บทที่ 29 : คล้ายมีบางสิ่งมากระตุกหัวใจ
เฉิงเจวี้ยนเคาะปากกาหมึกซึมในมือลงบนโต๊ะเบาๆ
ชายหนุ่มคนที่เพิ่งจะเอ่ยปากบอกให้ลู่จ้าวอิ่งใจเย็นๆ เมื่อครู่นี้ กลับกลายเป็นฝ่ายที่เสียอาการเสียเอง
คุณชายเฉิงทำทีเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาหยิบปากกาหมึกซึมไปวางไว้ด้านข้าง แล้วเอื้อมมือไปหยิบบุหรี่ขึ้นมาถือไว้มวนหนึ่งโดยไม่ได้จุดไฟ
ยามที่ชายหนุ่มนั่งนิ่งเงียบอย่างสงบ เค้าโครงหน้าของเขาราวกับถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกจางๆ ดูหล่อเหลางดงามราวกับภาพวาดทิวทัศน์เจียงหนาน
เขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย
"แน่ใจเหรอ? เขาดูไม่ใช่คนชอบแส่เรื่องชาวบ้านขนาดนั้นนะ"
"ไอ้หน้าตายมันเป็นคนสืบครับ แถมมันยังไปเจาะลึกคดีนักศึกษาเจ็ดคนหายตัวไปเมื่อสามเดือนก่อนมาด้วย ร่องรอยที่ทิ้งไว้เหมือนกันมาก"
ลู่จ้าวอิ่งเองก็รู้สึกทะแม่งๆ มือของเขายังคงวางค้างอยู่บนแป้นพิมพ์คีย์บอร์ด ชายหนุ่มหันตัวไปมองหน้าเฉิงเจวี้ยน
"คนที่สามารถโต้กลับเฮยอิงได้หมัดต่อหมัดแบบนี้ ผมว่ามันคล้ายกับคิวมากเลยนะ คุณไม่รู้จักเขาจริงๆ เหรอครับ?"
เฉิงเจวี้ยนหมุนไฟแช็กในมือเล่นไปมา นัยน์ตาสีเข้มมองทะลุผ่านกรอบประตูออกไป เห็นเด็กสาวคนหนึ่งกำลังเดินทอดน่องเข้ามาอย่างเชื่องช้า
พวงแก้มของเธอแดงระเรื่อผิดปกติ ซึ่งมันยิ่งขับเน้นผิวพรรณให้ดูซีดเซียวลงไปอีก หญิงสาวก้าวเดินด้วยท่าทีอ่อนระโหยโรยแรง
แม้อากาศด้านนอกจะค่อนข้างร้อนอบอ้าว ทว่าเธอกลับรูดซิปเสื้อขึ้นไปจนสุด
หางตาของหญิงสาวเจือด้วยสีแดงระเรื่อ ท่าทีดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรง ทว่ามันกลับทำให้เธอดูเข้าถึงง่ายกว่าปกติ
ปกติแล้วเด็กสาวมักจะทำตัวเย็นชา แววตาแฝงความดุดันอยู่เสมอ ทว่าจู่ๆ เธอกลับดูอ่อนโยนลงอย่างประหลาด เฉิงเจวี้ยนคาบบุหรี่ไว้ในปาก โดยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
ลู่จ้าวอิ่งเองก็เหลือบไปเห็นฉินหร่านเช่นกัน เขาจึงพับหน้าจอแล็ปท็อปลง แล้วหยุดบทสนทนาไว้เพียงเท่านั้น
ฉินหร่านพอจะเดาออกว่าเมื่อครู่นี้พวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่ และตอนนี้ก็จงใจเงียบเสียงลงเพื่อหลีกเลี่ยงเธอ
ทว่าหญิงสาวก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก โดยเฉพาะในเวลาที่หัวสมองกำลังหนักอึ้งและมึนงงแบบนี้
เธอเดินตรงไปที่ห้องครัวก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อดูว่ามีของกินอะไรเหลืออยู่บ้าง
เฉิงเจวี้ยนรวบเก็บเอกสารบนโต๊ะให้เข้าที่ ก่อนจะเอื้อมมือไปเคาะโต๊ะเบาๆ น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยจนเดาอารมณ์ไม่ออก
"ป่วยเหรอ?"
"อืม"
ฉินหร่านพับแขนเสื้อขึ้นอย่างลวกๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปในห้องครัวด้วยจังหวะที่เชื่องช้า น้ำเสียงของเธอฟังดูไร้เรี่ยวแรงอย่างเห็นได้ชัด
"นิดหน่อย"
"ฉินเสี่ยวหร่าน ทำไมถึงป่วยได้ล่ะ? รีบมานั่งพักก่อนสิ เดี๋ยวผมวัดไข้ให้"
ลู่จ้าวอิ่งรีบผุดลุกขึ้นยืนทันที แล้วดึงแขนให้ฉินหร่านลงมานั่งพัก
จากนั้นเขาก็เดินไปหยิบปรอทวัดไข้มาให้หญิงสาว
"เรื่องแค่นี้เอง เมื่อเช้ากินยาไปแล้ว เดี๋ยวฉันทำกับข้าวก่อน"
น้ำเสียงของเธอฟังดูไม่หยี่ระกับอาการป่วยของตัวเองเลยสักนิด
เอาเถอะ ลูกพี่หญิงก็ยังคงความดุดันไม่เปลี่ยน
"ไม่ได้สิ..."
ลู่จ้าวอิ่งยกมือขึ้นเกาหัวด้วยความจนใจ
"ป่วยแล้วยังจะอวดเก่งอีก นั่งลงไปเลย"
เฉิงเจวี้ยนลุกขึ้นยืน แล้วเบี่ยงตัวสละที่นั่งบนโซฟาให้ สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก
"ลู่จ้าวอิ่ง โทรสั่งอาหารจากโรงแรมเอินอวี้มาส่งหน่อย"
ลู่จ้าวอิ่งมองดูการกระทำของเฉิงเจวี้ยนที่ยอมสละที่นั่งโซฟาให้ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย แต่เขาก็ยอมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรสั่งอาหารตามคำสั่ง
"ไม่ต้องไปโรงอาหารแล้ว"
เฉิงเจวี้ยนรับปรอทวัดไข้มาส่งให้ฉินหร่านด้วยตัวเอง
"คนเยอะ วุ่นวาย วัดไข้ก่อน"
ฉินหร่านไม่ได้มองว่าอาการไข้ขึ้นเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไร แค่ตัวร้อนนิดหน่อย ไม่ได้แขนหักขาขาดเสียหน่อย
เธอรับปรอทวัดไข้มาสอดไว้ใต้รักแร้ ตัวเลขปรากฏขึ้นที่ 39.5 องศาเซลเซียส
เฉิงเจวี้ยนขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น เขาจัดการผสมน้ำยาและเจาะสายน้ำเกลือให้หญิงสาวอย่างเบามือ
จากนั้นก็รินน้ำอุ่นมาให้แก้วหนึ่ง เพราะรู้ดีว่าคนป่วยมักจะปากขม เขาจึงใส่น้ำตาลกรวดลงไปเล็กน้อยเพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น
เบาะโซฟานุ่มสบายกำลังดี หลังจากได้ดื่มน้ำอุ่นรสชาติหวานประแล่มเข้าไป อาการง่วงงุนก็เริ่มโจมตี
ฉินหร่านได้ยินเสียงเฉิงเจวี้ยนเปิดซองเอกสารอยู่ข้างๆ เป็นจังหวะแผ่วเบา ความเหนื่อยล้าดึงตัวเธอให้จมดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา
เสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอดังแว่วมาจากร่างบางที่นอนอยู่ข้างกาย
เฉิงเจวี้ยนวางเอกสารในมือลง ชายหนุ่มหันไปมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน
บางทีอาจจะเป็นเพราะพิษไข้ ความดุดันเย่อหยิ่งที่แผ่ออกมารอบตัวของหญิงสาวจึงจางหายไปจนหมดสิ้น
แพขนตายาวงอนทาบทับลงมาจนเกิดเป็นเงาสีเทาหม่นใต้ดวงตา ร่างกายของเธอดูผอมบางเหลือเกิน และเพราะไม่อยากจะรบกวนเขา เธอจึงขดตัวนอนเบียดอยู่ที่มุมโซฟาจนดูเหลือตัวแค่ก้อนกลมๆ เล็กๆ
มือเรียวที่วางทิ้งไว้ตรงขอบโซฟาผอมแห้งจนแทบจะเห็นกระดูก ผิวพรรณขาวซีดไร้สีเลือด บริเวณหลังมือที่โดนเข็มน้ำเกลือเจาะปรากฏรอยช้ำสีเขียวจางๆ
ชายหนุ่มจ้องมองภาพนั้นอยู่นาน คล้ายกับมีสิ่งใดมาสะกิดเข้าที่กลางหัวใจอย่างแผ่วเบา
นับว่าเป็นเรื่องยากมากที่ฉินหร่านจะนอนหลับได้สนิทขนาดนี้
เมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเกลือก็หยดจนหมดขวดแล้ว เวลาของการเรียนรู้ด้วยตนเองช่วงบ่ายก็ใกล้จะหมดลงเต็มที ในหม้อมีข้าวต้มอุ่นๆ เตรียมเอาไว้ให้พร้อมสรรพ
ลู่จ้าวอิ่งเพิ่งจะจัดยาให้นักเรียนคนหนึ่งเสร็จพอดี
พอเห็นว่าเธอตักข้าวต้มมานั่งกินที่โต๊ะอาหารแล้ว เขาก็เอียงคอถามด้วยความเป็นห่วง
"ให้ผมลาหยุดให้ไหม?"
"ไม่ต้องหรอก"
ฉินหร่านส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมกับระบายยิ้มบางๆ ท่าทีของเธอยังคงดูสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อนเช่นเคย ทว่าแววตาแข็งกร้าวที่เคยมองพวกเขาในตอนแรกกลับลดทอนลงไปมาก
"วันนี้ขอบคุณมากนะ"
เฉิงเจวี้ยนขมวดคิ้วมองเธอแวบหนึ่ง ใจจริงเขาอยากจะสั่งให้หญิงสาวนอนพักอยู่ที่นี่ต่อตลอดทั้งช่วงบ่าย แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์อะไรไปก้าวก่ายชีวิตของเธอ
รอจนกระทั่งหญิงสาวเดินลับสายตาไป ชายหนุ่มก็วางเอกสารในมือลง ก่อนจะจุดบุหรี่มวนที่คาบไว้ตั้งแต่เมื่อครู่นี้ขึ้นมาสูบในที่สุด
คุณชายเฉิงกำลังรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านในใจ
ลู่จ้าวอิ่งลอบสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งพลางใช้ความคิด จากนั้นก็ยกมือขึ้นลูบปลายคางตัวเองไปมา
ร่างกายของฉินหร่านฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว ตกบ่ายอาการไข้ก็ลดลงแล้ว แม้จะยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าเมื่อช่วงเช้ามากนัก
"ฟิสิกส์สิบสองคะแนน เคมีสิบแปดคะแนน"
หลินซือหรานช่วยฉินหร่านรับกระดาษข้อสอบมาดู
"หร่านหร่าน เธอเก่งมากเลย!"
ถ้าปัดเศษขึ้นลงก็นับว่าสอบผ่านแล้ว
ฉินหร่านหันไปมองหน้าหลินซือหรานพลางทำสีหน้าพูดไม่ออก
"..."
คาบเรียนสุดท้ายของวัน อาจารย์นำกระดาษข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษมาแจกคืนให้กับนักเรียน
สวี่เหยากวงไม่ได้เก็บกระเป๋ากลับบ้านในทันที เขามองดูเฉียวเซิงเดินตรงดิ่งไปหาฉินหร่านโดยไม่ได้เอ่ยปากห้ามปรามใดๆ
ใบหน้าของชายหนุ่มยังคงเรียบตึงดูไร้อารมณ์ ทว่าหางตากลับลอบสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของเพื่อนสนิทอยู่เงียบๆ
"ไข้ลดหรือยัง?"
เฉียวเซิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ทำไมไม่ลากลับบ้านล่ะ?"
ฉินหร่านพยักหน้ารับ มือก็เก็บหนังสือใส่กระเป๋าไปพลาง พร้อมกับสูดน้ำมูกเข้าจมูกเบาๆ
"ใกล้หายแล้ว"
"พักผ่อนเยอะๆ แล้วก็ดื่มน้ำอุ่นมากๆ ด้วย"
เฉียวเซิงทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่โต๊ะเรียนของตัวเอง เขาก้มลงหยิบอมยิ้มกระป๋องหนึ่งออกมาจากใต้โต๊ะ นำมาวางกระแทกลงบนโต๊ะของฉินหร่าน พร้อมกับเลิกคิ้วขึ้น
"เอาไปกินสิ"
บริเวณหน้าประตูห้องเก้า ฉินอวี่มารออยู่ก่อนแล้ว จังหวะที่กำลังยืนรอสวี่เหยากวงกับเฉียวเซิงอยู่นั้น เธอก็ดันเหลือบไปเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้าเข้าพอดีจนชะงักงันไป
หญิงสาวรีบหันหน้าหนีไปทางอื่น ไม่อยากจะทนมองหน้าฉินหร่านอีกต่อไป
ทว่าเธอก็ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ จึงแอบปรายตามองไปที่โต๊ะของฉินหร่านอีกครั้ง
ปกติแล้วเฉียวเซิงมักจะติดนิสัยคุณชายเอาแต่ใจ เวลาคุยกับเธอก็ยังติดท่าทีทีเล่นทีจริง ไม่เคยเห็นเขาใช้คำพูดคำจาอ่อนโยนกับใครแบบนี้มาก่อนเลย
ผ่านไปเพียงไม่นาน
เฉียวเซิงก็เหวี่ยงกระเป๋าเป้ขึ้นพาดบ่า แล้วเดินตามหลังสวี่เหยากวงก้าวพ้นประตูห้องเรียนออกมา
พออ้าปากพูด ประโยคแรกก็คือการเอ่ยปากล้อเลียนเพื่อนสนิททันที
"คุณชายสวี่ รอบนี้ภาษาอังกฤษฉินหร่านก้าวหน้าขึ้นมาตั้งสามสิบคะแนนเลยนะ!"
สามสิบคะแนน สวี่เหยากวงขมวดคิ้วเล็กน้อย
ที่แท้เขาก็แค่คิดมากไปเองสินะ?
"สามสิบคะแนน?"
"ก็ใช่น่ะสิ ก้าวหน้าขึ้นเยอะเลยนะ รอบที่แล้วเธอได้ศูนย์คะแนนเลยนะ"
เฉียวเซิงยืนล้วงกระเป๋ากางเกงพูดด้วยท่าทางสบายๆ
ฉินอวี่ลอบสังเกตสีหน้าของสวี่เหยากวงที่ยังคงดูเย็นชาไร้ความรู้สึก เธอระบายยิ้มออกมาบางๆ โดยไม่หลุดปากพูดอะไรออกมา
ความกังวลในใจของเธอปลิวหายไปจนหมดสิ้น
เด็กนักเรียนทั้งสามคนนี้ต่างก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในโรงเรียน ไม่ว่าใครจะเดินแยกไปทางไหนก็มักจะตกเป็นเป้าสายตาและเสียงซุบซิบนินทาของนักเรียนคนอื่นๆ เสมอ ยิ่งเดินรวมกลุ่มกันสามคนแบบนี้ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
มีนักเรียนบางคนถึงขนาดยอมเสียเวลายืนรออยู่ตรงบันไดชั้นล่าง เพื่อรอดักดูพวกเขาทั้งสามคนเดินออกมาพร้อมกันด้วยซ้ำไป
นักเรียนใหม่ห้องห้า
"มู่อิ๋ง กลับบ้านด้วยกันไหม?"
เพื่อนร่วมโต๊ะของมู่อิ๋งเป็นเด็กสาวร่าเริงสดใสที่มัดผมหางม้า ได้ยินมาว่าเธอสอบเลื่อนชั้นมาจากแผนกมัธยมต้นของที่นี่โดยตรง เธอมีชื่อว่าหลี่อวี้หาน
พวกเธอทั้งคู่ต่างก็เป็นนักเรียนแบบไปเช้าเย็นกลับด้วยกันทั้งคู่
หลี่อวี้หานเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับคนง่าย เธอจึงเดินเข้าไปคล้องแขนมู่อิ๋งอย่างสนิทสนม
วันนี้เป็นวันเปิดเรียนของนักเรียนใหม่ พอถึงเวลาเลิกเรียน ถนนภายในบริเวณโรงเรียนจึงคลาคล่ำไปด้วยฝูงชน
จู่ๆ บริเวณด้านหน้าก็เกิดความวุ่นวายขนาดย่อมๆ ขึ้น
เมื่อมองฝ่าฝูงชนออกไปไกลๆ ก็พบว่าต้นเหตุของความโกลาหลนั้นมาจากกลุ่มคนสามคนที่กำลังเดินมาด้วยกัน
เด็กสาวในกลุ่มไม่ได้สวมเครื่องแบบนักเรียนเหมือนคนอื่น แต่กลับใส่ชุดเดรสสีอ่อนดูสะดุดตา ข้างกายของเธอมีเด็กหนุ่มอีกสองคนเดินขนาบข้าง รูปร่างหน้าตาของพวกเขาทั้งสามคนจัดว่าโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก
"กรี๊ด! มู่อิ๋ง เธอพอดูสิ ผู้ชายที่ดูเย็นชาคนนั้นคือสวี่เหยากวง เป็นทั้งเด็กเรียนแล้วก็เป็นเดือนโรงเรียนของเราเลยนะ อยู่มอหก! ส่วนอีกคนที่ดูแบดๆ หน่อยชื่อเฉียวเซิง ตระกูลเฉียวเธอรู้จักใช่ไหม เขาก็คือคุณชายตระกูลเฉียวนั่นแหละ!"
หลี่อวี้หานเขย่าแขนมู่อิ๋งด้วยความตื่นเต้นดีใจ
"แล้วผู้หญิงที่เดินอยู่ข้างๆ พวกเขาสองคนน่ะ เธอรู้ไหมว่าเป็นใคร?"
"รู้สิ ดาวโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่ง..."
มู่อิ๋งจ้องมองฉินอวี่ที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนด้วยความอิจฉาลึกๆ ในใจ เมื่อปรายตามองไปยังเด็กหนุ่มรูปหล่อที่เดินขนาบข้างพี่สาว ความรู้สึกของเธอก็ยิ่งสับสนวุ่นวายตีรวนกันไปหมด
"พรวด ดาวโรงเรียนอะไรกัน? นี่เธอไปเอาข่าวหลงยุคมาจากไหนเนี่ย?"
หลี่อวี้หานจำต้องละสายตาจากชายหนุ่มทั้งสองคนหันมามองหน้าเพื่อนสนิท
"เธอไม่รู้เหรอว่าดาวโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งโดนโค่นตำแหน่งไปตั้งแต่เปิดเทอมมอหกปีนี้แล้ว?"
"เปลี่ยนคนแล้วเหรอ?"
ข่าวสารที่มู่อิ๋งได้รับรู้มายังคงหยุดชะงักอยู่ที่ช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เธอจึงทำหน้าเหลอหลาด้วยความงุนงง
"เปลี่ยนเป็นใครล่ะ?"
[จบบท]