บทที่ 102: หายไปแล้ว (2/2)
ณ มุมที่ไม่มีใครสังเกตเห็น รอยปลาคาร์ปสีนิลบนหลังมือของเธอปรากฏขึ้นแล้วหายไปสลับกัน ก่อนจะหลุดลอยออกจากร่างของลู่เป่าเจินแล้วสลายกลายเป็นผุยผงสีดำ
เอ้อร์ไจ่สังเกตเห็นว่าเชือกแดงเส้นเล็กที่แม่ให้มาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท เขาอุทานออกมา “อ๊ะ! เชือกแดงของฉัน! เชือกแดงที่แม่ให้ฉัน!”
เขาใช้มือลูบมัน หวังจะปัดเป่าสีดำนั้นออกไป แต่ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส เชือกแดงเส้นเล็กก็สลายกลายเป็นผงธุลีลอยหายไปในอากาศ
เอ้อร์ไจ่ยืนนิ่งอึ้ง “เชือกแดงของฉัน!”
เขาโกรธจนอยากจะพุ่งเข้าไปทำร้ายลู่เป่าเจิน แต่ต้าไจ่รั้งไว้ได้ทัน พี่ชายถอดเชือกแดงของตัวเองแล้วสวมให้กับน้องชาย “เอาของฉันไป”
เอ้อร์ไจ่หายโกรธเป็นปลิดทิ้งในทันที แต่เมื่อเห็นว่าพี่ชายไม่มี เขาก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาอีก “แล้วของพี่ล่ะ”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวตอนบ่ายค่อยลองถามแม่ดูว่าซื้อให้ใหม่อีกเส้นได้ไหม” ต้าไจ่นึกขึ้นได้ว่าแม่เคยบอกว่าต่อไปพวกเขาจะมีเงินแต๊ะเอียเป็นของตัวเอง หรือว่าเขาจะขอเบิกล่วงหน้าสักสองสามเหมามาซื้อเชือกแดงได้นะ
เอ้อร์ไจ่ดีใจจนเข้าไปกอดพี่ชายแน่น
ในตอนนั้นเอง ลู่เป่าเจินก็เริ่มขยับตัว
ต้าไจ่ตื่นตัวขึ้นมาทันที เขารีบบอกน้องชาย “เอ้อร์ไจ่ ยกกล่องกลับบ้านกินข้าวกัน”
“อื้อ!”
สองพี่น้องรีบเดินออกจากตีนเขา
ไม่นานนัก ข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน แม้แต่ครอบครัวกู้ที่เพิ่งกลับจากการทำงานก็ยังได้ยิน
“เป่าเจินไม่มีอะไรทำหรือไงถึงไปที่ตีนเขา เกือบจะโดนหมูป่าที่วิ่งลงมาขวิดเอา แถมยังตกใจจนสลบไปอีก โชคดีที่ป้าลู่ไปเจอทัน ไม่อย่างนั้น…” หวงซิ่วหลันพูดทิ้งท้ายไว้ ซึ่งทุกคนในบ้านกู้ต่างก็เข้าใจความหมายนั้นดี
แม่กู้ทายามาสองวันแล้ว ทั้งยังดื่มน้ำขิงน้ำตาลทรายแดงและนมผงมอลต์สกัดบำรุงร่างกายไม่ขาด จนตอนนี้ดูกระปรี้กระเปร่ากว่าตอนก่อนบาดเจ็บเสียอีก เธอรู้สึกอุดอู้ในห้องจึงออกมานั่งเล่นที่ลานบ้าน เมื่อได้ยินลูกสะใภ้ใหญ่พูด เธอก็ถามขึ้น “เป่าเจินสลบไปเลยเหรอ ยายแก่บ้านลู่นั่นไม่ใช่ว่าชอบพูดอวดนักอวดหนาหรือไงว่าหลานสาวตัวเองเป็นเด็กมีบุญ เป็นลูกสาวสุดที่รักของสวรรค์ แล้วทำไมลูกรักของสวรรค์ถึงโดนหมูขวิดได้ล่ะ”
ขณะที่เธอพูด ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ก็เดินเข้ามาในบ้านพอดี ทั้งสองได้ยินบทสนทนาทั้งหมดและสบตากัน ลู่เป่าเจินโดนหมูขวิดเหรอ!
เอ้อร์ไจ่หยิบม้านั่งตัวเล็กมานั่งข้างๆ ย่ากู้อย่างเงียบๆ พลางเงี่ยหูฟังป้าสะใภ้ใหญ่เล่าต่อ
หวงซิ่วหลันกำลังล้างหน้าให้ซานไจ่กับซื่อไจ่ เด็กๆ ในชนบทชอบเล่นคลุกดินคลุกทราย พอได้ลงไปในทุ่งนาก็วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานจนมอมแมมไปทั้งตัว แขนเสื้อ ชายเสื้อ และหัวเข่าของเด็กน้อยทั้งสองเต็มไปด้วยดินที่ปัดไม่ออก แม้แต่บนเส้นผมนุ่มๆ ก็ยังมีคราบดินติดอยู่ ใบหน้าที่เคยขาวเนียนตอนนี้แดงก่ำ ดวงตาเป็นประกายสดใส บ่งบอกว่าพวกเขาเล่นกันอย่างมีความสุขมาก
“จะมีลูกรักของสวรรค์ที่ไหนกัน ใครจะไปรู้ว่าของที่เป่าเจินเก็บได้ก่อนหน้านี้เป็นเงินช่วยชีวิตของใครหรือเปล่า” หวงซิ่วหลันวิจารณ์สั้นๆ แล้วเล่าต่อ “ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นที่ตีนเขา ฉันก็ไม่ได้เห็นกับตาหรอกนะ ได้ยินเขาเล่ากันว่าพอถึงเวลาอาหารแล้วไม่เห็นเป่าเจินกลับบ้าน ป้าลู่เลยเดินหาทั่วหมู่บ้าน สุดท้ายก็ไปเจอเธอที่ตีนเขา ตอนที่เจอหน้าเธอเต็มไปด้วยเลือด แล้วก็มีหมูป่าวิ่งออกมาจากป่าด้วย”
“แล้วคนในหมู่บ้านเป็นอะไรไหม” แม่กู้ถามอย่างร้อนรน
“ไม่เป็นอะไร” หวงซิ่วหลันตอบ “พอพวกเขาเห็นเงาหมูป่าก็ไม่กล้าทำอะไรเสียงดัง ค่อยๆ แอบวิ่งกลับมาที่หมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านยังบอกเลยว่าวันหลังจะพาคนไปล่าเจ้าพวกนั้น”
พ่อกู้ที่นั่งเงียบมานานอดพูดขึ้นมาไม่ได้ “ก็ควรจะล่ามันนะ ในหมู่บ้านมีแต่เด็กๆ ถ้าพวกมันลงมาจากเขาจะแย่เอา”
กู้อวี้เฉิงลับมีดเตรียมพร้อม “ล่าเลย ล่าแล้วจะได้มีเนื้อกิน”
ในอดีตเคยมีชาวบ้านเสียชีวิตเพราะหมูป่ามาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบคน แม่กู้จึงกลัวสัตว์เขี้ยวแหลมชนิดนี้มาก เธอมองค้อนลูกชาย “แกมีปัญญาแค่ไหนกันถึงคิดจะไปล่าหมูป่า ระวังจะโดนมันล่าเอาซะเอง ที่บ้านก็ไม่ได้ขาดเนื้อให้แกกินสักหน่อย โตจนป่านนี้แล้วยังจะตะกละอีก”
เนื้อที่หลินเจาส่งมาให้ก็มีไม่น้อย เธอให้ลูกสะใภ้ทำอาหารให้ทั้งครอบครัวกินด้วยกัน
กู้อวี้เฉิงไม่สนใจสายตาของแม่ เขายิ้มแล้วพูดว่า “ใครจะปฏิเสธเนื้อล่ะครับ”
พูดจบ ไหลเม่ยก็เดินเข้ามาหาพ่อ ดวงตาเป็นประกาย “พ่อครับ พ่อจะไปล่าหมูป่าเหรอครับ”
“…พ่อล่าไม่เป็น”
แววตาชื่นชมของไหลเม่ยหายวับไปในทันที เขาถอนหายใจ “เมื่อไหร่คุณอาสามจะกลับมานะ ผมคิดถึงคุณอาสามแล้ว”
กู้อวี้เฉิงถึงกับหัวเราะออกมา “รังเกียจพ่อนักก็ไปเป็นลูกอาสามแกเลยสิ!”
“ได้เหรอครับ” ไหลเม่ยทำหน้าคาดหวัง
“…”
ใครอยากได้ลูกชายคนนี้ก็เอาไปเลย เขาไม่เอาแล้ว!
จ้าวลิ่วเหนียงเดินออกมาจากห้องครัวแล้วตะโกนเรียก “กินข้าวได้แล้วจ้ะ”
ปังปังพาน้องๆ ไปล้างมือ นับตั้งแต่ที่ถ่ายพยาธิออกมา เด็กๆ บ้านกู้ก็รักความสะอาดมากขึ้น พวกเขาดื่มแต่น้ำต้มสุก และล้างมือก่อนกินข้าวและหลังเข้าห้องน้ำเสมอ
ในขณะเดียวกัน ที่บ้านของตระกูลลู่
ทุกคนในบ้านลู่ต่างคิดว่าดาวนำโชคของพวกเขาได้รับบาดเจ็บ จึงรีบร้อนไปตามหมอเท้าเปล่ามาดูอาการ
หมอชราที่มีฝีมือครึ่งๆ กลางๆ ตรวจดูแล้วดูอีกก็ถึงกับหัวเราะออกมาอย่างหัวเสีย “บาดเจ็บอะไรกัน นี่มันเลือดกำเดาชัดๆ แค่เช็ดออกก็หายแล้ว ต้องรีบร้อนเรียกฉันมาขนาดนี้เลยเหรอ เสียเวลาทำมาหากินจริงๆ”
บ่นจบ เขาก็เก็บของแล้วเดินจากไป ทิ้งให้คนบ้านลู่ยืนตะลึง
ซูอวี้เสียนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นลูกสะใภ้ตัวซวย รีบฉวยโอกาสนี้สร้างผลงาน เธอรีบไปตักน้ำมาเช็ดหน้าให้ลู่เป่าเจิน
“เป็นเลือดกำเดาจริงๆ ด้วย ใครกันนะที่ปล่อยข่าวว่าเป่าเจินโดนหมูป่าขวิดจนเสียโฉม ปากช่างร้ายกาจเสียจริง แม้แต่เด็กก็ยังเอาไปนินทาได้” ลู่เสี่ยวเม่ยด่าอย่างหัวเสีย
เธอนั่งอยู่ข้างเตียง ลูบคลำไปทั่วตัวหลานสาว แต่เมื่อไม่เจอของมีค่าอะไรเลย แววตาของเธอก็ฉายความผิดหวังออกมา
ลู่เสี่ยวเม่ยเป็นลูกรักของบ้าน แม้แต่ที่ซ่อนเงินเธอก็รู้ดี เธอเดินไปที่หีบไม้ด้วยความคุ้นเคย แต่กลับพบว่ามันว่างเปล่า
เธอคิดว่าแม่คงเปลี่ยนที่เก็บเงิน จึงเดินไปหาแม่ด้วยความหงุดหงิด “แม่คะ แม่เปลี่ยนที่เก็บเงินทำไมไม่บอกหนูเลย ทำให้หนูไปเสียเที่ยว เงินอยู่ไหนคะ หนูจะใช้”
แม่ลู่ทำหน้างงงวย “เปลี่ยนที่เก็บเงินอะไรกัน ยังอยู่ในหีบไม่ใช่เหรอ แม่ไม่ได้ย้ายนะ”
ลู่เสี่ยวเม่ยยังไม่ทันตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ “ในหีบไม่มีเงินค่ะ”
แม่ลู่รีบเช็ดมือแล้วเดินเข้าไปในห้อง หีบไม้ที่เคยเต็มไปด้วยเงินตอนนี้กลับว่างเปล่า! ทั้งถุงผ้าใส่ธนบัตรที่เป่าเจินเก็บได้ แหวนทองหนัก 15 กรัม และถ้วยชาลายคราม… ทุกอย่างหายไปหมด!
แม้แต่เงินที่ลู่อีโจวส่งกลับมาก็หายไปด้วย!
แม่ลู่ตาเหลือกแทบเป็นลม เธอคว้าหีบไม้ขึ้นมาเขย่าอย่างไม่เชื่อสายตา “มันอยู่ในนี้ทั้งหมดนะ เงินทั้งหมดอยู่ในนี้ ฉันไม่ได้แตะต้องมันเลย”
ลู่เสี่ยวเม่ยเข้ามาช่วยหาแต่ก็ไม่เจอเช่นกัน ทันใดนั้น เธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงทิ้งของในมือแล้วพุ่งไปหาซูอวี้เสียน
“เป็นเธอใช่ไหม เธอเป็นคนขโมยเงินของบ้านเราไปใช่ไหม” ลู่เสี่ยวเม่ยจับไหล่ของเธอไว้แล้วตวาดถามเสียงกร้าว “ที่บ้านไม่มีคนนอกเข้ามา นอกจากเธอแล้วต้องเป็นเธอแน่ๆ ที่ขโมยเงินไป เอาเงินในหีบออกมาเดี๋ยวนี้!”
แม่ลู่ก็มองลูกสะใภ้ด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย เธอพุ่งเข้าไปข่วนหน้าซูอวี้เสียนจนเป็นรอยแดงหลายรอย “เงินอยู่ไหน เธอเอาเงินไปซ่อนไว้ที่ไหน”
ซูอวี้เสียนได้แต่ยืนงง เธอรู้สึกว่าตัวเองถูกใส่ร้ายป้ายสียิ่งกว่าใครในประวัติศาสตร์
“เงินอะไรกันคะ ฉันไม่เห็น” ซูอวี้เสียนกุมใบหน้าที่แสบร้อนพลางอธิบาย “ฉันไม่เคยเข้าไปในห้องของคุณแม่ด้วยซ้ำ”
แม่ลู่เริ่มได้สติ “แล้วเงินหายไปไหน”
“หรือว่าพ่อจะเป็นคนเอาไป” ลู่เสี่ยวเม่ยพูด “หนูจะไปหาพ่อเอง” ว่าแล้วเธอก็วิ่งพรวดพราดออกจากบ้านไป
ซูอวี้เสียนลากขาที่เจ็บไปนั่งลง เธอมองไปยังห้องของพ่อแม่สามีด้วยแววตาที่วูบไหว
ท่าทางตื่นตระหนกของแม่สามีกับน้องสาวสามีตัวแสบนั่นแสดงว่าที่บ้านต้องมีเงินซ่อนไว้เยอะแน่ๆ เธอนึกถึงตอนที่ตัวเองเจ็บขา แต่ไม่มีใครในบ้านลู่คิดจะตามหมอมาดูให้เลย มีแต่ใช้ขี้เถ้าโปะแผลส่งๆ ไป ซูอวี้เสียนก้มหน้าลง แววตาของเธอฉายประกายอำมหิต
[จบบท]