บทที่ 219: เสียงฆ้อง
เซี่ยจือเฟยรู้สึกเหมือนโรคหัวใจสั่นหวิวของตนจะกำเริบขึ้นมาอีกแล้ว เขารีบช้อนตาขึ้นมองหลี่ปู้เหยียนที่อยู่ด้านข้าง หมายจะสืบเสาะบางสิ่งจากสีหน้าของนาง
ใครจะไปคิด หลี่ปู้เหยียนกลับอ้าปากค้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงงสับสน
เวลาคล้ายกับหยุดนิ่ง ทั่วฟ้าดินปราศจากสรรพเสียงใด เงียบสงัดจนทำให้ผู้คนหวาดผวา สั่นสะท้าน และแทบคลุ้มคลั่ง
จังหวะนั้นเอง เยี่ยนซานเหอลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน นางหอบหายใจเฮือกใหญ่ ในขณะเดียวกันดวงตาก็กวาดมองหาหลี่ปู้เหยียนอย่างรวดเร็ว
สี่ตาประสานกัน
หลี่ปู้เหยียนมองเห็นความตื่นตะลึงจากแววตาของนาง
เรื่องที่สามารถทำให้เยี่ยนซานเหอตื่นตะลึงได้ หลี่ปู้เหยียนรีบขยับปาก "ซานเหอ เจ้าเห็นอะไรเหรอ?"
"ปิดโลงศพลงมาก่อน"
ใบหน้าของเยี่ยนซานเหอซีดเผือดราวกับกระดาษ ร่างกายโอนเอนคล้ายจะล้มพับลงมา
พลันมีมือใหญ่ข้างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า
"จับมือข้าไว้ รีบขึ้นมา!"
เซี่ยจือเฟยนั่งยองๆ อยู่ข้างสุสาน แววตาซุกซ่อนความกังวลไว้ไม่มิด เยี่ยนซานเหอสูดลมหายใจเข้าลึก ยื่นมือส่งไปให้
เซี่ยจือเฟยออกแรงดึงเบาๆ รั้งร่างนางเข้ามาแนบชิดข้างกายอย่างมั่นคง
พอได้เข้ามาใกล้ เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าเหงื่อเย็นเยียบของเยี่ยนซานเหอเปียกชุ่มแผ่นหลังไปหมดแล้ว "ไม่เป็นไรใช่ไหม?"
"ไม่เป็นไร" เยี่ยนซานเหอดึงมือกลับอย่างแผ่วเบา
ตอนนั้นเอง หลี่ปู้เหยียนกระโดดพรวดขึ้นมา ปัดฝุ่นบนมือทิ้ง อดใจรอไม่ไหวจนต้องตั้งคำถาม
"ปมวิญญาณของนางคืออะไรกัน?"
"ตัง ตัง ตัง ตัง ตัง!"
เยี่ยนซานเหอส่งเสียงออกมารัวๆ ด้วยท่าทางค่อนข้างอ่อนแรง
เผยเซ่าทำหน้าเหลอหลา
เซี่ยจือเฟยนิ่งใบ้กิน
แม่ชีฮุ่ยหรูตกตะลึง
"ตัง ตัง ตัง ตัง ตัง หมายความว่ายังไงกันเนี่ย?" หลี่ปู้เหยียนสงสัย
"ปมวิญญาณของนาง"
เยี่ยนซานเหอสูดลมหายใจเข้าลึก "ก็คือเสียงฆ้องตังตังตังแบบนี้นี่แหละ"
เสียงฆ้องท่อนหนึ่งหรือ?
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา เบิกตากว้างอ้าปากค้าง
หลี่ปู้เหยียนนึกแปลกใจในอก ช่างเป็นเรื่องประหลาดล้ำเสียนี่กระไร!
เผยเซ่าลอบคิด ประหลาดเสียยิ่งกว่าสุนัขสีดำของท่านยายข้าอีก!
เซี่ยจือเฟยประเมินสถานการณ์ ดูท่าคราวนี้จะยากกว่าเดิมเสียแล้ว!
"แม่นางเยี่ยน!"
สีหน้าของแม่ชีฮุ่ยหรูย่ำแย่ถึงขีดสุด "ปมวิญญาณของนางเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร"
"กลับไปก่อนค่อยคุยกันเถอะ ตอนนี้ข้า"
เซี่ยจือเฟยตาไวพริบตาเดียว เขารีบย่อตัวลงตรงหน้านางอย่างรวดเร็ว "รีบขี่หลังข้าสิ ข้าจะแบกเจ้ากลับไปเอง!"
หลี่ปู้เหยียนชะงักงัน คนผู้นี้มาแย่งหน้าที่ของข้าอีกแล้วหรือ?
"ไม่ต้อง!"
"คุณชายสามแบกแม่นางเป็นครั้งที่สองแล้วนะ"
น้ำเสียงของเซี่ยจือเฟยแฝงความหยอกเย้า "เยี่ยนซานเหอ เจ้าไว้หน้าข้าหน่อยไม่ได้หรือ?"
เยี่ยนซานเหอเงียบงัน
เซี่ยจือเฟยสวนทันควัน "ครั้งแรกก็เป็นเจ้านะ"
"ชักช้าอืดอาดเช่นนี้ ไม่ใช่นิสัยของเจ้านี่"
เซี่ยจือเฟยแค่นเสียงเบาๆ "ถึงอย่างไรข้าก็บริสุทธิ์ใจอยู่แล้ว"
ข้าไม่บริสุทธิ์ใจตรงไหน?
เยี่ยนซานเหอส่งเสียงในลำคอ ทิ้งตัวลงบนแผ่นหลังของเขา หลับตาลง แล้วสิ้นสติไปเพราะหมดเรี่ยวแรง
ในชั่วขณะที่สติสัมปชัญญะเลือนหายไป ความคิดสองสายพลันผุดขึ้นมาในหัว
แผ่นหลังของคนผู้นี้นอนสบายกว่าของปู้เหยียนอยู่บ้างจริงๆ
ปมวิญญาณของจิ้งเฉินคราวนี้ ไม่ธรรมดาเลย!
"หลี่ปู้เหยียน" จู่ๆ เซี่ยจือเฟยก็ส่งเสียงเรียก
"หา?"
"ไม่ได้อยากจะแย่งหน้าที่ของเจ้าหรอกนะ เจ้าถือดาบอ่อนไว้ในมือ คอยระวังตัวไว้บ้าง"
"สถานที่แบบนี้ จะให้ระวังคนหรือระวังผีกันล่ะเนี่ย?"
หลี่ปู้เหยียนบ่นกระปอดกระแปดพลางชักดาบอ่อนออกมา กวาดสายตามองไปรอบๆ แม้แต่เงาผีก็ยังไม่มีสักตน คุณชายสามเซี่ยระแวดระวังเกินไปแล้ว!
ระหว่างทางกลับ นอกจากเสียงแมลงร้อง ก็ไม่มีใครปริปากคุยกันอีก ใบหน้าของทุกคนล้วนเคร่งเครียดหนักอึ้ง
ปมวิญญาณของคนเราจะเป็นเพียงเสียงฆ้องท่อนหนึ่งไปได้อย่างไร?
นางไปได้ยินเสียงฆ้องท่อนนี้มาจากที่ใด?
เสียงฆ้องกับแม่ชีช่างขัดแย้งกันสิ้นดี!
คนที่เคร่งเครียดที่สุดคงหนีไม่พ้นเผยหมิงถิง
เขาปรายตามองคนที่อยู่บนหลังของเซี่ยอู่สือ ปรายตามองเรือนร่างที่นับว่าไม่ได้แข็งแกร่งกำยำของตนเอง ภายในใจรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง เปรี้ยวฝาดอยู่บ้าง ทั้งยังมีความรู้สึกบอกไม่ถูกปะปนอยู่ด้วย
รู้อย่างนี้แต่แรกว่าเยี่ยนซานเหอต้องทำงานแบบนี้ เขาคงตามติดเซี่ยอู่สือไปฝึกฝนร่างกาย เสริมสร้างเส้นเอ็นและกระดูกให้แข็งแรง ถ้าเป็นเช่นนั้น คนที่แบกแม่นางในยามนี้ก็ต้องเป็นข้าแล้ว
จะไปมีธุระกงการอะไรให้เซี่ยอู่สือมาสอดมือเล่า!
ทางด้านเซี่ยอู่สือในเวลานี้ก็กำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่เช่นกัน
ทุกครั้งที่สัมผัสถึงปมวิญญาณของผู้ตาย แม่หนูคนนี้ก็ราวกับถูกสูบพลังหยางในร่างออกไปจนหมดเกลี้ยง มิน่าเล่าร่างกายของนางถึงได้เย็นเฉียบปานนั้น
เย็นเฉียบก็ช่างเถิด น้ำหนักตัวยังเบาหวิวอีก
กินเข้าไปก็ตั้งเยอะแยะ เอาไปซ่อนไว้ตรงไหนหมด?
คนทั้งกลุ่มเดินทางกลับมาถึงอารามสุ่ยเยวี่ย ผิดคาดที่บริเวณหน้าประตูอารามมีรถม้าคันหนึ่งจอดเพิ่มขึ้นมา ด้านหน้ารถม้ามีจูชิงกับหวงฉียืนคุมอยู่
เซี่ยจือเฟยมองไปทางหลี่ปู้เหยียน "พวกเจ้าสองคนนั่งรถม้าไป ม้าพวกนี้ให้ข้ากับหมิงถิงขี่เอง"
หลี่ปู้เหยียนตกใจจนดวงตาหรี่แคบลงเป็นเส้นตรง "คุณชายสาม ท่านใช้ได้เลยนะ!"
"ไม่ใช่คุณชายสามใช้ได้ แต่เป็นใต้เท้าเผยใช้ได้ต่างหาก!"
มองไม่ออกหรือไรว่านี่คือรถม้าของตระกูลเผย์ ตาบอดใส!
ใต้เท้าเผยเลิกม่านรถม้าขึ้น "วางคนเข้ามาด้านในเถอะ"
เซี่ยจือเฟยและหลี่ปู้เหยียนช่วยกันประคองคนเข้าไปในรถม้า หลี่ปู้เหยียนตบไหล่ใต้เท้าเผยเบาๆ "ใต้เท้าเผยช่างรู้จักถนอมบุปผาหยกเสียจริง ข้าขอเป็นตัวแทนคุณหนูของข้าขอบคุณท่านก็แล้วกัน"
ใบหน้าใต้เท้าเผยแดงซ่านขึ้นมาทันที เฮอะ แม่หนูคนนี้มองคนขาดเสียจริง
"แม่ชีฮุ่ยหรู"
เซี่ยจือเฟยประสานมือคารวะแม่ชีฮุ่ยหรู "วันพรุ่งนี้แม่นางเยี่ยนจะมาที่อารามอีกครั้ง ขอลาตรงนี้เลย"
แม่ชีฮุ่ยหรูพนมมือขึ้น "อมิตาภพุทธ"
รถม้าควบตะบึงไปตามถนนหลวง ผ่านไปหนึ่งชั่วยามเต็มๆ ในที่สุดก็มาถึงประตูเมืองทิศตะวันตก
ประตูเมืองปิดลงแล้ว จูชิงเดินไปเคาะประตูเรียกทหารยาม ทั้งยังแอบยัดเงินให้เล็กน้อย คนทั้งกลุ่มจึงสามารถลอบเข้าไปในเมืองได้อย่างราบรื่น
พอเข้าเมืองมาได้ หวงฉีก็สังเกตเห็นเงาคนหลายสายทำลับๆ ล่อๆ อยู่เบื้องหลัง
เขาส่งเสียงกระแอมกระไอเป็นสัญญาณให้คุณชายสาม คุณชายสามปรายหางตามองรอบทิศทาง ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ "หมิงถิง ตามข้ากลับไปพักที่ตระกูลเซี่ยเถอะ"
เป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างยิ่งที่เผยหมิงถิงไม่ยอมเอ่ยปากเหน็บแนม เขาเพียงแค่ขานรับ "ตกลง"
….
เยี่ยนซานเหอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นช่วงเช้าของวันถัดไปแล้ว หลี่ปู้เหยียนไม่อยู่ในห้อง นางออกไปฝึกวรยุทธ์ตามปกติราวกับสิบปีเป็นดั่งวันเดียว
เมื่อนึกถึงปมวิญญาณของจิ้งเฉิน นางก็ชักจะนั่งไม่ติดที่ รีบลุกขึ้นมาล้างหน้าบ้วนปากและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า
จัดการธุระเสร็จสิ้น ก็มีคนมาเคาะหน้าต่าง
คนที่จะมาเคาะหน้าต่างในเวลานี้ มีเพียงเซี่ยจือเฟยคนเดียวเท่านั้น
พอดันบานหน้าต่างออกไปดู ก็เป็นเขาจริงๆ เสียด้วย
เขาสวมชุดขุนนางเต็มยศ เบ้าตาค่อนข้างลึก ใต้ตาคล้ำลงเล็กน้อย แววตาที่ทอประกายออกมาดูไร้เดียงสาอยู่บ้าง
เยี่ยนซานเหอลอบคิดในใจ ก็ไอ้ท่าทางไร้เดียงสาแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้สตรีในตระกูลสูงศักดิ์แห่งเมืองหลวงใจอ่อนยวบยาบไปหมด
คุณชายสามเซี่ยผู้ไร้เดียงสาขยับปากด้วยท่าทียียวน "วันนี้ที่ทำการมีธุระ ข้าคงไม่ได้ไปเป็นเพื่อนเจ้าที่อารามสุ่ยเยวี่ยแล้ว เจ้าดูแลตัวเองดีๆ ด้วยเล่า"
เยี่ยนซานเหอพยักหน้ารับ เป็นเชิงบอกว่าตนเองรับรู้แล้ว
"เรื่องนี้"
"พูดมาตรงๆ เถอะ!"
เซี่ยจือเฟยเค้นเสียงลอดไรฟัน "วันข้างหน้าก็กินให้มันเยอะหน่อย ตัวเบาเกินไปแล้ว"
ใบหน้าของเยี่ยนซานเหอมืดครึ้มลง นางเองก็เค้นเสียงลอดไรฟันตอบกลับไปเช่นกัน "เมื่อวานต้องขอบคุณคุณชายสามมาก"
"เรื่องนั้น"
"คุณชายสามยังมีอะไรจะสั่งความอีกหรือ?"
เซี่ยจือเฟยเค้นเสียงลอดไรฟันอีกครั้ง "ก็อย่ากินให้มันเยอะเกินไปล่ะ เดี๋ยวตัวหนัก!"
คราวนี้ใบหน้าของเยี่ยนซานเหอมืดสนิทอย่างแท้จริง
เซี่ยจือเฟยมองดูท่าทางจนแต้มของนางแล้วอารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง เขาหมุนตัวเดินจากไปอย่างองอาจ
เดินห่างออกมาได้หลายสิบจั้ง เขาก็หยุดฝีเท้าลง
แปลกประหลาดมาก!
ตนเองก็ชอบพอนางอยู่แท้ๆ แต่กลับไม่อยากทำตัวเหมือนเผยหมิงถิง ที่วันนี้มอบของสิ่งนี้ให้ วันพรุ่งนี้มอบของสิ่งนั้นให้ เพื่อเอาอกเอาใจนางเลยสักนิด
เขาเพียงแค่อยากหยอกเย้านาง ยั่วโมโหนาง กวนประสาทนาง เพื่อให้ใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกนั้นมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างก็เท่านั้น
หากคนผู้นั้นมีน้ำโหขึ้นมาจริงๆ ไม่รู้ว่าจะมีหน้าตาเป็นเช่นไรนะ?
"คุณชายขอรับ"
จูชิงเดินเข้าไปหา "คุณชายเผยพวกเขากลับไปแล้วขอรับ"
เซี่ยจือเฟยเก็บงำสีหน้าหยอกล้อ "คัดเลือกคนที่มีฝีมือดีๆ คอยตามติดเยี่ยนซานเหออยู่ห่างๆ เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย ระวังตัวด้วย อย่าให้หลี่ปู้เหยียนจับได้ล่ะ"
"ขอรับ!"
[จบบท]