บทที่ 101: หายไปแล้ว (1/2)
ต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่ชะงักฝีเท้า ทั้งสองยังไม่ทันได้สบตากันก็พร้อมใจกันถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
“พี่ ยัย ‘ตังเมหนึบ’ นั่นมาหาเราอีกแล้ว ทำไงดี” เอ้อร์ไจ่กระซิบถาม
เด็กน้อยที่ติดพี่ชายเป็นชีวิตจิตใจ มักจะเชื่อฟังพี่ชายเสมอเมื่อมีเรื่องสำคัญ
ต้าไจ่เบี่ยงตัวเล็กน้อย หวังจะใช้ร่างกายกำบังน้องชายไว้ข้างหลัง ดวงตาใสแจ๋วจ้องไปยังลู่เป่าเจิน “เธอมาทำอะไรที่นี่”
ลู่เป่าเจินทำราวกับไม่รับรู้ถึงท่าทีรังเกียจนั้น เธอยิ้มหวาน “ฉันมาหาพี่ต้าไจ่กับพี่เอ้อร์ไจ่เพื่อเล่นด้วย”
เอ้อร์ไจ่โผล่ศีรษะออกมาพลางเหลือกตาอย่างไม่พอใจ “เธอฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง พี่กับฉันไม่ชอบเล่นกับเธอ ไม่อยากเล่นด้วย เลิกตามพวกเราซะที มันน่ารำคาญรู้ไหม”
นับตั้งแต่ที่ย่ากู้ได้รับบาดเจ็บ ในใจของเอ้อร์ไจ่ ลู่เป่าเจินก็กลายเป็น ‘ดาวหายนะ’ ที่เขาไม่อยากจะเห็นหน้าไปชั่วชีวิต
ลู่เป่าเจินไม่เคยถูกใครว่าขนาดนี้มาก่อน เธอเบะปาก มองต้าไจ่ด้วยแววตาน่าสงสาร
ต้าไจ่ “?”
มองเขาทำไม! เขาไม่มีทางช่วยคนนอกแทนที่จะช่วยน้องชายแท้ๆ ของตัวเองอยู่แล้ว สมองเขายังดีอยู่ ไม่ได้โดนลาเตะมา
“ฉันก็ไม่อยากเล่นกับเธอเหมือนกัน” ต้าไจ่พูดเน้นทีละคำอย่างจริงจัง
ลู่เป่าเจินทำเป็นหูทวนลม ดวงตาดำขลับของเธอจ้องมองของในมือของฝาแฝด “พวกพี่ถืออะไรอยู่น่ะ”
เอ้อร์ไจ่แสดงท่าทีระแวดระวังทันที เขาใช้ตัวบังกล่องไม้ที่เก็บมาได้ “ไม่เกี่ยวกับเธอ หลีกไป พวกเราจะกลับบ้าน”
เด็กน้อยที่เชื่อเรื่องโชคลางรู้สึกว่าลู่เป่าเจินเป็นตัวซวย เขาไม่อยากเข้าใกล้เธอและอยากให้เธอรีบไปให้พ้นๆ
แต่ลู่เป่าเจินกลับทำเหมือนไม่เข้าใจ เธอก้าวเข้ามาอีกสองสามก้าวแล้วพูดว่า “ย่าของฉันบอกว่าของทุกอย่างเป็นของกองพลการผลิต พวกพี่เอากลับบ้านไม่ได้นะ”
คำพูดนั้นทำให้เอ้อร์ไจ่โกรธจนควันออกหู ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปที่เธอ “นี่พวกเราเก็บได้ ทำไมจะเอาไปไม่ได้ ถ้าเธอยังพูดจาไร้สาระอีก ระวังฉันต่อยเธอนะ” เขาขู่พลางกวัดแกว่งกำปั้นน้อยๆ
ลู่เป่าเจินหดคอเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้กลัวจนวิ่งหนี เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม “ถึงพี่ต่อย ฉันก็จะพูด” น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่น่าโมโห เธอรู้สึกว่าในกล่องนั้นต้องมีของดีๆ และมันควรจะเป็นของเธอ
ต้าไจ่สวนกลับอย่างมีเหตุผล “ฉันกับเอ้อร์ไจ่เพิ่งเคยเก็บของได้ครั้งแรก แต่เธอเก็บได้ตั้งหลายครั้งแล้วนะ ถ้ากองพลการผลิตให้พวกเราเอาของไปคืน เธอก็ต้องคืนด้วยเหมือนกัน”
เอ้อร์ไจ่ปรบมืออย่างดีใจ “ใช่! ก่อนหน้านี้เธอเก็บเงินได้ตั้งปึกหนึ่ง ไหนจะลูกอมนมตรากระต่ายขาวอีกถุง แล้วก็แหวนทองอีกวง ทั้งหมดนั่นต้องเอาไปให้กองพลการผลิต ถ้าเธอไม่คืน พวกเราก็ไม่คืน”
ลู่เป่าเจินเถียงไม่ทัน น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้ม “พวกพี่รังแกฉัน ฮือๆๆ” เธอโกรธมากจนต้องหาตัวช่วยโดยสัญชาตญาณ เธอจึงยกมือขึ้นแล้วร้องเรียกปลาคาร์ปสีนิล “หลีหลี! ช่วยฉันด้วย!”
ภาพนั้นทำให้ต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่มองหน้ากันอย่างงุนงง ทั้งสองกวาดตามองไปรอบๆ พร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย
มีเพียงนกกระจอกที่บินขึ้นจากกิ่งไม้สู่ท้องฟ้า สายลมร้อนพัดไหว ต้นไม้ใบหญ้าเอนไหวตามแรงลม เสียงแมลงตัวเล็กๆ ร้องระงมอยู่ในพงหญ้า แสงแดดที่แผดจ้าทำให้จักจั่นบนต้นไม้เงียบเสียงไป
พวกเขามั่นใจว่าในรัศมี 10 เมตรนี้ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่พูดได้
“พี่ เธอคุยกับใครน่ะ” ดวงตาของเอ้อร์ไจ่เป็นประกายด้วยความตื่นเต้น เด็กน้อยผู้ไม่เคยกลัวอะไรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “หรือว่ามีปีศาจ”
“พี่สิปีศาจ! หลีหลีเป็นเพื่อนรักของฉัน” ลู่เป่าเจินตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด
เอ้อร์ไจ่แกล้งยั่ว “ไหนล่ะ อยู่ไหน ทำไมฉันไม่เห็น เธอกำลังโกหกใช่ไหม”
“ฉันไม่ได้โกหก!” ลู่เป่าเจินเสียงแหลมปรี๊ด เธอตะโกนใส่หลังมือตัวเอง “หลีหลี ออกมาสิ!”
หากปลาคาร์ปสีนิลมีใบหน้า มันคงจะแสดงสีหน้าสิ้นหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด เด็กมนุษย์นี่ช่างพึ่งพาไม่ได้จริงๆ
ตอนแรกเอ้อร์ไจ่ก็เกือบจะเชื่อแล้ว เขาเขย่งปลายเท้า ชะเง้อคอมองไปที่มือของลู่เป่าเจินด้วยความอยากรู้อยากเห็นและตื่นเต้น ดวงตาของเขาแทบจะลุกเป็นไฟ แต่เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งนาทีจนตาเริ่มเมื่อยล้า เขากลับไม่เห็นแม้แต่เงา ความผิดหวังฉายชัดบนใบหน้า เขาชี้นิ้วไปที่ลู่เป่าเจิน “เธอเป็นดาวหายนะ แล้วก็เป็นจอมโกหกด้วย”
“ฉันไม่ใช่จอมโกหก!” ลู่เป่าเจินหน้าแดงก่ำ เธอใช้มือข่วนบริเวณที่ปลาคาร์ปสีนิลสถิตอยู่ “ออกมานะ หลีหลี! รีบออกมาช่วยฉันจัดการพวกนี้เลย ทำให้กู้ต้าไจ่กับกู้เอ้อร์ไจ่ไปนอนในกองดินซะ ฉันไม่อยากเห็นหน้าพวกเขาอีกแล้ว!”
เอ้อร์ไจ่มองเธออย่างเหลือเชื่อ “เด็กที่นอนในกองดินจะไม่ได้เจอแม่อีกเลย เธอเป็นเด็กใจร้าย! เธอไม่มีแม่ เธอสิถึงต้องไปนอนในกองดิน”
ต้าไจ่เองก็ไม่ชอบคำพูดของลู่เป่าเจินเช่นกัน เขาอยากอยู่กับแม่ตลอดไป เด็กชายที่ปกติใจกว้างก็เริ่มรู้สึกเกลียดเด็กหญิงคนนี้ขึ้นมา
ความปรารถนาของลู่เป่าเจินรุนแรงมากจนปลาคาร์ปสีนิลถูกบังคับให้ปรากฏตัว มันถอนหายใจอย่างแผ่วเบา แต่เด็กหญิงวัย 4 ขวบที่ถูกตามใจจนเสียคนและสูญเสียความบริสุทธิ์ไปนานแล้วกลับไม่สนใจ เธอยังคงออกคำสั่งเหมือนเดิม “หลีหลี ช่วยฉัน”
“…ก็ได้” ปลาคาร์ปสีนิลตอบรับ
มันมาจากอีกโลกหนึ่ง โลกที่สิ่งมีชีวิตไม่สามารถบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นภูตได้ ร่างสถิตคนแรกของมันคือเด็กหนุ่มวัย 22 ปีที่เพิ่งเรียนจบ ในตอนนั้นมันยังเป็นปลาคาร์ปสามสี [แดง-ขาว-ดำ] ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ มันใช้โชคดีของมันช่วยเหลือร่างสถิต เปลี่ยนเขาจากชายหนุ่มจนๆ ที่อาศัยในห้องเช่าเก่าๆ และต้องคิดหนักว่าจะเพิ่มไส้กรอกในบะหมี่ถ้วยดีหรือไม่ ให้กลายเป็นเจ้าของบริษัทขนส่งขนาดใหญ่ ผู้ไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตและเปลี่ยนชนชั้นทางสังคมได้สำเร็จ
แต่ใครจะรู้ว่าความโลภของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด ชายหนุ่มที่เคยปรารถนาเพียงชีวิตที่มีศักดิ์ศรีได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาใช้พลังของมันเพื่อแก้แค้นคนที่เคยดูถูกเขา ตอนแรกปลาคาร์ปน้อยยังไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ จนกระทั่งหางของมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ มันจึงตระหนักได้ว่าพลังของมันกำลังถูกกัดกร่อน มันพยายามจะหยุด เพราะมันคือสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ จะกลายเป็นสีดำได้อย่างไร!
แต่มันที่เพิ่งจะบำเพ็ญเพียรสำเร็จไหนเลยจะสู้เล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์ที่คลุกคลีอยู่ในสังคมได้ ตั้งแต่แรกเริ่ม มนุษย์ผู้นั้นก็ได้ล่วงรู้ความลับที่ใหญ่ที่สุดของมันไปแล้วว่าในความสัมพันธ์นี้ ร่างสถิตคือผู้ควบคุม เกมนี้เริ่มต้นโดยมัน แต่กลับจบลงโดยที่มันไม่มีสิทธิ์พูดว่าหยุด และแล้วทั้งตัวของมันก็ค่อยๆ กลายเป็นสีดำสนิท
ต่อมาเมื่อมันรู้ว่าร่างสถิตวางแผนจะกำจัดมันทิ้ง มันจึงใช้วิธีที่เกือบจะเป็นการทำลายตัวเองเพื่อหลบหนีออกมา และเมื่อมันตื่นขึ้นอีกครั้ง ลู่เป่าเจินที่เพิ่งลืมตาดูโลกก็ได้กลายเป็นร่างสถิตคนใหม่ของมัน
ด้วยอิทธิพลจากโชคร้ายของมัน แม่แท้ๆ ของลู่เป่าเจินจึงเสียชีวิตอย่างน่าสลดในห้องคลอด ก่อนสิ้นใจ เธอได้อธิษฐานว่าเธอยอมสละโชคดีทั้งหมดและโอกาสในการเกิดใหม่ เพื่อแลกกับชีวิตที่ราบรื่นและไร้กังวลของลูกสาว ด้วยเหตุนี้ ปลาคาร์ปสีนิลจึงรู้สึกว่าพลังของมันฟื้นคืนมาเล็กน้อย ต่อมามันค้นพบว่าสามารถใช้ลู่เป่าเจินเพื่อดูดโชคจากผู้อื่นมาฟื้นฟูตัวเองได้ มันจึงก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ไม่อาจหวนคืน
เมื่อเห็นโชคลาภที่สว่างไสวดั่งดวงอาทิตย์ของคนในบ้านสามของตระกูลกู้ มันก็เกิดความอยากได้จนทนไม่ไหว จึงยุยงให้ลู่เป่าเจินเข้าไปตีสนิทกับพวกเขา เดิมทีแผนการก็ดำเนินไปด้วยดี แค่รอให้หลินเจาถูกมันดูดโชคจนตายไป เด็กทั้งสี่คนก็คงจะตกอยู่ในกำมือของมัน แต่ใครจะรู้ว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น หลินเจาไม่ตาย แถมลูกๆ ของเธอยังพากันหลบหน้าลู่เป่าเจิน ทำให้ช่วงนี้มันมีแต่เสียกับเสีย โชคดีเพียงน้อยนิดที่สะสมไว้ก่อนหน้านี้ก็ใกล้จะหมดลงแล้ว
กลับมาที่ปัจจุบัน เมื่อคำสั่งของลู่เป่าเจินสิ้นสุดลง รอยสักรูปปลาคาร์ปสีนิลบนหลังมือของเธอก็สว่างวาบขึ้นมาทันที
ในชั่วพริบตา ดวงตาของเด็กหญิงก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทลึกล้ำราวกับหุบเหว ปราศจากอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ แววตาว่างเปล่าไร้จุดโฟกัส เมื่อจ้องมองผู้คนจึงดูน่าขนลุกอย่างประหลาด
เอ้อร์ไจ่ผู้ไม่ค่อยใส่ใจรายละเอียด ไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเธอ เขาแกว่งแขนที่เมื่อยล้าจากการยกกล่องไม้ “พี่ กลับบ้านกันเถอะ อย่าไปสนใจยัยขี้แยน่ารำคาญนี่เลย” เขาพูดพลางเดินนำหน้าไป
ทางเดินเล็กๆ ในชนบทไม่ได้กว้างขวางอะไรนัก อย่างมากก็แค่ให้ผู้ชายตัวโตๆ สี่ห้าคนเดินเรียงกันได้ เอ้อร์ไจ่เดินอาดๆ อย่างไม่เกรงใจใคร แต่เมื่อเดินผ่านลู่เป่าเจิน เขาก็ถูกเธอกระชากแขนไว้อย่างแรง
“ทำอะไรของเธอ!” เอ้อร์ไจ่สะบัดแขนราวกับถูกผึ้งต่อย
ลู่เป่าเจินยื่นมือมาหมายจะแย่งกล่องในมือเขา เธอมีเรี่ยวแรงมหาศาลมาจากไหนก็ไม่รู้ ดึงจนร่างของเอ้อร์ไจ่ถลาไปข้างหน้า “เอามาให้ฉัน!”
เอ้อร์ไจ่ไม่เคยยอมเสียเปรียบใคร เขาจับกล่องไว้แน่น “ไม่ให้!”
ลู่เป่าเจินโกรธจัดจนอ้าปากกัดแขนเขา งับเข้าที่เนื้อบนมือของเขาแล้วดึงอย่างแรง เอ้อร์ไจ่รู้สึกเจ็บจนต้องสะบัดเธอออกสุดแรง ต้าไจ่รีบเข้ามาช่วย เด็กทั้งสามคนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันจนนัวเนียไปหมด
“อ๊าาา ฉันจะสู้กับเธอให้ตายไปข้างหนึ่ง!!” เอ้อร์ไจ่ใช้ท่าไม้ตายหัวเหล็ก เขาถอยศีรษะไปด้านหลังแล้วพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว โขกเข้าที่ใบหน้าของลู่เป่าเจินอย่างจัง
“ปัง!!”
ถึงแม้ลู่เป่าเจินจะมีตัวช่วย แต่ร่างกายของเธอก็ยังเป็นเนื้อหนังมังสา เมื่อถูกกระแทกอย่างแรง เลือดสองสายก็ไหลทะลักออกจากรูจมูก
“โอ๊ย—” ผมเปียสองข้างของเด็กหญิงหลุดลุ่ย เธอกรีดร้องเสียงแหลม
เธอป้ายเลือดกำเดา เมื่อเห็นว่าต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่กำลังวิ่งหนี เธอก็รีบวิ่งตามไปแล้วกระชากเชือกแดงที่ข้อมือของเอ้อร์ไจ่
ทันทีที่มือเปื้อนเลือดของเธอสัมผัสกับเชือกแดง
ลู่เป่าเจินก็กรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียงและถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว เธอกุมมือตัวเองแล้วทรุดตัวลงนั่งยองๆ
[จบบท]