บทที่ 5: แผนการในใจ
สวี่เยี่ยนลุกขึ้นยืน นิ้วของเธอชี้หน้ากู้หรงด้วยความโกรธเกรี้ยว เสียงโวยวายดังลั่น “แต่งงานกันมาแค่สามปี คุณก็รังเกียจฉันที่ตั้งท้องไม่ได้แล้ว แบบนี้จะทนอยู่ด้วยกันต่อไปได้ยังไง”
สวี่เยี่ยนหมุนตัวเดินหนีออกไป บ้านเดิมของครอบครัวเธออยู่ในหมู่บ้านเดียวกันนี้เอง เวลาเกิดเรื่องไม่พอใจอะไรขึ้นมา เธอจึงเลือกกลับไปพักที่บ้านแม่สักสองสามวัน
“ไปเลย ไปแล้วก็ไม่ต้องกลับมาอีก” กู้หรงทิ้งตัวลงนอนบนเตียงตามเดิม ท่าทางของเขาเหมือนคนต้องการกอดหมอนนอนหลับพักผ่อนต่อ เขาไม่มีทีท่าเหนี่ยวรั้งภรรยาเอาไว้แม้แต่น้อย
สวี่เยี่ยนเดินกระทืบเท้าด้วยความโมโหจนมาถึงหน้าประตูใหญ่ เป็นจังหวะเดียวกับที่หร่วนถงกำลังเดินสวนเข้ามาพอดี เธอจงใจเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อเบียดกระแทกอีกฝ่าย
รูปร่างสูงใหญ่และบึกบึนของสวี่เยี่ยนพุ่งตรงเข้ามาหาหร่วนถง ด้านล่างเป็นธรณีประตูที่ยกตัวสูง ด้วยสรีระบอบบางของหร่วนถง เธอไม่มีทางรับแรงกระแทกจากสวี่เยี่ยนไหวแน่นอน
หร่วนถงหลับตาลงตามสัญชาตญาณ ร่างของเธอหงายหลังล้มลงไป ความเจ็บปวดที่คาดคิดไว้ไม่ได้เกิดขึ้น ร่างของเธอตกอยู่ในอ้อมอกอุ่นและแข็งแกร่งของใครบางคนแทน
หร่วนถงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอหันกลับไปมองและสบเข้ากับดวงตาลึกล้ำของชายหนุ่ม เขาก้มหน้าลงมองคนที่อยู่ในอ้อมแขน สองมือหนาร้อนผ่าวโอบรัดรอบเอวคอดกิ่วของเธอเอาไว้แน่น ดึงตัวเธอเข้ามากอดไว้ในวงแขน
หร่วนถงตัวสั่นเล็กน้อย ใบหน้าเล็กแดงซ่าน เธอเอ่ยเสียงเบา “ขอบคุณค่ะพี่สี่”
แววตาของกู้ไป๋ไหววูบ เขายังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ “ระวังหน่อย”
“เดินไม่ดูตาม้าตาเรือหรือไง” สวี่เยี่ยนเห็นหร่วนถงไม่ล้มลงไปตามที่คิดไว้ เธอจึงถลึงตาใส่ด้วยความหงุดหงิด
หร่วนถงจ้องตากลับ เธอขี้เกียจลดตัวไปถือสาผู้หญิงอารมณ์ร้ายแบบนี้ วิธีทำให้ผู้หญิงคนนี้รู้สึกแย่มีอีกมากมาย เธอไม่จำเป็นต้องปะทะคารมกันตรงหน้า
“พี่สี่ ฉันได้ยินแม่บอกว่าหลายวันมานี้พี่เป็นคนเฝ้าดูแลฉันมาตลอด ขอบคุณพี่สี่มากนะคะ” เสียงของหร่วนถงแผ่วเบาและอ่อนหวานอยู่แล้ว ยิ่งเธอตั้งใจกดเสียงให้ต่ำลง น้ำเสียงยิ่งฟังดูนุ่มนวลน่าฟัง
ชายหนุ่มไม่ได้ปฏิเสธ “ดูแลเธอเป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว ไม่ต้องขอบคุณหรอก”
หร่วนถงส่งยิ้มหวานให้เขา
การกระทำของคนทั้งสองที่ทำเหมือนคนรอบข้างไม่มีตัวตน ทำให้ไฟแห่งความโกรธลุกโชนขึ้นในใจของสวี่เยี่ยน เธอขบกรามแน่น สวี่เยี่ยนคิดไม่ถึงเลยว่าผู้ชายที่เย็นชามาตลอดอย่างกู้ไป๋จะแสดงความอ่อนโยนกับผู้หญิงคนนี้
สวี่เยี่ยนไม่อยากเห็นภาพบาดตา เธอเดินสบถด่าทอออกไป บรรยากาศหวานชื่นระหว่างคนทั้งสองถูกทำลายลงด้วยเสียงโวยวายของสวี่เยี่ยน
หร่วนถงผละตัวออกจากอ้อมแขนของเขา เธอพยายามเมินเฉยต่อความร้อนที่พาดผ่านใบหน้า “ฉันเพิ่งไปดูเอ้อร์เป่ามา อาการของเขาดีขึ้นมากแล้ว ฉันเลยกะว่าจะไปดูเอ้อร์ตั้นที่บ้านข้างๆ ต่อค่ะ”
“เด็กคนนั้นก็ดีขึ้นแล้ว ไม่ต้องไปดูหรอก” กู้ไป๋ล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “นี่คือจดหมายที่ผู้ใหญ่บ้านฝากมาให้เธอ เขาตระหนักว่าเธอเป็นคนช่วยชีวิตเอ้อร์เป่าและเอ้อร์ตั้นเอาไว้ เขาจึงอยากเชิญเธอไปทำงานที่สถานีอนามัยของหมู่บ้าน เพื่อช่วยงานคุณอาที่เป็นหมอชาวบ้านของเรา”
หร่วนถงมองกระดาษแผ่นนั้น คิ้วเรียวสวยของเธอขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
สำหรับยุคสมัยนี้ การได้งานประจำที่มีตำแหน่งชัดเจนถือเป็นเรื่องล้ำค่ามากกว่าสิ่งใด เธอไม่ได้มีความตั้งใจแบบนั้น หร่วนถงไม่ยอมผูกมัดตัวเองให้อยู่แต่ในหมู่บ้านบนภูเขาเล็กแห่งนี้หรอก เธอต้องการเปลี่ยนโชคชะตาด้วยความพยายามของตัวเอง
กู้ไป๋มองเห็นความลังเลของหร่วนถง น้ำเสียงของเขาจึงเข้มขึ้นเล็กน้อย “เธอลองกลับไปคิดดูก่อน ถ้าไม่อยากทำก็สามารถปฏิเสธได้”
“ค่ะ ขอบคุณพี่สี่นะคะ ฉันจะลองเอาไปคิดดู” หร่วนถงเงยหน้าเล็กจิ้มลิ้มขึ้น เธอส่งยิ้มให้เขาแล้วก้าวเท้าเดินเข้าไปในลานบ้าน
กู้ไป๋ทอดสายตามองแผ่นหลังของเธอที่กำลังเดินจากไป เขาค่อยก้าวเท้าเดินตามเข้าไปในลานบ้าน
ช่วงเวลาอาหารกลางวัน สายตาของทุกคนที่มองมายังหร่วนถงเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม อู๋หมิ่นเจินนำความตั้งใจของหร่วนถงไปถ่ายทอดให้กู้เหวินหลินฟัง เขาไม่ได้รู้สึกขัดข้องอะไร ขอเพียงหร่วนถงยอมใช้ชีวิตร่วมกับกู้ไป๋อย่างสงบสุข ไม่สร้างเรื่องวุ่นวายก็พอแล้ว
กู้ฉินและต้าเป่ายังคงจ้องมองเธอด้วยความระแวดระวัง ทั้งสองคนทำตัวเหมือนเป็นสหายร่วมรบที่อยู่ฝั่งเดียวกัน
เอ้อร์เป่าเห็นหร่วนถงก็ดีใจ เขารีบโบกมือเล็กให้เธอ “กินลูกอม ลูกอมหวานมาก”
อู๋หมิ่นเจินใช้นิ้วเขี่ยจมูกของหลานชายด้วยความเอ็นดู เธอหันไปมองหร่วนถง “ตั้งแต่เอ้อร์เป่าได้กินลูกอมของเธอ เขาก็เอาแต่คิดถึงมันตลอดเวลา เด็กคนนี้ตะกละจริงๆ”
หร่วนถงส่งยิ้มละมุน “เด็กเล็กล้วนชอบกินลูกอมกันทั้งนั้นแหละค่ะ”
เธอทำท่าเหมือนกำลังเล่นกล หร่วนถงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ความเป็นจริงเธอหยิบลูกอมหลากสีสันกำมือหนึ่งออกมาจากมิติส่วนตัว
เอ้อร์เป่าเห็นแบบนั้น ดวงตากลมโตของเขาก็เป็นประกายด้วยความดีใจ
“ย่าครับ อยากกินลูกอม”
หร่วนถงยื่นมือไปลูบหัวของเอ้อร์เป่า “กินลูกอมได้ แต่ต้องกินข้าวให้เสร็จก่อน ตกลงไหม”
“ตกลงครับ กินข้าว” เอ้อร์เป่าปรบมือด้วยความดีใจ
กู้หรงมองภาพนั้น เขาพูดจาค่อนขอดด้วยความอิจฉา “น้องสะใภ้เก่งจริงๆ ใช้เวลาแค่ไม่นานก็ซื้อใจเอ้อร์เป่าได้แล้ว”
หร่วนถงปรายตามองเล็กน้อย เธอวางลูกอมหนึ่งเม็ดลงตรงหน้าของกู้หรง “พี่รองก็กินลูกอมสักหน่อยสิคะ คำพูดที่หลุดออกมาจะได้ไม่เปรี้ยวจนเกินไป”
กู้หรงได้แต่อ้าปากค้างไปครู่หนึ่งกว่าจะได้สติกลับมา ฝีปากของน้องสะใภ้สี่คนนี้ ปากคอเราะร้ายไม่เบาทีเดียว
หลังมื้ออาหารกลางวันจบลง หร่วนถงช่วยทุกคนเก็บรวบรวมถ้วยชามและตะเกียบ เธอเตรียมยกพวกมันเข้าไปล้างในห้องครัว เธอเพิ่งจะลงมือทำ อู๋หมิ่นเจินก็รีบเข้ามาขวางเอาไว้ “ถงถง ปล่อยให้กู้ฉินเป็นคนล้างเถอะ เธอเข้าไปพักผ่อนในห้องได้แล้ว”
กู้ฉินที่ยืนอยู่ด้านข้างเบ้ปาก “ถ้าเกิดล้างจานแล้วเป็นลมล้มพับไป ไม่ต้องนอนพักยาวไปอีกสามวันเลยหรือไง”
“เด็กคนนี้พูดจาอะไรออกมา” อู๋หมิ่นเจินคว้าตะเกียบขึ้นมาทำท่าจะตีลูกสาว
กู้ฉินแลบลิ้นปลิ้นตา เธอรีบวิ่งหลบฉากออกไปทางประตู
หร่วนถงไม่เก็บเอาคำพูดเหน็บแนมของกู้ฉินมาใส่ใจ เธออธิบายด้วยความใจเย็น “แม่คะ ช่วงบ่ายกู้ฉินยังมีเรียน ปล่อยให้เธอเข้าไปพักผ่อนในห้องเถอะ ถ้วยชามพวกนี้ฉันจัดการล้างเองค่ะ”
หร่วนถงถกแขนเสื้อขึ้น เธอลงมือทำงานอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางการหยิบจับสิ่งของดูทะมัดทะแมง ไม่เหมือนคนที่ทำงานบ้านไม่เป็นมาก่อน
เจ้าของร่างเดิมเป็นคนที่ไม่เคยหยิบจับงานบ้านแม้แต่น้อย ชายชราตระกูลหร่วนรักและตามใจหร่วนถงมาก ตามหลักการแล้วเขาไม่ยอมให้ลูกสาวทำงานบ้านอย่างแน่นอน
กู้ฉินเห็นว่ามีคนรับอาสาทำงานแทน เธอจึงรีบวิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
อู๋หมิ่นเจินรู้สึกเป็นกังวลอยู่บ้าง เธอจึงยืนอยู่เป็นเพื่อนหร่วนถงในห้องครัวตลอดเวลา เธอเห็นลูกสะใภ้ล้างทำความสะอาดจานชามอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังจัดเก็บพวกมันเข้าตู้กับข้าวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ความรู้สึกชื่นชมในตัวลูกสะใภ้คนนี้จึงเพิ่มมากขึ้น
หร่วนถงเดินออกจากห้องครัว พอมาถึงหน้าประตูห้องนอนของตัวเอง เธอก็ได้ยินเสียงบทสนทนาระหว่างชายชราของบ้านและลูกชายคนที่สี่
“โอกาสดีขนาดนี้ เธอยังจะลังเลอะไรอีก” เสียงของกู้เหวินหลินดังมาก อู๋หมิ่นเจินที่อยู่นอกห้องก็พลอยได้ยินอย่างชัดเจน
กู้ไป๋ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ครับ เธอบอกว่าจะขอกลับไปคิดดูก่อน”
“เธอคงไม่ได้มีความคิดอื่นแอบแฝงอยู่หรอกนะ” กู้เหวินหลินขมวดคิ้วแน่น โอกาสในการทำงานที่ดีเยี่ยมแบบนี้ คนทั่วไปต่างก็อยากกระโจนเข้าใส่ ทำไมเธอถึงยังลังเลอยู่อีก
อู๋หมิ่นเจินผลักประตูเดินเข้าไปด้านใน “ตาเฒ่า คุณพูดจาเหลวไหลอะไร”
“ผู้หญิงอย่างคุณจะไปเข้าใจอะไร” กู้เหวินหลินส่งเสียงหึในลำคอ “คุณต้องรู้ก่อนนะว่าสถานีอนามัยของหมู่บ้านเรามีตำแหน่งประจำรองรับ คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถเข้าไปทำได้ เธอแสดงท่าทีลังเลแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่อยากทนอยู่ในหมู่บ้านของเราแล้ว”
อู๋หมิ่นเจินได้ฟังการวิเคราะห์ของสามี เธอเริ่มคล้อยตามและรู้สึกว่ามันมีเหตุผล
กู้ไป๋ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยตามเดิม “ปล่อยเธอไปเถอะครับ”
สำหรับคนที่ต้องการจากไป เขาไม่คิดจะใช้กำลังบังคับฝืนใจให้อยู่ต่อ
กู้ไป๋พูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้อง เขาเพิ่งจะเปิดประตูออกมาก็ต้องเผชิญหน้ากับหร่วนถง
สายตาของคนทั้งสองประสานเข้าด้วยกัน กู้ไป๋เป็นฝ่ายหลบสายตาไปก่อน
หร่วนถงที่เพิ่งจะอ้าปากทักทาย เมื่อเห็นเขาทำเมินใส่กันแบบนั้น ใบหน้าของเธอจึงเต็มไปด้วยความงุนงง เธอมองตามแผ่นหลังของผู้ชายขาเป๋ที่กำลังเดินจากไป หร่วนถงรู้สึกว่าอารมณ์ของผู้ชายคนนี้แปรปรวนง่ายเหลือเกิน นิสัยของเขายากที่จะคาดเดาได้จริงๆ
[จบบท]