บทที่ 87: องค์ไท่ซุน
“ถูกลมพัดตกลงมาต่างหากล่ะ” เผยเซ่าเดินเข้าไปใกล้ สีหน้าของเขาดูจริงใจขั้นสุด น้ำเสียงก็ราบเรียบเป็นธรรมชาติ “ข้าเห็นมากับตาตัวเองเลยนะ ใต้เท้าสวี”
สวีไหลแค่นเสียงขึ้นจมูก “กลางวันแสกๆ ใต้เท้าเผยกำลังลืมตาแต่งเรื่องอยู่หรือเปล่า”
เผยเซ่าประนมมือเข้าหากัน ตีหน้าขรึมจริงจัง “คนของกรมการศาสนาล้วนเป็นพระสงฆ์ที่ละทิ้งกิเลสแล้วทั้งสิ้น ผู้ทรงศีลย่อมไม่มุสา อมิตาภพุทธ”
สวีไหลแค่นยิ้มหยันมุมปาก “ใต้เท้าเผยเอาเวลาไปกราบไหว้ขอพรพระโพธิสัตว์ ให้ช่วยคุ้มครองพวกผู้หญิงตระกูลจี้เถอะ ครั้งนี้อาจจะรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ได้ แต่คราวหน้าถ้าถูกส่งตัวเข้าหอนางโลมไปแล้ว สุดท้ายก็ต้องถ่างขาปรนเปรอผู้ชายอยู่ดีไม่ใช่หรือไง”
ประโยคนี้แทงถูกจุดตายเข้าอย่างจัง เผยเซ่าถึงกับไร้คำจะโต้ตอบไปชั่วขณะ ภายในดวงตาของเขามีเพียงไฟแห่งความโกรธที่ลุกโชน
คำสบประมาทของสวีไหลเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางวงสตรีตระกูลจี้ ทุกคนต่างกอดกันร้องไห้ระงม ผู้หญิงบนโลกใบนี้เมื่อออกเรือนแล้วก็ต้องฝากชีวิตไว้กับสามี พื้นที่ของพวกนางมีเพียงเรือนหลังเท่านั้น ความห่วงใยทั้งชีวิตล้วนผูกติดอยู่กับสามีและลูก นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีสิ่งใดอีกแล้ว
ตอนนี้แผ่นดินพลิกคว่ำ เสาหลักของครอบครัวพังทลายลง พวกนางกำลังจะกลายเป็นของเล่นระบายความใคร่ของผู้อื่น ชะตากรรมช่างน่าเวทนา นอกจากการร้องไห้แล้ว พวกนางยังจะทำอะไรได้อีก
ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ รองเจ้ากรมสวีจ้องมองคุณชายสามเซี่ยด้วยท่าทางได้ใจ “ในเมื่อคุณชายสามบอกว่าเป็นน้องสาวบุญธรรม ข้าก็จะเห็นแก่หน้าท่าน ยอมหลับตาข้างหนึ่งปล่อยคนไปก็แล้วกัน ทว่า…”
เซี่ยจือเฟยยังคงรักษากิริยาอารมณ์ดี เขาระบายยิ้มบางๆ บนใบหน้า “ทว่าอะไรหรือ ใต้เท้าสวี”
แววตาของสวีไหลฉายแววอาฆาต “ทว่า ก่อนที่คุณชายสามจะพูดอะไร ช่วยจัดระเบียบลิ้นตัวเองให้ดีเสียก่อนนะ”
เซี่ยจือเฟยคลุกคลีอยู่ตามหอนางโลมมาตลอด มีหรือจะไม่เข้าใจความหมายแฝงของคนแซ่สวี เขาเลือกที่จะแกล้งโง่และไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วย ใครจะไปคิดว่าองครักษ์เสื้อแพรที่ชื่อจางเฟยพอได้ยินเข้าก็คึกคะนองขึ้นมาทันที ชายหนุ่มชี้หน้าหลี่ปู้เหยียนพร้อมกับหัวเราะลั่น
“น้องสาวบุญธรรม กับ น้องสาวที่เอาไว้ทำอย่างว่า มันก็ต่างกันแค่นิดเดียวเองนะขอรับ คุณชายสาม ท่านก็เพลาๆ ลงบ้างเถอะ”
“เพลาบ้านแกสิ” ขนาดเห็นคุณหนูตระกูลจี้โดนดูถูก หลี่ปู้เหยียนยังแทบจะทนไม่ไหว แล้วนางจะยอมให้ไอ้สารเลวสองคนนี้ลากเยี่ยนซานเหอเข้าไปด่ารวมด้วยได้อย่างไร หญิงสาวดีดตัวทะยานร่างพรวดเดียวไปหยุดอยู่ตรงหน้าจางเฟย มือทั้งสองข้างง้างขึ้นแล้วตบซ้ายขวาสลับกันอย่างรวดเร็ว
เพียะ!
เพียะ!
“ข้าจะด่าโคตรเหง้าแกยันบรรพบุรุษรุ่นที่สิบแปดเลยคอยดู”
จางเฟยสบถด่าอย่างสาดเสียเทเสีย พร้อมกับชักดาบใหญ่ออกมาฟันใส่หลี่ปู้เหยียนทันที แต่ถ้าปล่อยให้คนพรรค์นี้แตะต้องตัวนางได้แม้แต่ปลายก้อย นางก็คงไม่ใช่หลี่ปู้เหยียนแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น นางยังมีขยะอีกชิ้นที่ยังไม่ได้จัดการ
ร่างบางถอยหลบอย่างคล่องแคล่ว พริบตาเดียวก็เคลื่อนไปหยุดอยู่ตรงหน้าสวีไหล สวีไหลคิดไม่ถึงเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะมีวรยุทธ์ร้ายกาจและเคลื่อนไหวได้รวดเร็วปานนี้ เขาตกใจจนหน้าถอดสี
วินาทีที่หลี่ปู้เหยียนตวัดขาขึ้นเตรียมจะเตะ จู่ๆ นางก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่พุ่งแหวกอากาศมาจากด้านหลัง แววตาของหญิงสาวเบิกกว้าง นางพลิกตัวหลบอย่างรวดเร็ว สิ่งนั้นพุ่งเฉียดแก้มของนางไป ก่อนจะปักเข้าที่โคนต้นไม้เสียงดังฉึก ปรากฏว่าเป็นลูกธนูดอกหนึ่ง
หลี่ปู้เหยียนหันขวับกลับไปมอง แววตาเต็มไปด้วยไฟแห่งความโกรธ คนที่ยิงธนูเป็นชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ รูปร่างของเขาดูกำยำและแข็งแรงมาก ชายคนนั้นลดคันธนูในมือลงแล้วถอยหลบไปด้านข้าง เปิดทางเดินบนแผ่นหินปูพื้นให้โล่งขึ้น
ท่ามกลางความเงียบสงัด บริเวณสุดปลายทางเดินแผ่นหินปูพื้น มีใครบางคนกำลังก้าวเดินอย่างเนิบนาบเข้ามา ภายในลานกว้างที่เมื่อครู่ยังมีเสียงร้องไห้คร่ำครวญและเสียงเอะอะโวยวาย จู่ๆ ก็เงียบกริบลงจนแทบจะได้ยินเสียงใบไม้ไหว แม้แต่เสียงหายใจก็ดูเหมือนจะจางหายไป เวลาคล้ายกับถูกหยุดเอาไว้ในพริบตานี้
คนที่กำลังเดินเข้ามาเป็นคนแบบไหนกันนะ ชายหนุ่มสวมชุดยาวสีขาวสะอาดตา สวมกวานหยกบนศีรษะและสวมรองเท้าผ้าสีดำ ใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ดูสงบนิ่งและถ่อมตน ท่าทางของคนผู้นี้ดูคล้ายกับสายน้ำในหุบเขา หรือไม่ก็ต้นไผ่ชายป่า ช่างดูหมดจด อ่อนโยน และสูงศักดิ์เหนือใคร
ถ้อยคำเปรียบเปรยถึงคุณชายผู้หล่อเหลาราวกับหยก หรือบุรุษผู้ไร้ที่ติในใต้หล้า ไม่ว่าจะงัดเอาคำชมที่สวยหรูที่สุดบนโลกใบนี้มาใช้ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะบรรยายถึงตัวเขาได้เลย
เขาเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะหยุดฝีเท้าลง ชายหนุ่มระบายยิ้มบางๆ บนใบหน้า
“ตรงนี้มีเรื่องเอะอะอะไรกันหรือ”
ผู้คนรอบบริเวณต่างรีบคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง มีเพียงเยี่ยนซานเหอกับหลี่ปู้เหยียนเท่านั้นที่ยังยืนนิ่งเป็นคนบื้อใบ้ พวกนางเอาแต่จ้องมองเขาโดยไม่ขยับเขยื้อน เยี่ยนซานเหอแอบสงสัยว่าเขาเป็นใคร ส่วนหลี่ปู้เหยียนกลับมองว่าคนผู้นี้เหมือนเทพเซียนบนสวรรค์
ชายหนุ่มรูปงามไพล่มือทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง กวาดสายตามองหญิงสาวทั้งสองคน น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นฟังดูนุ่มนวล
“หน้าตาไม่คุ้นเลย เป็นแม่นางจากตระกูลใดหรือ”
เซี่ยจือเฟยที่คุกเข่าอยู่รีบเงยหน้าขึ้นมาตอบ “ทูลองค์ไท่ซุน พวกนางเป็นญาติของตระกูลเซี่ยพ่ะย่ะค่ะ เพิ่งเดินทางมาจากดินแดนห่างไกลในแคว้นอวิ๋นหนาน จึงไม่เคยเรียนรู้กฎระเบียบมาก่อน เจ้าสองคนยังไม่รีบคุกเข่าทำความเคารพองค์ไท่ซุนอีก”
องค์ไท่ซุนอย่างนั้นหรือ
เยี่ยนซานเหอสะดุ้งตกใจอยู่ลึกๆ นอกจากนางจะไม่ยอมคุกเข่าแล้ว แววตาของนางกลับยิ่งดูมืดมนลงกว่าเดิม ไท่ซุนก็คือพระโอรสสายตรงขององค์รัชทายาท การที่มีคำว่าองค์นำหน้า นั่นหมายความว่าคนผู้นี้คือผู้สืบทอดบัลลังก์ที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้ง และจะต้องขึ้นครองแผ่นดินในอนาคต จี้หลิงชวนเป็นคนขององค์รัชทายาท การที่ตระกูลจี้ถูกริบทรัพย์ แต่ฮ่องเต้กลับส่งองค์ไท่ซุนมาเป็นผู้คุมสถานการณ์ ตกลงแล้วนี่คือการจงใจหักหน้าองค์รัชทายาท หรือว่ามีความนัยอื่นแอบแฝงอยู่กันแน่
จ้าวอี้สือสัมผัสได้ถึงทิศทางสายตาของเยี่ยนซานเหอ เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“ไม่มีมารยาท แต่ความกล้าไม่เบาเลยนะ”
เซี่ยจือเฟยร้อนรนจนแทบจะมีควันพุ่งออกมาจากหู “รีบทำความเคารพสิ”
เยี่ยนซานเหอได้สติกลับมา นางกับหลี่ปู้เหยียนจึงยกมือประสานหมัดคารวะจ้าวอี้สือ นี่เรียกทำความเคารพแล้วอย่างนั้นหรือ
เซี่ยจือเฟยแทบจะเอาหน้ามุดแทรกแผ่นดินหนี เขาจำใจต้องแกล้งทำเป็นดุด่าพวกนาง “กฎระเบียบในบ้านยังไม่ทันได้เรียนรู้ ก็วิ่งหนีออกมาทำเรื่องขายหน้าข้างนอกเสียแล้ว จะให้ข้าต่อว่าพวกเจ้ายังไงดี”
จ้าวอี้สือโบกมือปัดเบาๆ “ช่างเถอะ พวกเจ้าทุกคนก็ลุกขึ้นได้แล้ว”
ผู้คนรอบข้างต่างพากันลุกขึ้นยืน “ขอบพระทัยองค์ไท่ซุน”
จ้าวอี้สือหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง คล้ายกับมีเรื่องที่ไม่เข้าใจ “ในเมื่อเป็นสตรีของตระกูลเซี่ย แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ที่จวนตระกูลจี้ได้เล่า”
เยี่ยนซานเหอยื่นมือไปตบไหล่หลี่ปู้เหยียนเบาๆ ก่อนจะก้าวออกไปด้านหน้าหนึ่งก้าว “พวกเราเดินผ่านประตูเล็กด้านข้างจวนตระกูลจี้ มีคนดึงดันจะยัดเยียดว่าพวกเราเป็นสตรีของตระกูลจี้ให้ได้ ก็เลยจับตัวพวกเราเข้ามาเพคะ”
น้ำเสียงของจ้าวอี้สือเรียบเฉยจนแยกแยะไม่ออกว่ากำลังดีใจหรือโกรธเคือง “งั้นหรือ”
ทว่าสวีไหลกลับรู้สึกใจหายวาบ เขารีบก้าวเท้าเดินออกไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
เขาชี้หน้าหลี่ปู้เหยียน “ทูลองค์ไท่ซุน เป็นเพราะแม่นางผู้นี้ถือดาบอ่อนแกว่งไปมาในตอนกลางวันแสกๆ ข้าน้อยจึงพานางเข้ามาในจวนตระกูลจี้ เพื่อเตรียมจะไต่สวนอย่างละเอียดพ่ะย่ะค่ะ ใครจะไปคิดว่าพอคนผู้นี้เข้ามาถึง ก็ลงมือทำร้ายองครักษ์เสื้อแพรจนบาดเจ็บ”
เป็นอีกครั้งที่น้ำเสียงนั้นราบเรียบจนเดาอารมณ์ไม่ได้ “งั้นหรือ”
สวีไหลนึกถึงฐานะและตำแหน่งของเจ้านายตรงหน้า ก้อนเนื้อในอกก็เต้นระรัวอย่างหนัก
“ข้าน้อยเห็นแก่หน้าคุณชายสามเซี่ย ตอนแรกก็ยอมปล่อยนางไปแล้ว คาดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะก่อเหตุทำร้ายคนซ้ำสอง ข้าน้อยนึกเสียใจที่ไม่ควรละเว้นกฎหมายเพื่อเห็นแก่พวกพ้องเลย ขอองค์ไท่ซุนทรงลงอาญาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
จู่ๆ หลี่ปู้เหยียนก็หลุดหัวเราะพรืดออกมา “เมื่อคืนใต้เท้าสวีกินอะไรเข้าไปหรือ ขยับปากทีไรถึงได้พ่นของเสียออกมาทุกที”
สีหน้าของสวีไหลเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ “องค์ไท่ซุน ทอดพระเนตรดูสิพ่ะย่ะค่ะ ลองฟังที่นางพูดสิ กล้าหาญชาญชัยเกินไปแล้ว โอหังขั้นสุด นางไม่เห็นกฎหมายของแคว้นต้าฮวาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย”
หลี่ปู้เหยียนยกมือขึ้นเท้าเอวพร้อมกับเลิกคิ้วสูง “ข้าไม่ได้เห็นหัวแกต่างหากล่ะ หน้าตายังกับหมูสามชั้น จะเอาไปทอด ผัด นำไปต้ม หรือเอาไปเจียวน้ำมัน แค่เอาไปให้หมามันกินก็ยังเสียของเลย”
หญิงสาวยังคงต่อว่าอย่างต่อเนื่อง “ทำตัวกร่างเพราะถือว่าตัวเองเป็นขุนนาง ปล่อยปละละเลยให้ลูกชายไปลวนลามหญิงสาวชาวบ้าน คุณหนูของข้าทนเห็นเรื่องอยุติธรรมไม่ได้ก็เลยเข้าไปช่วย แกก็จับคุณหนูของข้าไปขังในคุกกรมอาญา ถ้าขุนนางของแคว้นต้าฮวาเป็นเหมือนแกกันหมด ไม่ช้าก็เร็วบ้านเมืองได้ฉิบหายแน่”
บรรดาขุนนางที่ติดตามองค์ไท่ซุนมาต่างส่งเสียงตวาดลั่นพร้อมกัน “บังอาจ”
หลี่ปู้เหยียนชี้หน้าสวีไหลโดยไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยสักนิด
“ทำไมล่ะ ทีเขายังทำได้ แต่ข้ากลับพูดไม่ได้งั้นหรือ ในโลกนี้ยังมีที่ให้พูดคุยด้วยเหตุผลอยู่อีกไหม องค์ไท่ซุน ท่านช่วยตัดสินให้ทีสิ”
ใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ของจ้าวอี้สือ ในที่สุดก็มืดครึ้มลง
[จบบท]