บทที่ 230: กำลังเสริม
เขาพยายามถ่วงเวลาให้นาง!
นี่คือความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเยี่ยนซานเหอ
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา สองมือและเท้าก็ตอบสนองไปตามสัญชาตญาณ
นางรูดตัวไถลลงมาจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว เอื้อมมือไปด้านหลังลำคอหยิบห่อผงพิษนั้นมากำไว้ในมือ แล้วสับเท้าวิ่งหนีสุดชีวิตไปอีกด้านหนึ่งของเรือนพักตระกูลสวี
วรยุทธ์ทั้งหมดที่เยี่ยนซานเหอมี ล้วนเป็นหลี่ปู้เหยียนที่สอนสั่ง
หลี่ปู้เหยียนสอนนางเพียงสองกระบวนท่า ท่าแรกคือเตะเข้าที่หัวเข่าของศัตรูให้คุกเข่าลง เพื่อถ่วงเวลาในการหลบหนี ส่วนอีกท่าคือการวิ่งหนีให้เร็วที่สุด
เซี่ยจือเฟยบอกไว้ว่า หากวิ่งไปทางทิศใต้ ก็จะได้พบกับคนที่มาช่วยเขา
เร็วเข้า!
ต้องเร็วกว่านี้อีก!
ตอนนี้เยี่ยนซานเหอแทบจะอยากงอกปีกออกมาแล้วบินหนีไปให้พ้นๆ
เสียงกรอบแกรบดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อเท้านางเหยียบเข้ากับกิ่งไม้ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้น ร่างทั้งร่างลื่นไถลลงไปด้านล่าง
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เมื่อเห็นว่าเบื้องหน้ามีต้นไม้ใหญ่ เยี่ยนซานเหอจึงใช้เท้าซ้ายยันพื้นอย่างแรง หยุดยั้งร่างกายที่กำลังไถลลงไปได้อย่างหวุดหวิด
ร่างกายหยุดนิ่งได้สำเร็จ ทว่าความเจ็บปวดอย่างรุนแรงกลับแล่นพล่านขึ้นมาจากข้อเท้าซ้าย
เยี่ยนซานเหอจะมัวมาสนใจความเจ็บปวดอยู่ได้อย่างไร นางใช้มือยันพื้นรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น แล้ววิ่งมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ต่อไป
เมื่อวิ่งผ่านทางเดินเล็กๆ จนมาถึงถนนหลวง ความเร็วของเยี่ยนซานเหอก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
บนถนนหลวงว่างเปล่าไร้ผู้คน เยี่ยนซานเหอหันกลับไปมองเรือนพักตระกูลสวีที่อยู่ห่างออกไปเรื่อยๆ นางกัดฟันกรอด เร่งความเร็วขึ้นอีกครั้ง
….
ตัดภาพมาที่เรือนพักตระกูลสวีในเวลานี้
พี่หลิวยกเท้าเตะอัดเข้าที่กลางอกของเซี่ยจือเฟยอย่างจัง
ไอ้ลูกเต่าเอ๊ย เตะได้หนักหน่วงจริงๆ
เซี่ยจือเฟยสบถด่าในใจ พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน แล้วถ่มน้ำลายที่ปนเปื้อนฝุ่นลงบนพื้น
"สวีเซิ่ง ข้าจะพูดอีกครั้ง เรื่องของเจ้าไม่ใช่ฝีมือข้า เจ้าอย่ามาทำอะไรบ้าๆ นะ"
สวีเซิ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ สายตาที่มองไปยังคุณชายสามเซี่ยตรงหน้าเต็มไปด้วยความมืดมน
ต้องยอมรับเลยว่าใบหน้าที่มีโครงหน้าชัดเจนนี้ มันช่างดูดีจริงๆ
เขาแค่นยิ้มเย็นชา
"เรื่องของข้าไม่ใช่ฝีมือเจ้า แล้วนังตัวดีนั่นเจ้าเป็นคนปล่อยไปใช่หรือไม่ มาทำลายเรื่องดีๆ ของข้า เจ้าว่าเจ้าสมควรตายหรือไม่ล่ะ?"
"สวีเซิ่ง!"
เซี่ยจือเฟยตะโกนลั่น
"ข้าขอเตือนให้เจ้าคิดให้ดีก่อนจะลงมือ ข้าแซ่เซี่ย หากเจ้าแตะต้องข้าแล้ว ผลที่ตามมา ตระกูลสวีของเจ้าจะรับไหวหรือไม่?"
"คุณชายสามเซี่ย"
สวีเซิ่งไม่แม้แต่จะกะพริบตา
"ตอนนี้ข้าจะไปสนตระกูลเซี่ยหรือตระกูลสวีอะไรอีกล่ะ ในเมื่อข้ากล้าแตะต้องเจ้า วันนี้ข้าก็จะเอาชีวิตเจ้า พวกเจ้าเข้าไปรุมซ้อมมัน ตีมันให้ตาย!"
กลุ่มผู้ติดตามกรูกันเข้าไปล้อมเขาทันที
เซี่ยจือเฟยไม่คิดเลยว่าไอ้หลานทรพีสวีเซิ่งนี่กะจะเอาชีวิตเขาตั้งแต่เริ่ม
ข้าตาย สู้ให้เจ้าตายดีกว่า!
เขาขยับยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพ่นออกมายาวๆ
"ไอ้พวกหลานทรพี หากแน่จริงก็เข้ามาพร้อมกันเลย อย่ามาทีละคนให้เปลืองแรงคุณชายสามอย่างข้า"
พวกผู้ติดตามฟังแล้วก็ชะงักไป
พี่หลิวหัวเราะร่วน
"คุณชายขอรับ คุณชายสามเซี่ยผู้นี้ อะไรๆ ก็อ่อนปวกเปียกไปหมด มีก็แต่ปากนี่แหละที่แข็ง"
ความสนใจของสวีเซิ่งถูกกระตุ้นขึ้นมา
"ถ้าอย่างนั้นข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าปากของมันจะแข็งสักแค่ไหน พวกเจ้าเข้าไปทีละคน"
หากทำให้ตายรวดเดียวย่อมหมดสนุก สู้ค่อยๆ ทรมานให้ตายไปทีละนิด ถึงจะช่วยระบายความแค้นในใจได้
พี่หลิวโบกมือเป็นเชิงบอกให้คนอื่นถอยไป
ใครจะรู้ว่ามือยังไม่ทันจะลดลง เซี่ยจือเฟยก็พุ่งพรวดเข้าไปราวกับเสือป่า แล้วง้างหมัดชกออกไปเต็มแรง
หมัดนี้ทั้งหนักหน่วงและรวดเร็ว ซัดเข้าจนพี่หลิวเซถลาถอยหลังไปหลายก้าว
เขายังไม่ทันจะยืนให้มั่นคง หมัดของเซี่ยจือเฟยก็ซัดตามมาอีกระลอก
"พี่หลิว ไหวหรือไม่!"
"พี่หลิว อย่าไปยอมมัน!"
"เข้าไปสิ ซ้อมมันให้ตาย!"
ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย กลับถูกชกถึงสองหมัดซ้อน ดวงตาของพี่หลิวทอประกายเย็นเยียบราวกับหมาป่า
จิตสังหารพลุ่งพล่านขึ้นมาแล้ว
….
บนถนนหลวงเงียบสงัดจนน่ากลัว ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดมาให้ได้ยิน
นั่นทำให้เสียงฝีเท้าของเยี่ยนซานเหอฟังดูดังกึกก้องเป็นพิเศษ
ลำคอของนางแห้งผากจนแทบจะเกิดควัน กลิ่นคาวเลือดตีตื้นขึ้นมา ก่อนจะถูกนางกลืนกลับลงไปอย่างยากลำบาก
คนล่ะ เหตุใดถึงยังไม่มาอีก?
หากยังไม่มา เซี่ยจือเฟยต้องตกอยู่ในอันตรายแน่
ในขณะที่กำลังร้อนใจอยู่นั้น ก็เห็นม้าหลายตัวควบตะบึงมาจากที่ไกลๆ
เยี่ยนซานเหอดีใจอย่างยิ่ง ร่างกายของนางทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ถึงกระนั้น นางก็ยังพยายามโบกไม้โบกมืออย่างสุดชีวิต
เสิ่นชงมองเห็นเยี่ยนซานเหอแต่ไกล เขากระทุ้งสีข้างม้าอย่างแรง ทำให้ม้าวิ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม
เมื่อวิ่งมาถึงตรงหน้า เขากระโดดลงจากหลังม้า
"แม่นางเยี่ยน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?"
"เร็ว... เร็วเข้า..."
เยี่ยนซานเหอหอบหายใจอย่างหนัก ชี้ไปที่ลำคอของตน แล้วหันกลับไปชี้ที่เรือนพักตระกูลสวีซึ่งอยู่ห่างออกไป สีหน้าดูเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างมาก
"คุณชายสามเซี่ยอยู่ที่เรือนพักหรือ?"
เยี่ยนซานเหอพยักหน้าอย่างแรง
"อืม... อืม"
"แล้วสวีเซิ่งล่ะ อยู่ที่นั่นด้วยหรือไม่?"
"อืมๆ"
"แม่นางเยี่ยน ท่านขึ้นม้าไปก่อนเถอะ"
"ข้า... ข้า... ลุกไม่ขึ้น!"
เสิ่นชงประคองนางลุกขึ้น แค่เท้าของเยี่ยนซานเหอแตะพื้น ความเจ็บปวดรุนแรงก็ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะร้องเสียงหลงออกมา
เสิ่นชงย่อตัวลงไปดู แล้วก็ต้องตกตะลึง
ข้อเท้าซ้ายบวมเป่งจนดูเหมือนหมั่นโถวที่หมักจนพองฟู
"แม่นางเยี่ยน เท้าของท่าน..."
"อย่าไปสนใจเท้าของข้า รีบไปช่วยคน เร็วเข้า..."
เสิ่นชงลุกขึ้นยืน ยกมือขึ้นแล้วฟาดสันมือลงไป
ดวงตาของเยี่ยนซานเหอเบิกกว้างขึ้นกะทันหัน แววตาแห่งความไม่อยากเชื่อพาดผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นร่างกายก็อ่อนปวกเปียก ล้มพับลงไป
เสิ่นชงรวบเอวนางไว้แน่น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"อ้อมกลับไปทางเส้นทางเล็กๆ ถอย!"
"ขอรับ!"
….
ตัดภาพมาที่เรือนพักตระกูลสวี
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป ทว่าคนที่ลงไปนอนกองอยู่กับพื้นกลับเป็นพี่หลิวผู้โอหัง
เซี่ยจือเฟยถ่มเลือดออกมากองหนึ่ง แสยะยิ้มกว้าง
"สวีเซิ่ง จำเอาไว้ คุณชายสามอย่างข้าน่ะปากแข็ง แต่หมัดแข็งยิ่งกว่า!"
"ดี ดี ดี คุณชายสามเซี่ยเก่งกาจสมคำร่ำลือจริงๆ"
สวีเซิ่งตื่นเต้นจนดวงตาแดงก่ำ ความรู้สึกสะใจที่แปลกประหลาดและรุนแรงสายหนึ่งสูบฉีดอยู่ในสายเลือด แทบจะทะลักออกมานอกผิวหนัง
ความรู้สึกสะใจนี้ทำให้เขาตื่นเต้นยิ่งกว่าการได้หลับนอนกับสตรีหลายร้อยคนเสียอีก
เขาเลียริมฝีปาก เอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
"คนต่อไป ใครจะเข้าไป?"
"คุณชาย ข้าเองขอรับ!"
ชายร่างสูงใหญ่กำยำคนหนึ่งพุ่งพรวดออกมา เลียนแบบวิธีชิงลงมือก่อนของเซี่ยจือเฟย หมัดนั้นพุ่งตรงไปยังศีรษะของเซี่ยจือเฟย
สวีเซิ่งตะโกนลั่นด้วยความตื่นเต้น
"ทุบมันให้ตาย!"
เซี่ยจือเฟยเอียงคอหลบ สะบัดมือเบาๆ ใบมีดบางเฉียบเล่มหนึ่งก็ร่วงลงมาอยู่ในมือ
ประกายแสงเย็นยะเยือกสว่างวาบขึ้น
ใบมีดตวัดผ่านลำคอของชายร่างยักษ์ เลือดสดๆ พุ่งกระฉูด สาดกระเซ็นไปทั่วทั้งใบหน้าและเรือนร่างของเซี่ยจือเฟย
ดวงตาของชายร่างยักษ์เบิกโพลง ส่งเสียงครางในลำคอสองสามคำ ก่อนที่ร่างอันใหญ่โตจะล้มตึงลงกับพื้นเสียงดังสนั่น
ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ข่าวลือที่ว่าคุณชายสามตระกูลเซี่ยร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ในเวลาสามร้อยหกสิบห้าวัน มีถึงสามร้อยวันที่ต้องคลุกคลีอยู่กับหม้อยา เป็นชายอายุสั้นที่โด่งดังไปทั่วเมืองหลวง
ตำแหน่งหน้าที่การงานของเขาก็เป็นบิดาที่ยอมเสียเงินซื้อมาให้ เพียงเพื่อรักษาหน้าตาของตระกูลเซี่ย แล้วเหตุใดฝีมือการต่อสู้ถึงได้เก่งกาจปานนี้?
หรือว่า...
เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องหลอกลวงหรือ?
สวีเซิ่งตกใจจนตะโกนเสียงหลง
"พวกเจ้าเข้าไปพร้อมกันให้หมดเลย"
เซี่ยจือเฟยใช้มือปาดเลือดบนใบหน้า จู่ๆ ก็หักเลี้ยวเท้า พุ่งตัวเข้าหาสวีเซิ่ง
สวีเซิ่งตกใจจนแหกปากโวยวาย
"เร็วเข้า ขวางมันไว้ ขวางมันไว้ให้ข้า"
พวกผู้ติดตามกรูกันเข้าไป
หมัดนับสิบพุ่งเข้าใส่ ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย ในที่สุดเซี่ยจือเฟยก็ถูกซัดจนล้มลงไปกองกับพื้น เขายกมือขึ้นกุมศีรษะ ปล่อยให้พวกมันรุมเตะต่อยตามอำเภอใจ
มารดามันเถอะ!
พวกเดรัจฉานองครักษ์เสื้อแพรนั่นมัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกัน หากยังไม่มาอีก คุณชายสามอย่างข้าคงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่จริงๆ แล้ว
เมื่อสวีเซิ่งเห็นเซี่ยจือเฟยถูกรุมซ้อม ก็เริ่มเต้นแร้งเต้นกาด้วยความตื่นเต้นอีกครั้ง
"อย่าตีให้ตายนะ เหลือลมหายใจรวยรินไว้ให้มันด้วย"
เมื่อเจ้านายออกคำสั่ง ผู้ติดตามก็รุมซ้อมต่ออีกหลายสิบครั้ง เมื่อเห็นเซี่ยจือเฟยนอนขดตัวแน่นิ่งไม่ไหวติง จึงได้ยอมรามือ
"พยุงข้าขึ้นไปที!"
ผู้ติดตามซ้ายขวาสองคนพยุงสวีเซิ่งเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเซี่ยจือเฟย สวีเซิ่งยกเท้าขึ้น กระทืบลงบนใบหน้าของเซี่ยจือเฟยอย่างแรง
"ไอ้หลานทรพี!"
สวีเซิ่งหัวเราะร่วนอย่างได้ใจ
"อยู่ต่อหน้าปู่สวีอย่างข้า เจ้ามันก็เป็นแค่สุนัขตัวหนึ่งเท่านั้น เห่าให้ข้าฟังหน่อยสิ เอ้า เห่าสิ!"
[จบบท]