บทที่ 206: บังเอิญพบเจอ
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยผ่านไปทีละน้อย ทว่าความกระวนกระวายใจของเซี่ยจือเฟยกลับยิ่งเพิ่มพูนขึ้นจนเขามิอาจนั่งติดที่ได้อีกต่อไป ตรอกสายนั้นเดิมทีก็มีผู้คนสัญจรไปมาไม่มากนัก ยิ่งตกอยู่ในช่วงบ่ายคล้อยผู้คนก็ยิ่งบางตาลงไปอีก การจะลักพาตัวคนเป็นๆ อย่างเยี่ยนซานเหอให้หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะกระทำกันได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน
ข้าจะมัวมานั่งรอคอยอยู่อย่างนี้ไม่ได้แล้ว!
เขายันตัวลุกขึ้นยืนโดยใช้ขอบประตูเป็นที่พยุง "เด็กๆ เตรียมม้า!"
"ลูกพี่ พี่จูชิงกำชับเอาไว้ ว่าห้ามไม่ให้ท่านออกไปไหนเด็ดขาดขอรับ"
"ข้าเป็นลูกพี่ของเจ้า หรือว่ามันเป็นลูกพี่ของเจ้ากันแน่?" เซี่ยจือเฟยตวัดสายตามองขวางด้วยความหงุดหงิด "เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว ไปจูงม้ามาเดี๋ยวนี้"
"ขอรับ!"
เซี่ยจือเฟยก้าวเท้ายาวๆ ออกไปจากที่ทำการกองบัญชาการทหารเมืองหลวง ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะพลิกตัวขึ้นหลังม้า สายตาก็เหลือบไปเห็นทหารยามภายใต้บังคับบัญชาของตนกำลังควบม้าพุ่งตรงเข้ามาแต่ไกล เขากำจัดสายบังเหียนในมือแน่น แล้วตะโกนถามออกไปเสียงดังลั่น "เป็นอย่างไรบ้าง หาตัวพบหรือยัง?"
"ลูกพี่!" ทหารยามผู้นั้นรีบพลิกตัวลงจากหลังม้า แล้วรายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรน "พี่จูชิงเพิ่งจะส่งคนมาแจ้งข่าวขอรับ มีคนเห็นรถม้าคันหนึ่งควบตะบึงออกมาจากตรอกชิงเหลียนเมื่อราวๆ ครึ่งชั่วยามก่อนขอรับ"
ตรอกชิงเหลียนอย่างนั้นหรือ?
นั่นคือตรอกอีกสายหนึ่งที่ตั้งอยู่ติดกับตรอกซื่อเถียว
"มีใครมองเห็นอย่างชัดเจนไหมว่าเป็นรถม้าลักษณะใด?"
"เห็นชัดเจนขอรับ บนรถม้าคันนั้นมีการผูกธงผ้าสีขาวเอาไว้ด้วยขอรับ"
สีหน้าของเซี่ยจือเฟยแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดและดุดันขึ้นมาทันที "ไปแจ้งข่าวให้กองบัญชาการทหารเมืองหลวงอีกสี่เขตที่เหลือรับทราบ สั่งให้ระดมกำลังค้นหารถม้าคันนี้ให้ทั่วทั้งเมืองหลวง"
"ขอรับ!"
…
"ลูกพี่ มีคนเห็นรถม้ามุ่งหน้าไปทางริมแม่น้ำหย่งติ้งขอรับ!"
"ลูกพี่ รถม้าไปจอดสนิทอยู่ที่หน้าประตูสวนพุทราหงฝูทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำหย่งติ้ง บนหลังคารถม้ามีธงผ้าสีขาวแขวนเอาไว้จริงๆ ขอรับ!"
"ลูกพี่ มีคนเห็นว่ามีชายหนุ่มหน้าตาหมดจดถูกลากตัวเข้าไปข้างในขอรับ"
"ลูกพี่ หลังจากลากคนเข้าไปแล้ว ประตูของสวนพุทราก็ถูกปิดลงทันทีขอรับ"
ในขณะที่ข่าวคราวต่างๆ ถูกรายงานส่งต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เซี่ยจือเฟยก็ควบม้าตะบึงมุ่งหน้าไปยังสวนพุทราหงฝูอย่างไม่คิดจะหยุดพัก เมื่อเดินทางมาถึงปากซอกตรอก จูชิงก็ยืนรออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นเจ้านายของตนพลิกตัวลงจากหลังม้า เขาก็รีบก้าวเข้าไปช่วยประคองเอาไว้ทันที "คุณชาย ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?"
"ข้าสบายดีมาก" เซี่ยจือเฟยผลักมือของลูกน้องออกไป "สถานการณ์ทางฝั่งของเจ้าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?"
"คนอยู่ข้างในนั้นขอรับ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ"
เซี่ยจือเฟยออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดและหนักแน่น "บุกเข้าไป"
"ขอรับ!"
หลังจากนั้นเพียงชั่วครู่ ทหารยามหลายสิบนายก็เข้าไปตีวงล้อมรอบอาคารสองชั้นหลังนั้นเอาไว้อย่างแน่นหนา เซี่ยจือเฟยและจูชิงสบตากันเพียงแวบเดียว ก่อนที่ทั้งสองจะยกเท้าขึ้นถีบประตูพร้อมกัน
ปัง—
ปัง—
หลังจากเสียงดังสนั่นหวั่นไหวสองครั้งซ้อน เซี่ยจือเฟยก็เป็นฝ่ายพุ่งทะยานเข้าไปด้านในเป็นคนแรก ตามติดมาด้วยเหล่าทหารยามที่กรูกันเข้าไปทีละคน
"กรี๊ดดด—"
"กรี๊ดดด—"
ท่ามกลางเสียงหวีดร้องแหลมปรี๊ดจนแสบแก้วหูของสตรี เยี่ยนซานเหอก็ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ นางจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่แทบไม่อยากจะเชื่อ "เซี่ยจือเฟย เจ้ากำลังทำอะไรของเจ้า?"
เซี่ยจือเฟยมองสบตากับนาง จากนั้นก็หันไปมองสะใภ้หนิงที่อยู่ด้านข้าง และมองเลยไปยังสตรีหน้าตาหมดจดที่นั่งอยู่ข้างกายของสะใภ้หนิง ก่อนที่สายตาของเขาจะไปหยุดนิ่งอยู่ที่ถ้วยชาทั้งสามใบ...
นี่มันหมายความว่าอย่างไร!
นางไม่ได้ถูกคนดักปล้นหรือลักพาตัวไปหรอกหรือ?
แต่เป็นนางเองที่แอบหนีตามคนอื่นมาเงียบๆ งั้นหรือ?
เมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลาหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมา ที่เขาต้องทนทุกข์ทรมานกับความหวาดผวา ตื่นตระหนก และร้อนรุ่มกระวนกระวายใจ เปลวเพลิงแห่งความโกรธก็พวยพุ่งขึ้นสู่กระหม่อมของเซี่ยจือเฟยอย่างไม่อาจควบคุม เขาก้าวยาวๆ ตรงเข้าไปข้างหน้า แล้วยื่นมือออกไปพลิกโต๊ะน้ำชาตัวเล็กนั้นจนคว่ำระเนระนาด
"เยี่ยนซานเหอ ข้าต่างหากที่อยากจะถามว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่? การที่เจ้าเดินหายไปโดยไม่ปริปากบอกใครเลยสักคำ มันสนุกมากนักหรืออย่างไร?"
เยี่ยนซานเหอเลือกที่จะเงียบ
"เจ้ารู้บ้างหรือไม่ ว่าเพื่อตามหาตัวเจ้า ข้าแทบจะพลิกแผ่นดินเมืองหลวงหาอยู่แล้ว?"
เยี่ยนซานเหอยังคงปิดปากเงียบสนิท
"เจ้าช่วยทำตัวให้มันน่าเป็นห่วงน้อยลงหน่อยได้หรือไม่ ช่วยหัดดูแลตัวเองบ้างได้ไหม?"
"มีชายชุดดำสวมไอ้โม่งสองคนพยายามจะจับตัวข้า"
"...หา?" เซี่ยจือเฟยชะงักงันไปในทันที
เยี่ยนซานเหอยกมือขึ้นชี้ไปยังสะใภ้หนิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง "หากไม่ได้พวกนางช่วยเอาไว้ ป่านนี้เจ้าคงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าข้าแล้วล่ะ"
ม่านตาของเซี่ยจือเฟยหดเกร็งลงอย่างฉับพลัน เขาลำดับคอหันกลับไปมองอย่างแข็งทื่อทีละนิด
"โอย คุณชายสามของข้า เรื่องราวมันเป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ" สะใภ้หนิงเห็นชายหนุ่มหันมามองตน ก็รีบผลักสตรีที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวในอ้อมแขนออกไป แล้วเอ่ยเล่าเหตุการณ์ด้วยน้ำเสียงฉะฉานรวดเร็ว "วันนี้ข้าบังเอิญมีธุระอยากจะไปหาแม่นางเยี่ยนพอดี ใครจะไปรู้ล่ะว่าพอรถม้าแล่นไปถึงปากซอกตรอก ตาเฒ่าหลี่ที่เป็นคนขับรถม้าก็ตะโกนบอกว่าข้างหน้ามีคนกำลังทะเลาะวิวาทกัน พอข้าเลิกม่านหน้าต่างขึ้นดู หัวใจก็เต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมา ทะเลาะวิวาทอะไรกันล่ะ นั่นมันเห็นอยู่ชัดๆ ว่ามีคนหนึ่งกำลังวิ่งหนีสุดชีวิตอยู่ข้างหน้า ส่วนด้านหลังก็มีชายชุดดำสองคนวิ่งไล่ตามมาติดๆ พอข้าเพ่งตามองดูให้ชัดเจนอีกครั้ง โอ้สวรรค์ช่วย คนที่กำลังวิ่งหนีอยู่ข้างหน้าผู้นั้น ไม่ใช่แม่นางเยี่ยนหรอกหรือเจ้าคะ?"
สะใภ้หนิงยกมือขึ้นตบหน้าอกตัวเองเบาๆ พลางเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแฝงความหวาดผวาไม่หาย "เมื่อเห็นดังนั้น ข้าจึงตะโกนเรียกแม่นางเยี่ยนออกไปสุดเสียง แม่นางเยี่ยนเองก็เห็นข้าแล้วเหมือนกัน นาง... นางปราดเปรียวมากเลยนะเจ้าคะ กระโดดขึ้นมาบนรถม้าของข้าได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นพวกเราก็สั่งให้รถม้าควบหนีตายกันสุดชีวิต หนีมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงที่นี่แหละเจ้าค่ะ!"
หัวใจของเซี่ยจือเฟยเริ่มกลับมาเต้นรัวเร็วอีกครั้ง เขากวาดสายตามองสำรวจเรือนร่างของนางตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงลงไปมาก "ได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?"
เยี่ยนซานเหอส่ายหน้าเบาๆ "ไม่ได้บาดเจ็บอะไร"
เซี่ยจือเฟยทิ้งตัวลงนั่งกระแทกกับเก้าอี้ เขาก้มหน้าลงต่ำพลางหอบหายใจเข้าออกเฮือกใหญ่ ความรู้สึกอันซับซ้อนหลากหลายประการรุมโหมถาโถมขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ยังดี ที่ไม่เป็นอะไร
โชคดีเหลือเกิน ที่ปลอดภัย
เยี่ยนซานเหอทอดสายตามองชายหนุ่ม ความหวั่นไหวปรากฏขึ้นในแววตาประดุจเกลียวคลื่นที่ซัดสาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะค่อยๆ จางหายไปอย่างเชื่องช้า นางก้มลงหยิบปิ่นทองคำเล่มหนึ่งขึ้นมาจากซากปรักหักพังบนพื้น รอยเลือดที่ติดอยู่ตรงปลายปิ่นได้แห้งกรังไปแล้ว "ต้องขอบคุณเจ้านี่แหละ ข้าใช้มันกรีดเข้าที่แขนของชายคนหนึ่งจนเป็นแผลยาวเลยทีเดียว"
เซี่ยจือเฟยเงยหน้าขึ้น จ้องมองปิ่นทองคำเล่มนั้นด้วยขอบตาที่ร้อนผ่าว "มองเห็นหน้าตาของอีกฝ่ายชัดเจนหรือไม่?"
"คนหนึ่งมีดวงตาสามเหลี่ยม ส่วนอีกคนเป็นตาชั้นเดียว ทั้งคู่รูปร่างไม่สูงมากนัก ดูสันทัด แต่ทักษะวิชาตัวเบาและการเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไวมาก" น้ำเสียงของเยี่ยนซานเหอยังคงสงบนิ่งและเยือกเย็นอย่างยิ่ง "พวกเขาไม่ได้ต้องการชีวิตของข้า แต่พยายามจะจับข้ายัดลงไปในกระสอบใบใหญ่ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ข้ามีโอกาสดิ้นหลุดและหนีรอดมาได้ อ้อ ยังมีอีกเรื่อง ตอนที่คนหนึ่งใช้มืออุดปากข้าเอาไว้ ข้าได้กลิ่นแป้งชาดโชยมาจากมือของเขา แถมบนฝ่ามือของเขายังมีรอยด้านหนาเตอะ ดูแล้วน่าจะเป็นมือของคนที่จับดาบมานานหลายปี"
เมื่อได้ยินมาถึงตรงนี้ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเซี่ยจือเฟยก็คือ ลูกเต่าสวีเซิ่งนั่นเอง!
"หากข้าจำไม่ผิด ข้างกายของหมอนั่นก็มีกลุ่มคนที่พกดาบติดตามอยู่ด้วย"
"เมืองหลวงที่กว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่มีความแค้นเคืองกับข้า และก็มีเพียงเขาคนเดียวที่กล้าลงมืออุกอาจเช่นนี้ โดยไม่เห็นตระกูลเซี่ยอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย"
ช่างฉลาดนัก!
คิดตรงกันกับข้าเลย
ดวงตาของเซี่ยจือเฟยยิ่งร้อนผ่าวมากยิ่งขึ้น "หลี่ปู้เหยียนไปแจ้งความที่กองบัญชาการทหารเมืองหลวงแล้ว ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของข้าจัดการเอง"
"ไม่จำเป็น ข้าจัดการเอง..."
"เยี่ยนซานเหอ!"
เซี่ยจือเฟยปรายตามองไปยังเหล่าทหารยามที่ยืนอออยู่ตรงบริเวณประตู เยี่ยนซานเหอก็เข้าใจความหมายของเขาได้ในทันที นางจึงเอ่ยรับคำอย่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี "ตกลง ยกให้เป็นหน้าที่ของกองบัญชาการทหารเมืองหลวงของพวกท่านก็แล้วกัน"
"โอย การทำงานในสายอาชีพของพวกท่านนี่มันช่างอันตรายจริงๆ นะเจ้าคะ" สะใภ้หนิงกระตุกชายเสื้อของเซี่ยจือเฟยเบาๆ "คุณชายสามเจ้าคะ ประตูบานนี้..."
"ข้าชดใช้ให้เอง"
เซี่ยจือเฟยตอบกลับไปโดยไม่ได้ปรายตาหันไปมองสะใภ้หนิงเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่แต่เพียงร่างของเยี่ยนซานเหอเท่านั้น "ทำไมสีหน้าของเจ้าถึงได้ดูย่ำแย่ขนาดนี้?"
เยี่ยนซานเหอมองสบเข้าไปในดวงตาดำขลับที่ดูลึกล้ำของเขา "ต้องการให้ข้ารินน้ำให้ดื่มสักถ้วยหรือไม่?"
"ไม่เป็นไร ข้าขอนั่งพักสักประเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว"
แม้จังหวะการเต้นของหัวใจเซี่ยจือเฟยจะเริ่มสงบและช้าลงแล้ว ทว่าความคิดในหัวกลับยังคงสับสนวุ่นวาย มีหลากหลายเรื่องราววิ่งชนกันไปมาจนยุ่งเหยิงไปหมด "แล้วหลี่ปู้เหยียนล่ะ?"
เซี่ยจือเฟยรู้สึกไม่สะดวกใจนักที่จะเปิดปากบอกว่าหลี่ปู้เหยียนถูกส่งตัวไปที่ใด ในขณะที่มีผู้ใต้บังคับบัญชายืนอยู่มากมายถึงเพียงนี้ "ข้าจะไปส่งเจ้ากลับจวน เอาไว้คุยกันระหว่างทางก็แล้วกัน"
"ข้ายังกลับไม่ได้!"
หัวใจในอกของเซี่ยจือเฟยกระตุกวูบ "เยี่ยนซานเหอ เจ้าช่วยเชื่อฟังคำพูดของข้าสักครั้งได้หรือไม่ ข้า..."
"โอย คุณชายสาม เป็นข้าเองเจ้าค่ะที่มีธุระอยากจะขอร้องแม่นางเยี่ยน" สะใภ้หนิงนั้นเป็นคนตาไวและมีไหวพริบยอดเยี่ยม เมื่อเห็นว่าเส้นเลือดดำบนหน้าผากของเซี่ยจือเฟยเริ่มปูดโปนขึ้นมาอีกครั้ง นางก็รีบชี้มือไปยังสตรีหน้าตาหมดจดที่ยืนอยู่ด้านข้างทันที "คุณชายสาม คนผู้นี้ท่านก็รู้จักนะเจ้าคะ"
เซี่ยจือเฟยจึงยอมเบือนสายตาหันไปมองตามที่นางบอก เขาลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยถาม "ท่านคือ..."
[จบบท]