บทที่ 8 : บัตรเพชร
หนิงฉิงกับเฉินซูหลานหันไปมองทางประตู
ฉินหร่านมายืนอยู่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ ในมือของเธอถือกระดาษแผ่นหนึ่งเอาไว้ ขณะยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทางกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง
รอยยิ้มของเธอดูสบายๆ แฝงความเย็นชาอยู่เล็กน้อย ส่วนที่เหลือคือความร้ายกาจที่แทบจะทะลักออกมาจากกระดูก
หมอที่หนิงฉิงนัดไว้นั้นไม่ได้เช้าขนาดนี้ แต่เป็นเพราะเธอไม่อยากไปส่งฉินหร่านเข้าเรียน เธอจึงเลือกที่จะโกหกออกไป
สถานการณ์ในตอนนี้ทำให้เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย
ฉินอวี่ถือเป็นคนดังของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งแห่งเขตเหิงชวน หนิงฉิงมักจะไปร่วมการประชุมผู้ปกครองอยู่บ่อยครั้ง ผู้คนจำนวนมากในโรงเรียนจึงรู้จักเธอในฐานะแม่ของฉินอวี่
ในช่วงเวลาแบบนี้ เธอไม่อยากให้คนอื่นรับรู้เลยว่า นักเรียนที่มีประวัติไม่ดีอย่างฉินหร่านก็เป็นลูกสาวของเธอเช่นเดียวกัน
ภายในใจของเธอรู้สึกต่อต้านเรื่องนี้อย่างหนัก
เฉินซูหลานไม่ได้โง่ หลังจากตื่นนอน เธอพยายามพูดเกลี้ยกล่อมหนิงฉิงให้เข้าใจ
เธอรู้ดีว่าตัวเองอาจจะมีเวลาเหลืออยู่บนโลกนี้อีกไม่นาน แต่ฉินหร่านยังอายุน้อย หากเธอไม่ยอมดูแล ก็จะไม่มีใครคอยดูแลเด็กคนนี้อีกแล้ว
ทว่าทั้งสองคนต่างก็คาดไม่ถึงเลยว่าฉินหร่านจะกลับมา
หนิงฉิงมองไปทางฉินหร่าน เธออ้าปากค้าง แม้แต่คำอธิบายก็ยังดูไร้เรี่ยวแรง
"หร่านหร่าน แม่ไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ"
เธอไต่เต้าจากคนชนบทจนกลายมาเป็นคุณนายในตระกูลเศรษฐี
ภายในตระกูลหลิน นอกจากหลินฉีและหลินจิ่นเซวียนแล้ว คนอื่นๆ มักจะมองเธอด้วยสายตาจับผิด พร้อมทั้งแสดงความดูถูกออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง
หนิงฉิงใช้เวลาถึงสิบสองปี อาศัยความโดดเด่นของฉินอวี่จนสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ภายนอกดูเหมือนเธอจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่แท้จริงแล้วลึกๆ ในใจเธอยังคงมีความรู้สึกต่ำต้อยซ่อนอยู่
การที่จู่ๆ ก็มีเด็กอย่างฉินหร่านโผล่มา จะไม่ให้เธอรู้สึกอึดอัดใจเลยก็คงเป็นไปไม่ได้
คำพูดเมื่อครู่นี้ เธอก็แค่บ่นให้เฉินซูหลานฟังเท่านั้น
ใครจะไปคิดว่าฉินหร่านจะมาได้ยินเข้าพอดี
สีหน้าของฉินหร่านไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เธอล้วงมือข้างหนึ่งเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ น้ำเสียงดูไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
"หนูไม่แคร์หรอก"
หนิงฉิงมองเธอด้วยความตกตะลึง
เฉินซูหลานได้แต่ถอนหายใจออกมา
"หร่านหร่าน เมื่อกี้แม่โมโหมากไปหน่อย" หนิงฉิงหาเสียงตัวเองจนเจอ เธอขยับผ้าคลุมไหล่โดยไม่รู้ตัว
"ลูกกลับมาก็ดีแล้ว แม่ให้คนจัดห้องให้ใหม่ ลูกไปอยู่ชั้นสามนะ แม่จัดห้องให้เหมือนของอวี่เอ๋อร์เลย"
"ไม่ต้องหรอก หนูแค่จะมาบอกว่า" ฉินหร่านหรี่ดวงตาสวยงามลง ท่าทางดูไม่ค่อยใส่ใจนัก
"หนูจะอยู่หอพัก"
เมื่อพูดจบ เธอก็เบี่ยงตัวเดินขึ้นไปยังชั้นสามเพื่อเก็บข้าวของทันที
เธอไม่มีของอะไรมากมาย มีเพียงกระเป๋าสีดำหนึ่งใบ คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง และโทรศัพท์มือถืออีกหนึ่งเครื่องเท่านั้น
เฉินซูหลานเดินตามฉินหร่านเข้าไปภายในห้อง
"ยายว่าอยู่หอพักก็ดีเหมือนกัน" เฉินซูหลานยืนอยู่ตรงขอบประตู เธอมองหลานสาวอยู่ครู่หนึ่งด้วยสีหน้าอ่อนล้า
"หนูต้องเข้ากับเพื่อนให้ดีนะ อย่าใจร้อนนักล่ะ"
ผู้เป็นยายพร่ำบ่นอยู่นานยืดยาว ส่วนฉินหร่านก็รับฟังอย่างอดทน
สายตาของเธอกวาดมองห้องพักแขกที่หนิงฉิงเพิ่งจัดเตรียมไว้ให้ได้ไม่นาน โทนสีของห้องดูอบอุ่น ซึ่งน่าจะเป็นแบบที่ฉินอวี่ชื่นชอบ ฉินหร่านจึงไม่ค่อยคุ้นชินกับบรรยากาศแบบนี้นัก
เธอหลุบตาลง เก็บของอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะรูดซิปกระเป๋าเป้จนเกิดเสียงดังครืด
เฉินซูหลานจ้องมองเธอ
"หร่านหร่าน ทำไมลูกถึงโกหกแม่เขาล่ะ"
"หืม?" ฉินหร่านเหวี่ยงกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลัง คิ้วที่เลิกขึ้นเล็กน้อยนั้นดูดุดันและเย่อหยิ่ง ราวกับเป็นการบอกให้ผู้เป็นยายพูดต่อไป
"ตอนเก้าขวบ หนูเล่นไวโอลินได้เก่งมากเลยนะ" เฉินซูหลานกวาดสายตามองการตกแต่งโทนอบอุ่นภายในห้อง ก่อนจะนวดคลึงขมับของตัวเองเบาๆ
ฉินหร่านชื่นชอบสิ่งของที่มีโทนสีเย็นตา เสื้อผ้าของเธอก็มักจะเป็นสีขาวดำเสียส่วนใหญ่
"ตอนนั้นครูจากเมืองหลวงอุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงหมู่บ้านหนิงไห่ พักอยู่ตั้งครึ่งปีเพื่อจะรับหนูเป็นลูกศิษย์ ทำไมถึงไม่บอกแม่เขาล่ะ"
"ไม่มีอะไรต้องบอกหรอก" ฉินหร่านพูดอย่างไม่ใส่ใจ เธอใช้แขนข้างหนึ่งโอบไหล่เฉินซูหลานเอาไว้ ท่าทางดูสนิทสนมราวกับเพื่อนซี้
"ยายเลิกกังวลได้แล้ว น้าบอกว่าตอนเด็กแม่สวย ยายก็เลยตามใจแม่ที่สุด ตอนนี้แม่รับยายมาดูแลแล้ว ยายก็พักผ่อนรักษาตัวไปเถอะ ถ้าหนูหยุดเรียนเมื่อไหร่จะแวะไปเยี่ยมนะ"
หากจะพูดกันตามตรงแล้ว หนิงฉิงมีความกตัญญูต่อเฉินซูหลานเป็นอย่างมาก
คนเราเมื่อแก่ตัวลง ก็ย่อมอยากให้ลูกหลานคอยอยู่ใกล้ชิด ฉินหร่านรู้ดีว่าภายในใจของยายกำลังเป็นห่วงเรื่องอะไรอยู่
จากนั้นทั้งสองคนก็เดินลงไปชั้นล่าง
หนิงฉิงกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น
เมื่อเห็นฉินหร่านสะพายกระเป๋าเดินลงมา โดยสวมเพียงเสื้อยืดสีขาวตัวเดิมของตัวเอง
เธอก็ลุกขึ้นยืนทันที ในที่สุดเธอก็ตระหนักได้ว่าเรื่องที่ฉินหร่านบอกจะไปอยู่หอพักนั้นเป็นเรื่องจริงจัง
เธออุตส่าห์เตรียมกระโปรงสวยๆ ไว้ให้เต็มตู้เสื้อผ้า แถมยังมีกระเป๋าแบรนด์เนมอีกหลายใบ แต่ฉินหร่านกลับไม่ยอมหยิบติดมือไปเลยสักชิ้นเดียว
หนิงฉิงยังคงตั้งตัวไม่ติด ในมือของเธอถือถ้วยชาเอาไว้ และไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรออกไปดี
บนโลกนี้จะมีใครที่ไม่ชอบอยู่คฤหาสน์หรูหรา ไม่ชอบเสื้อผ้าแบรนด์เนม หรือไม่ชอบกระเป๋าราคาแพงกัน
"หนูจะไปโรงเรียนแล้ว ฝากดูแลยายด้วยนะ มีวันหยุดเมื่อไหร่หนูจะแวะไปที่โรงพยาบาล" ฉินหร่านล้วงมือข้างหนึ่งไว้ในกระเป๋าเสื้อ ดวงตากลมโตของเธอฉายแววดุดันและเย็นชา
คฤหาสน์ตระกูลหลินอยู่ใกล้กับโรงเรียน แถมยังมีนักโภชนาการคอยดูแลเรื่องอาหารการกินโดยเฉพาะ
การเรียนในชั้นมัธยมปลายปีที่สามนั้นค่อนข้างหนักหน่วง โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งก็มีการแข่งขันสูง ครอบครัวไหนที่มีฐานะ ล้วนไม่เลือกให้ลูกหลานไปอยู่หอพัก ส่วนใหญ่มักจะมีผู้ปกครองคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
หนิงฉิงเองก็รู้ดีว่าการให้ฉินหร่านพักอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลหลินนั้นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
แต่เมื่อเธอมองดูแผ่นหลังของฉินหร่านที่กำลังสะพายกระเป๋าเดินออกไป เธอก็ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อนึกขึ้นได้ว่าบรรดาน้องสาวของสามีใกล้จะเดินทางมาเยือนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเงียบ และไม่ได้เอ่ยปากรั้งลูกสาวเอาไว้
หนิงฉิงบอกให้คนขับรถไปส่งฉินหร่าน
"พี่ชายกับน้องสาวของลูกต่างก็... เฮ้อ ช่างเถอะ เอาเป็นว่าลูกตั้งใจเรียนก็แล้วกัน"
เมื่อมองดูฉินหร่านจากไป เส้นประสาทที่ตึงเครียดของเธอก็ผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด
เฉินซูหลานเดินออกมาส่งฉินหร่านที่หน้าประตู ในขณะที่เธอตั้งใจจะตามไปส่งหลานสาวถึงโรงเรียน เธอกลับถูกฉินหร่านห้ามเอาไว้เสียก่อน
เฉินซูหลานยืนอยู่บริเวณหน้าประตูคฤหาสน์ เธอรู้ดีว่าฉินหร่านมีของแปลกๆ อยู่มากมาย ซึ่งเด็กสาวมักจะเก็บรักษาพวกมันไว้ราวกับเป็นของล้ำค่า
ทว่าเมื่อมองดูประเป๋าเป้สีดำที่สะพายอยู่บนหลังของเด็กสาว เฉินซูหลานก็พลันนึกขึ้นมาได้ ว่าฉินหร่านแทบจะไม่ได้หยิบจับสิ่งของใดๆ เข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลหลินเลย
ตั้งแต่แรกเริ่ม หลานสาวของเธอก็ตั้งใจที่จะพักอยู่ที่หอพักของโรงเรียนอยู่แล้ว
ฉินหร่านไม่ได้มุ่งหน้าตรงไปยังโรงเรียนในทันที แต่เธอเลือกที่จะแวะไปที่ธนาคารก่อน
เธอกดรับบัตรคิวและยืนรอจนกระทั่งถึงคิวของตัวเอง ก่อนจะเดินตรงไปที่หน้าเคาน์เตอร์
พนักงานสาวหน้าเคาน์เตอร์มองดูบัตรเพชรที่เด็กสาวยื่นส่งมาให้อย่างลวกๆ เธอถึงกับชะงักงันไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดตะกุกตะกักออกมา
"ฉะ...ฉันขอไปตามผู้จัดการก่อนนะคะ อำนาจของฉันไม่พอจัดการเรื่องนี้"
"อืม" ฉินหร่านก้มหน้าลงเล็กน้อย นิ้วมือเรียวขาวของเธอเคาะลงบนเคาน์เตอร์อย่างไม่ใส่ใจนัก
"ฉันแค่จะโอนเงินนิดหน่อย"
โดยปกติแล้ว ผู้ที่ถือครองบัตรเพชรมักจะไม่ค่อยเดินทางมาทำธุรกรรมที่ธนาคารด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้จัดการธนาคารที่คอยรับหน้าที่จัดการธุระต่างๆ ให้กับพวกเขาเสียมากกว่า
หลังจากฉินหร่านจัดการโอนเงินเสร็จเรียบร้อย ผู้จัดการธนาคารก็ลงมาส่งเธอด้วยตัวเอง
ธนาคารตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก ใช้เวลาเดินเท้าไม่ถึงสิบนาทีก็ถึงแล้ว
ฉินหร่านกล่าวขอบคุณคนขับรถของตระกูลหลิน ก่อนจะบอกให้เขากลับไปได้เลย
คนขับรถเพียงแค่ปรายตามองพนักงานธนาคารที่กำลังส่งยิ้มประจบประแจงอยู่ไม่ไกลนัก คนของตระกูลหลินไม่เคยมาใช้บริการที่ธนาคารแห่งนี้ เขาจึงไม่รู้จักใครเลย แม้ในใจจะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรออกมา
ฉินหร่านเลือกเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ใกล้ที่สุดเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังโรงเรียน
ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี สภาพอากาศจึงค่อนข้างร้อนอบอ้าว
"ร้านอาหารที่คุณปู่สวี่บอกมันอยู่ตรงไหนเนี่ย" ท่ามกลางแสงแดดจ้า ต่างหูของลู่จ้าวอิ่งสะท้อนแสงเป็นประกายวาววับ เขากำลังถือโทรศัพท์มือถือแนบหู พร้อมกับชะเง้อคอมองไปรอบๆ บริเวณทางแยก
ด้านหลังของเขามีเฉิงเจวี้ยนเดินตามมาในระยะห่างที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก
แม้แสงแดดจะแผดเผาอย่างรุนแรง ทว่าเสื้อเชิ้ตสีดำที่เขาสวมใส่อยู่กลับไม่ได้ทำให้รู้สึกร้อนเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังแผ่กลิ่นอายเย็นเยือกออกมาอย่างน่าประหลาด
ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ทว่ากลับดูดีอย่างหาตัวจับยาก ทั้งยังแฝงไปด้วยความสุขุมลุ่มลึกและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เขาตั้งใจจะเดินไปหาที่ร่มๆ ใต้ต้นไม้เพื่อยืนรอลู่จ้าวอิ่งถามทาง แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เขากลับสังเกตเห็นกลุ่มคนทำผมสีฉูดฉาดราวกับขนไก่ กำลังยืนล้อมรอบใครบางคนอยู่ที่บริเวณหัวมุมถนนฝั่งซ้ายมือ
คนถูกล้อมถือกระเป๋าเป้สีดำเอาไว้ในมือ นิ้วมือของเธอขาวซีดจนดูเย็นชา
ภายนอกสวมทับด้วยเสื้อแจ็กเก็ตเครื่องแบบของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งอย่างลวกๆ
เธอมีหน้าตาที่โดดเด่นสะดุดตา ทว่ากลับมีสีหน้าที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก
เฉิงเจวี้ยนถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
หลังจากที่ลู่จ้าวอิ่งสอบถามตำแหน่งที่ตั้งจนแน่ใจแล้ว เขาก็กดวางสายโทรศัพท์ และหันไปเห็นสถานการณ์ตรงหน้าเข้าพอดี
[จบบท]