมดที่เหลือจากการใช้จ่ายออกมากองไว้ตรงหน้า
“เหลืออยู่เท่านี้เจ้าค่ะ”
เซี่ยจือเฟยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขากอบโกยเงินทั้งหมดนั้นยัดใส่เข้าไปในอกเสื้อของตนเองทันที
“พอหรือไม่?”
เซี่ยจือเฟยจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเยี่ยนซานเหอ
“เดิมทีจำนวนเท่านี้คงไม่พอ แต่หากบวกกับความสามารถของริมฝีปากข้าเข้าไปด้วย ก็ถือว่าพอแล้ว”
อืม! ริมฝีปากของเจ้ามีค่ามีราคาจริงๆ ด้วย!
เยี่ยนซานเหอเลิกม่านประตูเตรียมจะกระโดดลงจากรถม้า ทว่าเมื่อเท้าแตะพื้น นางก็หมุนตัวกลับมามองเผยเซ่าด้วยแววตาชื่นชม
“ใต้เท้าเผย ท่านมักจะมีประโยชน์เสมอในเวลาสำคัญ ทำได้ดีมาก”
ใบหน้าของเผยเซ่าพลันแดงซ่านขึ้นมาทันที
พระโพธิสัตว์ช่วยด้วยเถิด! นี่เป็นครั้งแรกที่แม่หมอเยี่ยนเอ่ยปากชมข้าต่อหน้าผู้อื่น ข้า ข้า ข้า… หัวใจของข้าเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอกแล้ว!
....
สำหรับคุณชายสามเซี่ยแล้ว ภายในคุกหลวงหน่วยเป่ยซือแห่งนี้ มีองครักษ์เสื้อแพรอยู่ประมาณห้าหกคนที่เขาสามารถนั่งดื่มสุราพูดคุยกันได้อย่างสนิทสนม และมีอีกกว่าครึ่งที่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาบ้าง
เพียงแค่ความคุ้นเคยระดับนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คุณชายสามเอ่ยปากขอความช่วยเหลือได้
ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่คุณชายสามไปขอร้องให้ใครช่วยจัดการธุระให้ เขามักจะวางตัวอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ คอยยกย่องให้เกียรติอีกฝ่ายจนรู้สึกตัวลอย
ประกอบกับใบหน้าหล่อเหลาที่บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ต่างพากันหลงใหล ต่อให้เป็นคนที่มีจิตใจแข็งกระด้างดั่งหินผา ก็ยังยากที่จะเอ่ยปากปฏิเสธคำขอของเขาได้ลงคอ
และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อคุณชายสามออกปากขอให้ช่วย งานนั้นจะไม่มีทางสูญเปล่า เขาเตรียมผลประโยชน์มามอบให้อย่างงามเสมอ
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ ลานกว้างอันเงียบสงบก็ถูกจัดเตรียมจนพร้อมสรรพ โต๊ะกราบไหว้และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ล้วนถูกนำมาจัดวางเรียงรายจนครบถ้วน ขาดก็เพียงแค่จี้หลิงชวนที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ด้านในเท่านั้น
หากปราศจากการพยักหน้าอนุญาตจากช่ายซื่อ ผู้เป็นหัวหน้าใหญ่แห่งหน่วยเป่ยซือ ย่อมไม่มีใครหน้าไหนกล้าปล่อยตัวนักโทษออกมาจากคุกหลวง หากทำอะไรบุ่มบ่ามลงไป อาจถึงขั้นหัวหลุดจากบ่าได้
จวนของช่ายซื่อตั้งอยู่ติดกับที่ทำการของหน่วยเป่ยซือ
ในเวลานี้เขากำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงโดยมีขันทีน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มผิวพรรณขาวผ่องซุกตัวอยู่ในอ้อมกอด เมื่อได้ยินว่าคุณชายสามแห่งจวนตระกูลเซี่ยมาขอเข้าพบ เขาก็เพียงแค่ปรือตาขึ้นมองเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาลงนอนต่ออย่างไม่ใส่ใจ
เซี่ยจือเฟยกระแอมไอขึ้นเบาๆ
ไร้ซึ่งการตอบสนอง
ชายหนุ่มกระแอมไอขึ้นอีกครั้งให้ดังกว่าเดิม
เปลือกตาของเจ้าของห้องยังคงปิดสนิท
เซี่ยจือเฟยหัวเราะในลำคออย่างไร้เสียง เขาสาวเท้าเดินตรงเข้าไปหา ทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียงอย่างถือวิสาสะ
คราวนี้ช่ายซื่อถึงยอมลืมตาขึ้นมาอย่างเกียจคร้าน น้ำเสียงที่เอ่ยถามแหลมเล็กตามแบบฉบับ
“คุณชายสามมีธุระอันใดหรือ?”
“วันนี้เป็นวันครบรอบทำบุญวันเกิดคนตายปีแรกของฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนตระกูลจี้ ข้าเลยอยากจะจัดงานวันเกิดให้นางเสียหน่อย”
น้ำเสียงของช่ายซื่อแหลมสูงขึ้นไปอีกระดับ
“คุณชายสามตั้งใจจะพาตัวคนออกมาอย่างนั้นหรือ?”
เซี่ยจือเฟยขยับรอยยิ้มมุมปากบางเบา
“ไม่อย่างนั้นข้าจะบากหน้ามาขอร้องท่านถึงที่นี่ทำไมเล่า?”
ช่ายซื่อกะพริบตาปริบๆ อยู่สองครั้ง
“แล้วองค์ไท่ซุนทรงประทับอยู่ที่ใด?”
“อยู่ที่หน่วยเป่ยซือของท่าน กำลังอยู่กับสวีไหล”
ปลายนิ้วยาวเรียวของช่ายซื่อไล้แผ่วเบาไปตามลำคอขาวเนียนของขันทีน้อยที่นอนอยู่เคียงข้าง สัมผัสนั้นทำเอาขันทีน้อยสะดุ้งโหยง ร่างกายสั่นสะท้านราวกับลูกกระต่ายที่ตื่นตระหนก รีบซุกตัวมุดเข้าไปในอ้อมกอดของเขาให้ลึกกว่าเดิม
“ข้าให้เวลาได้แค่ครึ่งชั่วยาม มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
เซี่ยจือเฟยหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาก้มหน้าลงมองใบหน้าขาวซีดไร้หนวดเคราของช่ายซื่อ ชายหนุ่มยกมือขวาขึ้นมาตรงหน้าพลางกางนิ้วทั้งห้าออกกว้างเพื่อเป็นสัญญาณแทนจำนวนตัวเลขข้อเสนอ
“ตามจำนวนนี้ ประเดี๋ยวข้าจะให้คนนำมาส่งมอบให้ท่านถึงที่”
หางตาของช่ายซื่อเหลือบไปมองที่โต๊ะกลางห้อง
“ทำให้คุณชายสามต้องสิ้นเปลืองเงินทองเสียแล้ว”
“สิ้นเปลืองอะไรกันเล่า การที่ข้าได้มีโอกาสนำเงินมามอบให้พี่สี่ ถือเป็นวาสนาของข้าต่างหาก”
เซี่ยจือเฟยคว้าป้ายประจำตัวที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือไว้ ชายหนุ่มหันหน้ากลับไปปรายตามองขันทีน้อยผู้นั้นอีกครั้ง พลางเดาะลิ้นส่งเสียงดังจิ๊จ๊ะ
“ช่างยั่วยวนใจเสียจริงเชียว!”
ขันทีน้อยที่เพิ่งจะโผล่หัวออกมาจากอ้อมกอดของช่ายซื่อ พอได้ยินประโยคนั้นเข้า ก็ตกใจกลัวจนรีบหดคอกลับเข้าไปซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มตามเดิม
“ไสหัวไปเลย!”
ช่ายซื่อเอ่ยปากปลอบประโลมคนในอ้อมกอดไปพลาง ตะโกนด่าทอไล่หลังเซี่ยจือเฟยไปพลาง
เสี่ยวสี่เอ๋อร์รอจนกระทั่งเสียงฝีเท้าของแขกผู้มาเยือนเดินห่างออกไปไกลลับตาแล้ว จึงค่อยๆ มุดหน้าออกมาจากใต้ผ้าห่ม ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความขวยเขิน
“ท่านพ่อบุญธรรม เหตุใดท่านถึงยอมมอบป้ายประจำตัวให้เขาง่ายดายเช่นนั้นเล่าขอรับ?”
“เสี่ยวสี่เอ๋อร์เอ๋ย เจ้าจงจำคำพูดของพ่อบุญธรรมเอาไว้ให้ดี ไม่เห็นแก่หน้าพระสงฆ์ก็ต้องเห็นแก่หน้าพระพุทธรูป”
เสี่ยวสี่เอ๋อร์เบิกตาทรงเมล็ดซิ่งคู่งามให้กว้างขึ้น
“หรือว่าหน้าพระพุทธรูปของคุณชายสาม ก็คือองค์ไท่ซุนหรือขอรับ?”
ช่ายซื่อไม่ได้ตอบรับและไม่ได้ปฏิเสธข้อสันนิษฐานนั้น เขาเพียงแค่ส่งเสียงหัวเราะแหลมเล็กดังขึ้นสองครั้ง
“เจ้าจงจำคำพูดของพ่อบุญธรรมเอาไว้อีกประโยคหนึ่ง ต่อให้เจ้าจะไปมีเรื่องบาดหมางกับใคร ก็จงอย่าได้มีเรื่องบาดหมางกับเงินทองโดยเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น พพ่อบุญธรรมจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงดูภูติน้อยจอมยั่วสวาทอย่างเจ้ากันเล่า!”
“ท่านพ่อบุญธรรม…”
ริมฝีปากสีชมพูระเรื่ออ่อนนุ่มของเสี่ยวสี่เอ๋อร์ถูกทาบทับปิดผนึกเอาไว้จนสิ้นเสียง
[จบบท]