บทที่ 10: จอมขี้โม้ (2/2)
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ทั้งสามแม่ลูกก็วางข้าวของลง ต้าไจ่รีบวิ่งเข้าไปในห้องครัวแล้วยกชามน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วออกมา “แม่ครับ ดื่มน้ำก่อน”
หลังจากที่เดินมาตลอดทาง หลินเจารู้สึกกระหายน้ำมาก คอของเธอแห้งผากราวกับมีควันออกมา เธอยกชามน้ำขึ้นดื่มรวดเดียวหลายอึกจนรู้สึกดีขึ้น
จากนั้นเธอก็มองใบหน้าแดงก่ำของต้าไจ่ด้วยแววตาอ่อนโยน “ขอบใจนะต้าไจ่”
ทันใดนั้น เอ้อร์ไจ่ก็ยกกะละมังใส่น้ำเดินเข้ามาหาหลินเจา “แม่ครับ ล้างหน้าก่อน”
ฝาแฝดทั้งสองคนรู้จักแม่ของพวกเขาเป็นอย่างดี พวกเขารู้ว่าสิ่งแรกที่หลินเจาจะทำเมื่อกลับถึงบ้านก็คือการล้างหน้าล้างตา เด็กน้อยทั้งสองจึงปรนนิบัติรับใช้หลินเจาราวกับเธอเป็นเจ้าที่ดิน เพื่อที่จะได้เห็นซาลาเปาไส้เนื้อเร็วขึ้น
หลินเจารับการดูแลเอาใจใส่จากลูกๆ ด้วยความเต็มใจ
พอได้ล้างหน้าแล้วค่อยรู้สึกสดชื่นขึ้นมาหน่อย
“ในที่สุดก็สบายตัวซะที ไกลเป็นบ้าเลย” สงสัยคราวหน้าคงต้องหาซื้อจักรยานสักคันแล้วสิ
ไว้เขียนจดหมายไปบอกให้กู้เฉิงหวยช่วยหาทางจัดการเรื่องตั๋วให้ดีกว่า!
ต้าไจ่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “แม่ครับ ที่ตัวอำเภอสนุกไหมครับ”
“ถ้าไปบ่อยๆ ก็คงเฉยๆ แต่สำหรับเด็กๆ อย่างพวกหนูก็น่าจะสนุกอยู่นะ” หลินเจาถอนหายใจยาวพลางตอบด้วยรอยยิ้ม
ต้าไจ่อยากจะถามแม่ของเขาว่าคราวหน้าจะพาเขาไปที่ตัวอำเภอด้วยได้ไหม แต่คำพูดก็มาจุกอยู่ที่ริมฝีปาก ไม่กล้าพูดออกไป
“แม่ครับ แม่จะพาผมกับพี่ไปเที่ยวที่ตัวอำเภอได้ไหมครับ” เอ้อร์ไจ่ถามหลินเจาด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ถ้าพวกหนูเป็นเด็กดี ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้นะ” หลินเจาหยิกแก้มของเอ้อร์ไจ่เบาๆ เจ้าตัวเล็กผอมแห้งจนแก้มแทบไม่มีเนื้อ แต่ก็นุ่มนิ่มน่าหยิกดีจริงๆ
เอ้อร์ไจ่เป็นเด็กใจกว้าง เขายอมให้แม่หยิกแก้มแต่โดยดี พลางยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาดเรียงเป็นแถว
“ผมเป็นเด็กดีครับ ผมกับพี่เราสองคนเป็นเด็กดีทั้งคู่ ใช่ไหมครับพี่?” เขาหันไปมองพี่ชายเพื่อหาแนวร่วม
ต้าไจ่พยักหน้ารับ ดวงตาของเขามองแม่ด้วยความรักและชื่นชม
เอ้อร์ไจ่รีบพูดต่อทันที “ตกลงกันแล้วนะครับ ใครโกหกคนนั้นเป็นลูกหมา”
เจ้าเด็กฉลาดแกมโกงยังไม่ลืมที่จะทำข้อตกลงกับแม่อย่างเป็นทางการ แถมยังตั้งเงื่อนไขไว้อีกด้วย
“ได้สิ” หลินเจาตอบรับด้วยรอยยิ้ม
ต้าไจ่เองก็ยิ้มออกมาบางๆ เช่นกัน
หลินเจายิ้มกว้างแล้วพูดว่า “ต่อไปนี้ถ้าพวกลูกช่วยแม่ทำงานบ้าน แม่จะมีรางวัลพิเศษให้สำหรับลูกผู้ชายตัวน้อยทั้งสองคนด้วยนะ”
เรื่องงานบ้านนั้น เด็กชายทั้งสองคนทำจนเคยชินอยู่แล้ว พวกเขายินดีที่จะใช้แรงงานเพื่อแลกกับรางวัลอย่างแน่นอน
แต่ทว่า…
“แล้วแม่จะให้รางวัลอะไรกับพวกเราเหรอครับ” เอ้อร์ไจ่ถามอย่างร้อนรน
“จะเป็นของกินหรือของใช้ก็ได้ แล้วแต่พวกหนูจะเลือกเลย” หลินเจารู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่คนที่จะทนลำบากได้นานนัก สู้ฝึกฝนลูกๆ ให้รู้จักช่วยเหลืองานบ้านตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า
เอ้อร์ไจ่รู้สึกว่าข้อเสนอนี้น่าสนใจ แต่เขาก็ไม่ลืมพี่ชายของเขา “พี่ครับ พี่ว่ายังไงบ้าง”
ต้าไจ่พยักหน้า “ฉันว่าก็ดีนะ”
เขากับเอ้อร์ไจ่ทำงานบ้านกันอยู่แล้ว ที่แม่บอกว่าจะให้ของรางวัลก็เพราะอยากจะทำดีกับพวกเขาสองคน เขารู้ดี
เด็กน้อยที่ยังไม่ได้เข้าโรงเรียนอนุบาลก็ถูกแม่ของตัวเองหลอกล่อให้ทำงานบ้านด้วยความเต็มใจเป็นที่เรียบร้อย
เอ้อร์ไจ่จ้องมองไปที่ถุงที่หลินเจาถือกลับมาด้วยสายตาไม่วาง พลางพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจว่า “แม่ครับ ซาลาเปาไส้เนื้อล่ะครับ ผมหิวแล้ว”
หลินเจาเอื้อมมือไปหยิบถุงใบนั้นขึ้นมา ค้นหาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบซาลาเปาออกมาสองลูกแล้วยื่นให้ลูกชายทั้งสองคน
“ซาลาเปาไส้เนื้อ!” เอ้อร์ไจ่ร้องเสียงดัง
ต้าไจ่เองก็ดีใจเช่นกัน แต่เขาเป็นเด็กที่เก็บอาการเก่งกว่า จึงไม่ได้แสดงความตื่นเต้นออกมามากนัก มีเพียงดวงตาที่เหมือนกับหลินเจาราวกับแกะเท่านั้นที่โค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
เอ้อร์ไจ่ไม่เคยกินซาลาเปาไส้เนื้อมาก่อนเลยในชีวิต ซาลาเปาลูกนี้จึงมีความหมายกับเขาเป็นพิเศษ ยิ่งเป็นซาลาเปาที่แม่ซื้อมาให้ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้มันพิเศษขึ้นไปอีก พอคิดถึงคำพูดของชาวบ้านที่ว่าแม่ไม่รักพวกเขา เขาก็กลอกตาไปมาแล้วชวนต้าไจ่ “พี่ครับ เราออกไปเล่นข้างนอกกันเถอะ”
ต้าไจ่เป็นฝาแฝดกับเขา แค่เอ้อร์ไจ่ขยับก้น เขาก็รู้แล้วว่าน้องชายกำลังจะทำอะไร
เขาเองก็อยากจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นเหมือนกันว่าแม่รักพวกเขา
ดังนั้นเขาจึงบอกหลินเจาหนึ่งคำ แล้ววิ่งออกจากบ้านไปพร้อมกับเอ้อร์ไจ่
ทั้งสองคนวิ่งตรงไปยังใต้ต้นไทรใหญ่ในหมู่บ้าน ต้นไทรต้นนี้มีอายุราว 200 ปี รากและกิ่งก้านของมันแผ่ขยายใหญ่โต ยืนต้นตระหง่านอย่างสง่างามและแข็งแกร่ง
ในขณะนั้น ใต้ต้นไทรมีเด็กๆ กลุ่มหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาจับจั๊กจั่นกันอย่างสนุกสนาน
เอ้อร์ไจ่เดินอาดๆ เข้าไปหาเด็กกลุ่มนั้น มือข้างหนึ่งถือซาลาเปาไส้เนื้อ ส่วนมืออีกข้างก็ไพล่หลังเลียนแบบท่าทางของคุณปู่ของเขา เขาไม่ได้เข้าไปปะปนกับเด็กคนอื่นๆ แต่กลับกัดซาลาเปาคำโตแล้วตะโกนบอกพี่ชายเสียงดัง “พี่ครับ ซาลาเปาไส้เนื้อนี่อร่อยจริงๆ เลยนะ”
ต้าไจ่ก็พูดเสริมขึ้นมาบ้าง “อร่อยมากเลยล่ะ กัดเข้าไปคำเดียวมีแต่น้ำมันเยิ้มเต็มปากเลย”
ซาลาเปาไส้เนื้อ…!?
พอได้ยินคำสามคำนี้ เด็กๆ ทุกคนต่างก็น้ำลายสอ พวกเขาหันขวับมามองทันที แล้วก็เห็นซาลาเปาสีขาวนวลในมือของต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ ดวงตาของทุกคนเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
“ฝาแฝด พวกนายไปเอาซาลาเปาไส้เนื้อมาจากไหนน่ะ?” เถี่ยหนิว หลานชายคนเล็กของผู้ใหญ่บ้านวิ่งเข้ามาหาต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอิจฉา
เขาเคยกินซาลาเปาไส้เนื้อตอนวันตรุษจีน มันอร่อยมากจริงๆ
ใบหน้าของต้าไจ่แดงก่ำด้วยความภาคภูมิใจ เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติเป็นสองเท่า “แม่ของฉันซื้อมาให้!”
เอ้อร์ไจ่ก็ตะโกนเสริมขึ้นมาบ้าง “แม่ยังซื้อรองเท้าหุยลี่ให้พวกเราด้วยนะ!”
เด็กๆ ไม่เคยได้ยินชื่อรองเท้าหุยลี่มาก่อน แต่เด็กที่โตหน่อยก็เคยได้ยินมาบ้าง แต่พวกเขาไม่เชื่อว่าแม่ของฝาแฝดจะซื้อรองเท้าแพงๆ แบบนั้นให้ลูก
ฉางเซิ่งที่เป็นหัวโจกของเด็กๆ หัวเราะเยาะ “ขี้โม้! แม่ฉันบอกว่ารองเท้าหุยลี่คู่หนึ่งตั้งสามสี่หยวนแน่ะ เงินสามสี่หยวนซื้อเนื้อได้ตั้งเยอะแยะ แม่พวกแกไม่สนใจพวกแกสักหน่อย จะไปซื้อรองเท้าหุยลี่ให้ได้ยังไงกัน จอมขี้โม้! ฝาแฝดเป็นจอมขี้โม้!”
เอ้อร์ไจ่โกรธจนตัวสั่น เขากัดซาลาเปาไส้เนื้อในมืออย่างแรงราวกับกำลังกัดคนที่ด่าเขาอยู่ก็ไม่ปาน พลางพูดด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวว่า “ฉันไม่ใช่จอมขี้โม้ แม่บอกว่าจะซื้อให้พวกเราจริงๆ”
“แม่ของฉันไม่ได้ไม่สนใจพวกเรานะ!” ต้าไจ่ก็พูดขึ้นด้วยความโกรธเช่นกัน
“ใครจะไปเชื่อล่ะ แม่ฉันบอกว่าแม่ของพวกแกเป็นนังเมียขี้เกียจ ไม่ทำอะไรเลย เอาแต่กินอย่างเดียว พอแก่ตัวไปก็จะตกลงไปในคูน้ำเน่าจมน้ำตาย” เด็กเกเรวัยเจ็ดแปดขวบแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่อย่างจงใจยั่วโมโห แต่ดวงตาของเขาก็ยังคงเหลือบมองซาลาเปาในมือของพวกเขาอยู่เป็นระยะๆ พร้อมกับกลืนน้ำลายเอื๊อกๆ
เขาไม่ยอมรับหรอกว่าเขากำลังอิจฉาฝาแฝดอยู่
เอ้อร์ไจ่เป็นเด็กที่เลือดร้อน พอได้ยินคำพูดของฉางเซิ่งก็โกรธจัด เขายัดซาลาเปาใส่มือพี่ชายแล้วพุ่งเข้าชนเด็กคนนั้นอย่างแรง เด็กที่ไม่ได้ทันตั้งตัวก็ล้มลงไปกองกับพื้นทันที
ยังไม่หนำใจ เอ้อร์ไจ่ยกกำปั้นเล็กๆ ของเขาขึ้นแล้วทุบตีอีกฝ่ายอย่างแรง
“แกกล้าด่าแม่ฉันเหรอ! แกกล้าด่าแม่ฉันเหรอ!” เขาต่อยไปหนึ่งทีก็พูดไปหนึ่งประโยค ท่าทางดูน่าเกรงขามไม่น้อย
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินผ่านมาเห็นเด็กๆ ทะเลาะกันก็รู้สึกว่าน่าสนใจดี จึงหยุดยืนดูอยู่ตรงนั้น
เด็กตัวแค่นี้ พอเวลาต่อยตีกันแล้วดูน่ารักน่าชังไปอีกแบบ แต่ละคนออกแรงที่ใบหน้ากันเต็มที่จนหน้าบิดเบี้ยวไปหมด ราวกับอยากจะฉีกอีกฝ่ายออกเป็นชิ้นๆ แต่พอลงมือจริงๆ กลับไม่มีแรงมากนัก
ดูสิ ตีกันตั้งนานหน้ายังไม่แดงเลย
เมื่อเห็นว่าเด็กสองคนเริ่มใช้ปากกัดกันแล้ว ชายหนุ่มจึงรีบเข้าไปห้าม เขายกแขนขึ้นจับเด็กทั้งสองคนแยกออกจากกันอย่างแรง
“พอได้แล้ว พอได้แล้ว เดี๋ยวหน้าโดนกัดเป็นแผลระวังจะหาเมียไม่ได้นะ”
“โดยเฉพาะนาย” ชายหนุ่มมองไปที่ฉางเซิ่ง “ปกตินายก็หน้าตาไม่ดีอยู่แล้ว ถ้าโดนกัดเนื้อที่หน้าหายไปอีกชิ้นหนึ่ง สงสัยคงได้เป็นไอ้แก่โสดแน่ๆ”
ฉางเซิ่งโกรธจนอยากจะกัดเขา เขาจึงกระทืบเท้าอย่างแรงแล้วตะโกนว่า “อาเล็ก!”
ชายหนุ่มไม่สนใจเขา เขากำลังจะเดินจากไป แต่ก็เห็นหลินเจาเดินตรงมาพอดี
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศดูแปลกๆ ไป ต้าไจ่ก็หน้าบึ้งตึง ส่วนเอ้อร์ไจ่ก็เต็มไปด้วยความโกรธ หลินเจาจึงถามด้วยความประหลาดใจ “นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?”
ตอนออกจากบ้านมาก็ยังดีๆ กันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ
เอ้อร์ไจ่ที่เพิ่งจะทะเลาะกับเด็กโตกว่ามาหมาดๆ พอเห็นหน้าแม่ก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที เขาคว้าแขนของต้าไจ่ไว้แล้วส่งสายตาน่าสงสารไปให้ ราวกับจะขอร้องให้พี่ชายอย่าบอกแม่ว่าเขาไปมีเรื่องชกต่อยมา
ต้าไจ่เองก็ไม่อยากจะบอกเหมือนกัน เพราะการชกต่อยไม่ใช่เรื่องที่ดี
แต่โชคร้ายที่ยังมีเด็กคนอื่นๆ อยู่แถวนั้นด้วย
เถี่ยหนิวปากไวรีบฟ้องทันที “เอ้อร์ไจ่ต่อยกับพี่ฉางเซิ่ง!”
เอ้อร์ไจ่โกรธจนแทบคลั่ง เขาหันไปถลึงตาใส่เถี่ยหนิว “เถี่ยหนิว นายกล้าฟ้องเหรอ!”
เถี่ยหนิวทำหน้างงๆ อย่างไร้เดียงสา “ฉันเปล่านะ ก็แม่ของนายถามนี่นา”
“ทำไมถึงต่อยกันล่ะ?” หลินเจาถามด้วยความอยากรู้ เธอไม่คิดว่าการที่เด็กๆ ต่อยกันเป็นเรื่องแปลกอะไร เรื่องของเด็กก็ควรให้เด็กๆ จัดการกันเอง ถ้าผู้ใหญ่เข้าไปยุ่งเรื่องมันจะเปลี่ยนไป
เอ้อร์ไจ่ก้มหน้าไม่ยอมพูดอะไร สองมือกำแน่นเป็นหมัดเล็กๆ ใบหน้าบึ้งตึง
ต้าไจ่มีสีหน้ากระวนกระวายใจ อยากจะอธิบายแต่ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี จนริมฝีปากซีดขาวไปหมด
เมื่อเห็นว่าลูกชายทั้งสองคนไม่ยอมพูด หลินเจาก็ไม่ได้คาดคั้นอะไรต่อ เธอเพียงแค่พูดว่า “ไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร แม่จะไปบ้านใหญ่เพื่อคุยเรื่องสร้างบ้าน พวกลูกจะไปด้วยกันไหม?”
ต้าไจ่ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วถามว่า “แม่ไม่โกรธพวกเราเหรอครับ?”
“จะโกรธพวกหนูทำไมกัน” หลินเจาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เด็กที่ไหนไม่เคยต่อยกันบ้างล่ะ? แม่รู้ว่าพวกหนูเป็นเด็กดี ถ้าไม่มีใครมารังแกพวกหนูก่อน พวกหนูก็คงไม่ไปเริ่มต่อยใครก่อนหรอก”
แม่บอกว่าพวกเขาเป็นเด็กดี
เมฆหมอกในใจของต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่สลายหายไปในทันที ดวงตาของพวกเขากลับมาเป็นประกายสดใสอีกครั้ง ใบหน้าเล็กๆ ทั้งสองราวกับพระอาทิตย์ยามเช้า
“ไปครับ” เอ้อร์ไจ่รับซาลาเปาครึ่งลูกที่เหลือจากมือพี่ชายมากินต่อ พลางยิ้มกว้างเดินเข้าไปหาหลินเจาแล้วจูงมือเธอ พอเห็นว่าแม่ไม่ได้ปฏิเสธ เขาก็ดีใจจนยิ้มไม่หุบ
“ไปกันเถอะ! กลับไปที่บ้านใหญ่กัน!” น้ำเสียงของเอ้อร์ไจ่เต็มไปด้วยความสุขล้นปรี่
[จบบท]