บทที่ 217: ขาดทุน
คำพูดของเยี่ยนซานเหอยังคงดำเนินต่อไป
"ก่อนตาย นางถอดชุดแม่ชีออก นั่งส่องคันฉ่องทองเหลืองเขียนคิ้วสางผม บรรจงทาชาดสีสดใส ทั้งยังสวมเครื่องประดับที่งดงามที่สุดของตนเอง ทว่าท่าน...."
น้ำเสียงของเยี่ยนซานเหอแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
"หลังจากที่นางสิ้นลม ท่านกลับสวมชุดแม่ชีให้นางดังเดิม ถอดเครื่องประดับออก และเช็ดชาดบนใบหน้าทิ้งไปจนหมดสิ้น เดิมทีความยึดติดในใจของนางยังไม่มากพอที่จะกลายเป็นปมวิญญาณ ทว่าการกระทำของท่านในครานี้ กลับทำให้นางตายตาไม่หลับ"
ที่แท้ต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดก็คือข้าเอง!
ฮุ่ยหรูทรุดเข่าลงกระแทกพื้น คุกเข่าต่อหน้าเยี่ยนซานเหอ รำพึงเสียงแผ่วเบา
"ข้าเป็นคนทำร้ายนางหรือ?"
หัวใจของเผยเซ่าแทบจะกระดอนหลุดออกจากคอ
"ซานเหอ ความหมายของเจ้าก็คือ การไม่จัดการเรื่องราวหลังความตายตามความปรารถนาของคนตาย จะสามารถดึงปมในใจของคนตายออกมาได้อย่างนั้นหรือ?"
เมื่อครู่ข้ายังอธิบายไม่ชัดเจนพอหรือ?
เยี่ยนซานเหอปรายตามองเผยเซ่า สายตาราวกับกำลังมองคนโง่งมผู้หนึ่ง
"คนตายถือเป็นใหญ่ ใต้เท้าเผยไม่เคยได้ยินคำกล่าวนี้หรือ?"
"ข้าเคยได้ยิน!"
เผยเซ่ายื่นนิ้วชี้ไปทางฮุ่ยหรู โยนความผิดให้อีกฝ่ายโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"แต่นางไม่เคยได้ยิน!"
เยี่ยนซานเหอย่อตัวลงนั่งยองๆ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของฮุ่ยหรูด้วยสายตาเย็นชา
"ข้าไม่คลายปมวิญญาณแก้ปมในใจให้ผู้ใดโดยไร้เหตุผล ลองกลับไปไตร่ตรองดูให้ดีเถิด ว่าท่านยินยอมจ่ายค่าตอบแทนสิ่งใด เพื่อแลกกับการปิดฝาโลงศพของนางให้สนิท เมื่อคิดตกแล้ว ค่อยกลับมาหาข้า"
"แม่นางเยี่ยน"
เนื่องจากฮุ่ยหรูเปล่งเสียงตะโกนออกมา ใบหน้าของนางจึงแดงก่ำ
"แม่ชีเฒ่าขอถามแม่นางเพียงประโยคเดียว"
"ท่านว่ามาเถิด"
"หากฝาโลงศพของนางยังคงปิดไม่สนิท นาง... นางก็จะต้องเดินเร่ร่อนเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ใช่หรือไม่?"
"ใช่!"
"เช่นนั้นก็ไม่ต้องคิดแล้ว"
แววตาของแม่ชีฮุ่ยหรูปรากฏความเด็ดเดี่ยว
"อารามสุ่ยเยวี่ยยากไร้ ไร้ซึ่งทรัพย์สินเงินทอง ข้ามีเพียงชีวิตที่แสนอาภัพนี้เท่านั้น"
ครานี้กลับกลายเป็นเยี่ยนซานเหอที่ต้องตกตะลึง
"เพื่อช่วยนาง ท่านถึงกับยอมสละชีวิตของตนเองเชียวหรือ?"
ฮุ่ยหรูพยักหน้าตอบรับโดยไร้ซึ่งความลังเล
"ข้ายอม!"
"เพราะเหตุใดกัน?"
"บุปผาในคันฉ่อง จันทราในพงน้ำ ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตาที่รั้งให้ทนทุกข์"
น้ำเสียงของฮุ่ยหรูแฝงไปด้วยความรันทดผ่านกาลเวลา
"พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ หากข้าไม่ลงนรก แล้วผู้ใดจะลงนรกเล่า?"
"ท่านกับนางมีความสัมพันธ์อันใดต่อกัน?"
"หาได้มีความสัมพันธ์อันใดไม่ เพียงแต่ล้วนเป็นผู้ปลงผมออกบวช ล้วนเป็นคนอาภัพทนทุกข์เฉกเช่นเดียวกัน"
เยี่ยนซานเหอมองพิจารณานาง นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบลูกประคำบนพื้นขึ้นมา
"ลูกประคำเส้นนี้ ขอมอบให้ข้าได้หรือไม่?"
ฮุ่ยหรูไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีความนัยอันใด ได้แต่พยักหน้ารับด้วยความงุนงง
เยี่ยนซานเหอค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน
"ปมในใจนี้ ข้ารับปากจะช่วยแก้ไขให้ หลังจากท้องฟ้ามืดมิดแล้ว พบกันที่หน้าอารามสุ่ยเยวี่ย"
"นี่... นี่รับปากแก้ปมให้แล้วหรือ?"
เผยเซ่าท้วงขึ้นเสียงหลง
"นางยังไม่ได้จ่ายเงินเลยนะ!"
เยี่ยนซานเหอแกว่งลูกประคำในมือไปมา
"นี่อย่างไรเล่า"
เผยเซ่าไร้คำจะเอื้อนเอ่ย
ภายในใจของเขาได้แต่ทอดถอนใจยาวเหยียด เอาเถิด การเดินทางในครานี้เกรงว่าคงเป็นการลงทุนที่ขาดทุนอีกตามเคย แม่นางผู้นี้ช่างไม่รู้จักหาเงินทองมาเก็บไว้เป็นสินสอดของตนเองเสียบ้างเลย!
เยี่ยนซานเหอจะไปล่วงรู้ความคิดอันซับซ้อนภายในใจของใต้เท้าเผยได้อย่างไร นางเพียงทอดสายตามองไปทางฮุ่ยหรู
"หากสะดวก ก็ให้สะใภ้สี่พำนักถือศีลอยู่ที่อารามสุ่ยเยวี่ยเถิด พระพุทธองค์ทรงโปรดสัตว์ผู้มีวาสนา ส่วนนางจะมีวาสนาต่อรสพระธรรมหรือไม่นั้น ก็คงต้องสุดแล้วแต่บุญทำกรรมแต่งของนางเอง ทว่าประตูแห่งธรรมสมควรที่จะเปิดกว้างต้อนรับผู้คนเสมอ"
ฮุ่ยหรูพยุงกายลุกขึ้นจากพื้น ยกมือพนมเข้าหากันทำความเคารพเยี่ยนซานเหอ
"อมิตาภพุทธ ข้าช่างเขลาหลงยึดติดกับเปลือกนอกยิ่งนัก วันนี้สะใภ้สี่สามารถย้ายเข้ามาพำนักในอารามสุ่ยเยวี่ยได้เลย"
"ท่านไปเถิด"
"ข้าจะรอคอยแม่นางเยี่ยนอยู่ที่หน้าประตูอารามนะเจ้าคะ"
เมื่อเอ่ยจบ ฮุ่ยหรูก็ค้อมศีรษะให้เยี่ยนซานเหอเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินไปเปิดประตู
เผยเซ่าตาไว สังเกตเห็นว่าที่หางตาของแม่ชีชรามีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ
ผู้ที่ตัดขาดจากกิเลสทั้งปวงกลับหลั่งน้ำตาออกมา เรื่องนี้ช่างหาดูได้ยากยิ่งนัก
เขารู้สึกสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างมาก จึงสาวเท้าเข้าไปใกล้เยี่ยนซานเหอ แล้วลดเสียงกระซิบถาม
"เมื่อครู่ที่เจ้ายื่นนิ้วชี้ออกไปเพียงนิ้วเดียว เจ้าทำสิ่งใดกับนางอย่างนั้นหรือ?"
"เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว!"
"ก็ข้าอยากรู้นี่นา หากไม่ถามให้กระจ่าง คืนนี้ข้าคงต้องนอนไม่หลับเป็นแน่ เจ้าตัดใจทนเห็นข้านอนไม่หลับได้ลงคอเชียวหรือ?"
ตัดใจได้สิ!
เยี่ยนซานเหอตอบเสียงเรียบ
"ถอยไปเถิด ใต้เท้าเผย"
น้ำเสียงเย็นชาเช่นนี้ ใต้เท้าเผยอย่างข้าช่างโปรดปรานเสียจริง! มันช่างยั่วยวนกวนใจให้รู้สึกคันยุบยิบไปหมด!
ประกายไฟที่ปะทุขึ้นในดวงตาของเผยเซ่า แทบจะสะกดกลั้นเอาไว้ไม่อยู่
"แม่นางเยี่ยน แม่นางเยี่ยน!"
ในตอนนั้นเอง จี้ฮุ่ยก็พุ่งพรวดเข้ามา ไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ นางทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าเยี่ยนซานเหอทันที ทว่าขณะที่กำลังจะอ้าปากเอ่ยคำขอบคุณ นัยน์ตาเย็นเยียบของเยี่ยนซานเหอกลับตวัดมองมาเสียก่อน
"คุณหนูหก อย่าได้เอะอะก็คุกเข่าให้ผู้อื่น คนเราหากคุกเข่าบ่อยครั้งเข้า กระดูกก็จะอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง"
"ข้า..."
"ปู้เหยียน ส่งแขก!"
"เจ้าค่ะ!"
"พ่อบ้านเซี่ย ท่านเข้ามานี่"
"ข้า..."
พ่อบ้านเซี่ยที่จู่ๆ ก็ถูกเรียกขานชื่อ รู้สึกตื่นตระหนกตกใจเสียยิ่งกว่าถูกสายฟ้าฟาดกะทันหัน
เขาไม่รอช้า รีบก้าวเท้ายาวๆ วิ่งเหยาะๆ เข้าไปด้านในทันที
"แม่นางเยี่ยน มีสิ่งใดสั่งการหรือขอรับ?"
เยี่ยนซานเหอกระดิกนิ้ว ส่งสัญญาณเรียกให้อีกฝ่ายเดินเข้าไปใกล้ๆ
พ่อบ้านเซี่ยไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด จู่ๆ ขาทั้งสองข้างก็อ่อนระทวยราวกับปุยนุ่นขึ้นมาเสียอย่างนั้น
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เขายังไม่ทันได้คิดใคร่ครวญว่าจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ท่อนแขนเรียวก็วางพาดลงบนบ่าของเขาเสียแล้ว
พ่อบ้านเซี่ยสะดุ้งสุดตัวด้วยความหวาดผวา
"มะ... แม่นางเยี่ยน..."
"ท่านย่อมรู้ดี ว่าข้าทำอาชีพอันใด"
พ่อบ้านเซี่ยรีบพยักหน้ารับรัวๆ
"และท่านก็คงจะรู้ดี ว่าต่อไปข้ากำลังจะทำสิ่งใด"
พ่อบ้านเซี่ยยังคงพยักหน้ารับอย่างต่อเนื่อง
"มีสามเรื่องที่ท่านต้องฟังให้ดี"
สีหน้าของเยี่ยนซานเหอเคร่งขรึมและจริงจังเป็นอย่างมาก
"ข้อแรก ไปเตรียมม้าเร็วให้ข้ากับหลี่ปู้เหยียนสองตัว ข้อสอง ฝั่งฮูหยินผู้เฒ่าหยาง ฝากท่านไปแจ้งข่าวสักคำ และข้อสาม ในช่วงหลายเดือนต่อจากนี้ ข้าจะต้องเดินทางเข้าออกจวนตระกูลเซี่ยอยู่บ่อยครั้ง ท่านไม่ต้องมาคอยใส่ใจดูแล ปล่อยปละละเลยประหนึ่งว่าข้าเป็นคนตายไปแล้วก็พอ"
ช่วยไม่พูดคำว่า 'คนตาย' ออกมาได้หรือไม่? ฟังแล้วช่างขนพองสยองเกล้ายิ่งนัก
"มะ... แม่นางเยี่ยนยังมีข้อสั่งการใดอีกหรือไม่ขอรับ?"
เยี่ยนซานเหอปล่อยมือออกจากบ่าของเขา
"ไม่มีแล้ว ไปเถิด"
พ่อบ้านเซี่ยรีบสับเท้าวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วเสียยิ่งกว่ากระต่ายป่า
มารดามันเถิด! หากคราหน้าข้ายังบังเกิดความสอดรู้สอดเห็นเรื่องของนางอีก ข้าจะตบปากตัวเองแรงๆ สักฉาด! ช่างน่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว!
อารามสุ่ยเยวี่ยตั้งอยู่บริเวณตีนเขาฝั่งตะวันตก ภูเขาฝั่งตะวันตกเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาไท่หาง เมื่อทอดสายตามองออกไป จะเห็นทิวเขาเรียงรายทอดยาวสลับซับซ้อนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเผยเซ่า เยี่ยนซานเหอจึงตัดสินใจชวนหลี่ปู้เหยียนแอบลอบเดินทางออกจากจวนอย่างเงียบเชียบตั้งแต่ตอนที่ดวงตะวันยังไม่ทันลับขอบฟ้า
ช่วงนี้ก็ไม่รู้ว่าใต้เท้าเผยผู้นี้ผีเข้าหรืออย่างไร ถึงได้ขยันวิ่งเทียวไปเทียวมาที่เรือนจิ้งซืออยู่ทุกวี่ทุกวัน
วันนี้ก็นำผลไม้แช่อิ่มมามอบให้ พรุ่งนี้ก็นำแตงกวาและผลไม้สดมาส่งให้ ทำตัวสนิทสนมกลมเกลียวเสียจนร้อนแรงดั่งสภาพอากาศในยามนี้ก็ไม่ปาน
ดูเหมือนว่าเขาจะยังทำตัวน่ารำคาญไม่จุใจเยี่ยนซานเหอ พอเห็นหน้านางคราใด ก็มักจะอ้าปากเรียกขานว่า
"ซานเหอเอ๋ย ซานเหอ"
ผู้ใดอนุญาตให้เขาเรียกขานนางว่าซานเหอกัน!
หญิงสาวทั้งสองคนควบม้าตะบึงมาจนถึงหน้าประตูอารามสุ่ยเยวี่ยรวดเดียว ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้มลงพอดี แม่ชีฮุ่ยหรูออกมายืนรอรับอยู่ที่หน้าประตูอารามเรียบร้อยแล้ว
เยี่ยนซานเหอตวัดขาลงจากหลังม้า หางตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างของคนสองคน นั่งขนาบซ้ายขวาอยู่บนม้านั่งหินใต้ต้นไม้ใหญ่ สีหน้าของนางพลันแปรเปลี่ยนไปทันควัน
"ไอหยา!"
หลี่ปู้เหยียนหัวเราะร่วน ยกมือขึ้นปิดปาก ทว่ากลับจงใจเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานมากพอที่จะทำให้ทุกคนในบริเวณนั้นได้ยินอย่างชัดเจน
"ช่างตามติดเป็นวิญญาณตามอาฆาตเสียจริง"
เผยเซ่าใช้เท้าเตะสะกิดเซี่ยจือเฟยเบาๆ แล้วส่งสายตาเป็นเชิงถาม
'นางกำลังด่าเจ้า หรือด่าข้ากันแน่?'
เซี่ยจือเฟยส่งสายตากลับ
'ด่าเจ้านั่นแหละ!'
เผยเซ่าเบิกตากว้าง
'เหตุใดถึงต้องเป็นข้าด้วย?'
เซี่ยจือเฟยยักคิ้วหลิ่วตา
'ก็เพราะว่าข้าหน้าตาดูดีกว่าเจ้าอย่างไรเล่า'
เผยเซ่าสบถในใจ
'บัดซบเอ๊ย!'
เซี่ยจือเฟยหยัดกายลุกขึ้นยืน สาวเท้าเดินเข้าไปหาเยี่ยนซานเหอ รอยยิ้มยียวนกวนประสาทปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา
"การสืบสวนคดีของพวกเจ้าในครานี้ ย่อมต้องลากยาวไปจนถึงดึกดื่นค่อนคืนเป็นแน่ ประตูเมืองทิศตะวันตกจะปิดตอนยามซาน ข้าเกรงว่าพวกเจ้าจะกลับเข้าเมืองไม่ได้ ดังนั้นพอจัดการธุระที่กองบัญชาการทหารเมืองหลวงเสร็จ ข้าก็รีบรุดตามมาที่นี่ทันที"
เมื่อเห็นว่าบนใบหน้าของเยี่ยนซานเหอยังคงไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ใดๆ เขาก็ลอบทอดถอนใจ
"ข้าทำงานง่วนมาทั้งวัน อาหารกลางวันก็ยังตกไม่ถึงท้อง ตอนนี้ข้าใกล้จะหิวตายอยู่แล้วนะ!"
เยี่ยนซานเหอเบือนหน้าไปมองเผยเซ่า
"เขาดื่มสุรามาหรือ?"
"เปล่านี่!"
"ไม่ได้ดื่มสุรา แล้วเหตุใดถึงมาทำตัวออดอ้อนฉอเลาะเช่นนี้เล่า!"
เยี่ยนซานเหอส่ายหน้าไปมา
"ใต้เท้าเซี่ย โปรดสำรวมกิริยาท่าทางด้วย"
ใต้เท้าเซี่ยเผยรอยยิ้มกว้างจนลักยิ้มทั้งสองข้างปรากฏให้เห็นจางๆ
ยิ้มบ้าบออันใดกัน!
เยี่ยนซานเหอลอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ
[จบบท]