บทที่ 20: ทำไมถึงเสื้อผ้าหลุดลุ่ยแบบนี้
หร่วนถงขมวดคิ้วเข้าหากันจนเป็นปม เธอรีบเก็บสเปรย์พริกไทยลงไป เปลี่ยนมาหยิบปืนช็อตไฟฟ้าออกมาแทน จากนั้นก็จี้เครื่องช็อตไฟฟ้าไปที่หน้าท้องของชายคนนั้นอย่างเต็มแรง ชายผิวคล้ำรูปร่างผอมบางล้มลงไปกองกับพื้นด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของเขาชักกระตุกอยู่สองสามครั้งก่อนจะหมดสติไป
หร่วนถงรีบเก็บปืนช็อตไฟฟ้า เธอหยิบท่อนไม้ออกมาฟาดลงบนร่างของชายที่หมดสติไปแล้วอย่างแรงพร้อมกับส่งเสียงด่าทอ
“คนเลว กล้าหลอกฉันงั้นเหรอ ฉันจะตีคุณให้ตายเลย”
“หร่วนถง”
เสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง หร่วนถงรู้สึกโล่งใจขึ้นมา เวลาต่อมาเธอแสร้งทำทีเป็นหวาดกลัว หันกลับไปมองสบตากับกู้ไป๋ที่เต็มไปด้วยความร้อนใจ ขอบตาของเธอเริ่มแดงก่ำขึ้นมาทีละน้อย เธอเบะปาก โยนท่อนไม้ในมือทิ้งไป แล้วพุ่งเข้าไปกอดเขาไว้แน่น
“ฮือ ฮือ พี่สี่ มีคนรังแกฉัน ฮือ ฮือ”
กู้ไป๋กอดภรรยาตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน สีหน้าของเขาดูซับซ้อน เมื่อกี้เขายังเห็นผู้หญิงคนนี้อาละวาดฟาดคนอื่นอยู่เลย ทำไมพริบตาเดียวถึงกลายเป็นลูกแมวน้อยบอบบางไปได้ล่ะ
“ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน ไม่ใช่คนหมู่บ้านเราใช่ไหม”
ชาวบ้านที่ตามมาด้วยชี้มือชี้ไม้ไปที่ผู้ชายซึ่งนอนสลบอยู่บนพื้น
“พวกคุณมีใครรู้จักเขาไหมครับ”
กู้หรงหันไปถามชาวบ้านรอบๆ
กู้เหวินหลินแค่นเสียงเย็นชา
“ไม่ต้องสนใจหรอกว่าเขาเป็นใคร ลากตัวเขาไปหาผู้ใหญ่บ้านก่อนค่อยว่ากัน”
กู้เหวินหลินหันไปมองกู้ไป๋ด้วยความเป็นห่วง
“เจ้าสี่ ถงถงไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
กู้ไป๋ก้มลงมองร่างเล็กที่ซุกหน้าอยู่กับอกของเขา หร่วนถงส่ายหน้าไปมา เธอเอาแต่ซุกหน้าสะอื้นไห้กับแผงอกของเขาต่อไป เสื้อผ้าของเธอและชายบนพื้นยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็มองออก คนร้ายยังไม่ทันได้ลงมือก็ถูกภรรยาตัวน้อยคนนี้ตีจนสลบไปเสียก่อน ชาวบ้านต่างพากันมองหร่วนถงด้วยสายตาแปลกประหลาด
“ถงถงไม่เป็นอะไรครับ ผมจะพาเธอกลับไปก่อน”
กู้ไป๋บอกกับผู้เป็นพ่อ เขาโอบเอวหร่วนถงพาเดินออกไปจากตรงนั้น ไม่เปิดโอกาสให้คนพวกนั้นได้จ้องมองเธออีก
กู้หรงเขย่งเท้าชะเง้อมองแผ่นหลังของสองสามีภรรยา เขาหันไปกระซิบถามกู้เหวินหลิน
“พ่อครับ ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่น้องสะใภ้เป็นคนพามาใช่ไหม ผมได้ยินมาว่าชื่อเสียงของหร่วนถงในหมู่บ้านของเธอไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ”
“พูดบ้าอะไรของแก”
กู้เหวินหลินถลึงตาใส่กู้หรงอย่างแรง เขาเอามือไพล่หลังเดินตามชาวบ้านมุ่งหน้าไปยังบ้านของผู้ใหญ่บ้าน
กู้หรงถูกตวาดจนต้องยกมือขึ้นมาลูบจมูกตัวเอง
“เดี๋ยวนี้พูดความจริงก็ไม่ได้แล้วเหรอ หร่วนถงก็เป็นแค่ผู้หญิงใจแตกไม่ใช่หรือไง มีแค่พ่อกับแม่นั่นแหละที่เห็นเธอเป็นของล้ำค่า ฮึ”
กู้ไป๋ประคองเอวบางของหร่วนถงเอาไว้ เขารู้สึกได้ว่าฝีเท้าของเธอเซไปเซมาคล้ายจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
“ผมให้ขี่หลังนะ”
กู้ไป๋ย่อตัวลง หร่วนถงรีบดึงเขาเอาไว้
“พี่สี่ เมื่อกี้คุณหกล้มไม่ใช่เหรอคะ ขาเป็นยังไงบ้าง”
“หกล้มเหรอ ผมไม่ได้หกล้มนะ”
กู้ไป๋มึนงงไปเล็กน้อย เขาเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียด ดูเหมือนหร่วนถงจะถูกคนหลอกให้ออกมา
“งั้นก็ดีแล้วค่ะ คุณไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”
หร่วนถงกัดริมฝีปากด้วยความเจ็บใจ
“ฉันโง่เองที่หลงเชื่อคำพูดของคนแปลกหน้าง่ายๆ แบบนี้”
หร่วนถงพูดออกไปแบบนั้น ภายในใจของเธอพอจะคาดเดาเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว หึ สวี่เยี่ยน
กู้ไป๋มองใบหน้าเล็กที่ดูซีดเซียวของหร่วนถง เขาตัดสินใจช้อนตัวเธอขึ้นมาอุ้มเอาไว้แนบอก
“พี่สี่”
หร่วนถงร้องเสียงหลง เธอรีบยกแขนคล้องคอกู้ไป๋เอาไว้แน่น
“ผมจะอุ้มคุณกลับไปเอง”
กู้ไป๋พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเชื่องช้า น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ขาของผมดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย ต้องขอบคุณที่คุณช่วยรักษานะ”
หร่วนถงเม้มริมฝีปากส่งยิ้มให้เขาโดยไม่พูดอะไร อาจจะเป็นเพราะเพิ่งจะตกใจกลัวมาหมาดๆ ประกอบกับการใช้พลังจากมิติ เธอรู้สึกเพียงว่าเปลือกตาเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายของเธอยังคงอ่อนแอเกินไปจริงๆ
ตอนที่กู้ไป๋อุ้มหร่วนถงกลับมาถึงบ้าน หร่วนถงก็หลับสนิทอยู่ในอ้อมแขนของเขาไปแล้ว สวี่เยี่ยนที่แอบเกาะหน้าต่างชะเง้อมองออกไปข้างนอกมาตลอด เมื่อเห็นภาพนี้เธอก็ทนไม่ไหว รีบวิ่งกลับเข้ามาในห้อง
“ตายจริง น้องสะใภ้เป็นอะไรไป ทำไมถึงเสื้อผ้าหลุดลุ่ยแบบนี้ล่ะ”
กู้ไป๋ปรายตามองเธอด้วยความเย็นชา
“ตาบอดหรือไง”
ภรรยาของเขาเสื้อผ้าหลุดลุ่ยตรงไหนกัน สวี่เยี่ยนเพ่งมองอย่างละเอียด ถึงได้พบว่าเสื้อผ้าบนตัวของหร่วนถงยังคงอยู่ในสภาพดีเยี่ยมไร้รอยขีดข่วน เป็นไปได้ยังไงกัน
“เจ้าสี่ ถงถงเป็นอะไรไป”
อู๋หมิ่นเจินได้ยินเสียงจึงเดินออกมาจากห้อง เธอเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“พ่อของลูกกับเจ้าสองยังไม่กลับมาอีกเหรอ”
“พวกเขาไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้านครับ”
กู้ไป๋ตอบคำถามเสร็จก็อุ้มหร่วนถงกลับเข้าไปในห้องของตัวเอง อู๋หมิ่นเจินร้อนใจจนต้องเดินวนไปวนมาอยู่ในลานบ้าน เธอไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
สวี่เยี่ยนเห็นดังนั้นจึงพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ทำไมน้องสะใภ้ถึงวิ่งออกไปเงียบๆ ล่ะ คงไม่ได้แอบไปหาชู้รักหรอกนะ”
อู๋หมิ่นเจินขมวดคิ้ว เธอรู้สึกว่าคำพูดของสวี่เยี่ยนช่างระคายหูเหลือเกิน เธอเลือกที่จะเงียบเอาไว้ เมื่อกี้เธอเห็นสีหน้าของเจ้าสี่ดูเคร่งเครียดมาก เรื่องนี้คงจะไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว
หร่วนถงหลับยาวไปจนถึงช่วงค่ำโดยไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาเลย อู๋หมิ่นเจินแวะเข้ามาดูหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเธอเริ่มทนไม่ไหว
“เจ้าสี่ ไปตามหมอมาดูอาการถงถงหน่อยดีไหม หลับยาวไม่ยอมตื่นแบบนี้ แม่ชักจะเริ่มเป็นห่วงแล้วนะ”
กู้ไป๋ส่ายหน้า เขาจำได้ว่าหร่วนถงเคยบอกเอาไว้ว่าเธอมีโรคประจำตัวแบบนี้ ขอแค่ไม่มีไข้หรืออาการผิดปกติอื่นๆ ก็ไม่ต้องปลุกเธอ ถึงเวลาเธอจะตื่นขึ้นมาเอง
“เฮ้อ เรื่องแบบนี้มันคืออะไรกัน”
ตอนนี้อู๋หมิ่นเจินได้ยินเรื่องที่หร่วนถงเจอนักเลงมาแล้ว ภายในใจของเธอรู้สึกว้าวุ่น เธอเดินออกจากห้องของกู้ไป๋เตรียมตัวจะกลับเข้าห้องของตัวเอง พอเดินพ้นประตูออกมาก็เห็นกู้ฉินกำลังด้อมๆ มองๆ เอาหน้าแนบกระจกมองเข้าไปในห้องของกู้ไป๋
“ยัยเด็กคนนี้ มองอะไรอยู่”
อู๋หมิ่นเจินบิดหูกู้ฉินพร้อมกับถาม กู้ไป๋ที่อยู่ในห้องได้ยินเสียง เขายังคงนั่งนิ่งไม่แม้แต่จะขยับเปลือกตา เอาแต่เฝ้ามองคนตรงหน้าอย่างเงียบๆ
“แม่ ฉัน”
กู้ฉินกัดริมฝีปาก เธอทำท่าเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ไม่ยอมพูดออกมา
“เป็นอะไรไป โดนรังแกที่โรงเรียนมาเหรอ”
อู๋หมิ่นเจินพูดพลางดึงแขนลูกสาวกลับเข้าห้อง กู้ฉินคอตกเดินตามอู๋หมิ่นเจินเข้าไปในห้อง เธอไม่ยอมนั่งลง เอาแต่ยืนตัวตรงอยู่ตรงนั้น อู๋หมิ่นเจินยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม เธอถามด้วยความอดทน
“พูดมาเถอะ ไปก่อเรื่องอะไรมาอีก”
กู้เหวินหลินที่นั่งอยู่บนเตียงเตาเห็นดังนั้น เขาหยิบรองเท้ามาสวมแล้วรีบเดินเข้ามาหา
“เกิดอะไรขึ้น”
ลูกสาวคนนี้ของเขามีนิสัยก้าวร้าว ชอบชกต่อยและก่อเรื่องอยู่เป็นประจำ ไม่เหมือนเด็กผู้หญิงเอาเสียเลย สองสามีภรรยาชินกับเรื่องพวกนี้ไปเสียแล้ว
“แม่ หร่วนถงถูกคน”
“อย่าพูดจาเหลวไหล”
ยังไม่ทันที่กู้ฉินจะพูดจบ อู๋หมิ่นเจินก็รีบขัดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“เรื่องที่พ่อกับแม่เคยบอกลูกลืมไปหมดแล้วใช่ไหม หร่วนถงเป็นพี่สะใภ้ของลูกนะ”
“ฉันรู้ว่าใครเป็นคนคิดจะทำร้ายหร่วนถง”
กู้ฉินพูดแทรกเสียงบ่นของอู๋หมิ่นเจิน เธอรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นมอง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
“ใครกัน”
อู๋หมิ่นเจินชะงักไปหลายวินาที เธอหันไปมองกู้ฉินด้วยความประหลาดใจ กู้เหวินหลินเองก็รู้สึกร้อนใจ เขาเดินเข้าไปหาอีกสองก้าว
“เสี่ยวฉิน ต้าหนิวไม่ใช่คนในหมู่บ้านเรานะ ลูกไปรู้มาได้ยังไง”
ต้าหนิวเป็นฉายาของชายรูปร่างเตี้ยผอมผิวคล้ำคนนั้น เขาเป็นอันธพาลชื่อดังในหมู่บ้านข้างๆ ชาวบ้านหมู่บ้านลั่วเสียไม่รู้จักเขา แต่ชาวบ้านบางคนมองเพียงปราดเดียวก็จำเขาได้
กู้ฉินส่ายหน้า
“ฉันไม่รู้จักเขาค่ะ แต่ว่า วันนี้พี่สะใภ้รองเป็นคนบอกฉัน บอกว่า”
เมื่อเห็นท่าทีอ้ำอึ้งของลูกสาว กู้เหวินหลินและอู๋หมิ่นเจินพอจะเดาออกแล้วว่าสวี่เยี่ยนพูดอะไรกับเธอ เรื่องนี้คงจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างแน่นอน
[จบบท]