บทที่ 110: กู้ชื่อเสียงอะไรกัน (2/2)
บ้านสามของตระกูลกู้
ฝาแฝดชายหญิงกำลังนั่งเล่นลูกบอลผ้าอยู่เงียบๆ ที่มุมห้อง ส่วนต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ที่สวมรองเท้าแตะ กำลังช่วยกันยกกล่องไม้ใบหนึ่งที่ขุดได้จากใต้ต้นการบูรเข้ามาในบ้าน ราวกับกำลังอวดของวิเศษ
“แม่ครับ นี่คือกล่องไม้ที่เราขุดเจอ มันเปิดไม่ออก” เอ้อร์ไจ่พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด แต่แล้วดวงตาใสแป๋วของเขาก็มองไปยังหลินเจาด้วยความหวัง “แต่แม่ต้องเปิดได้แน่ๆ”
“ไหนแม่ขอดูหน่อยสิ” หลินเจารับกล่องไม้มาไว้ในมือ
มันมีน้ำหนักพอสมควรเลยทีเดียว ไม่รู้ว่าเด็กสองคนนี้ยกกลับมากันได้อย่างไร
ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เป็นเด็กรักความสะอาด หลังจากกลับถึงบ้าน พวกเขาก็ช่วยกันปัดดินที่เกาะอยู่บนกล่องออก แล้วล้างด้วยน้ำอีกรอบ แม้จะยังไม่สะอาดเอี่ยม แต่ก็ดูดีกว่าตอนที่เพิ่งขุดขึ้นมาใหม่ๆ ราวกับเป็นคนละใบ
บนกล่องมีแม่กุญแจอันเล็กๆ ที่ดูประณีตคล้องอยู่ มิน่าเล่าเด็กทั้งสองถึงเปิดไม่ออก
หลินเจาไม่ได้มองหาเครื่องมืออะไรเลย เธอใช้มือดึงที่ตัวล็อกเพียงครั้งเดียว แม่กุญแจก็หลุดออกมาอย่างง่ายดาย
เด็กน้อยทั้งสองที่ยืนล้อมแม่อยู่อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความชื่นชมและนับถือ
“แม่แรงเยอะจังเลยครับ” เอ้อร์ไจ่เอ่ยชม
หลินเจาหัวเราะเบาๆ ในยุคสมัยนี้ถ้าไม่มีเรี่ยวแรงก็คงใช้ชีวิตลำบาก
“ก็พอตัวน่ะ” เธอตอบอย่างถ่อมตน
ต้าไจ่เท้าคางมองกล่องไม้อย่างพิจารณา สายตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น แม้แต่เอ้อร์ไจ่ที่ปกติพูดไม่หยุดก็เงียบไป ดวงตาทั้งสองคู่จับจ้องมาที่กล่องอย่างตื่นเต้น
หลินเจาเปิดฝากล่องออก เผยให้เห็นของที่อยู่ข้างในซึ่งเป็นไปตามที่เธอคาดไว้ไม่มีผิด ล้วนเป็นของเก่าแก่ทั้งสิ้น
ชั้นบนสุดมีลูกคิดทองคำขนาดเท่าฝ่ามือ มีดใบหลิวที่ด้ามทำจากทองคำบริสุทธิ์ ชุดโกร่งบดยาสมุนไพรลายมังกรเสือ ตราชั่งยาสมุนไพรที่ทำจากไม้จันทน์สีม่วง และชุดเข็มฝังเข็มทั้งเก้า ส่วนชั้นล่างสุดเป็นหนังสือเก่าแก่เล่มหนึ่ง หน้าปกเขียนชื่อไว้ว่า “ตำราแพทย์ชิงหนาง”
นอกจากลูกคิดทองคำแล้ว ของที่เหลือทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนจีนทั้งสิ้น ในยุคสมัยนี้ ของเหล่านี้จัดอยู่ในหมวด “สี่เก่า” ซึ่งหากใครมีไว้ในครอบครองอาจจะพบกับโชคร้ายได้
เอ้อร์ไจ่หยิบลูกคิดสีทองอร่ามขึ้นมา แล้วลองดีดเล่นอย่างคล่องแคล่วราวกับเคยทำมาก่อน “แม่ครับ ผมชอบอันนี้ ให้ผมได้ไหมครับ”
“…” หลินเจามองลูกชายนิ่งๆ มีเด็กอายุ 5 ขวบที่ไหนมาขออะไรแบบนี้กันบ้าง จะเอาลูกคิดทองคำไปเป็นของเล่นเนี่ยนะ เก่งเกินไปแล้ว
“รอให้พวกลูกโตกว่านี้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน” หลินเจาไม่อยากสร้างปัญหา เธอตั้งใจว่าจะเก็บของทั้งหมดนี้ไว้ในแหวนมิติของเธอ รอจนถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยนำออกมา
เอ้อร์ไจ่รู้สึกผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้งอแงแต่อย่างใด “ก็ได้ครับ” เขาตอบพลางมองลูกคิดทองคำในมือด้วยความอาลัยอาวรณ์
“…” ช่างตาแหลมจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ของสิ่งนี้ก็เป็นสมบัติที่ลูกชายทั้งสองคนหามาได้ การจะยึดไปทั้งหมดก็ดูจะใจร้ายเกินไป หลินจาลุกขึ้นไปล้างมือ จากนั้นจึงเดินไปที่ตู้กับข้าว หยิบขนมเปียทอดชิ้นใหญ่กับนมสองกล่องออกมาให้เด็กๆ
พอเห็นของกินที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในมือของแม่ เอ้อร์ไจ่ก็โยนลูกคิดทองคำทิ้งทันที แล้วชี้ไปที่ขนม “แม่ครับ นั่นอะไรเหรอ”
“ไปล้างมือก่อน นี่คือขนมเปียทอด ลูกกับพี่ชายแบ่งกันคนละครึ่งนะ”
เด็กทั้งสองรีบวิ่งไปล้างมือโดยไม่อิดออด พอเสร็จแล้วก็กลับมานั่งกินขนมเปียทอดกันอย่างเอร็ดอร่อย กลิ่นหอมของน้ำมันและแป้งสาลีอบอวลไปทั่วปาก เมื่อกัดเข้าไปความกรอบของเปลือกนอกก็แตกกระจาย หอมอร่อยจริงๆ การได้กินขนมเปียทอดคู่กับนม เป็นความสุขที่แม้แต่เทวดามาขอแลกก็ไม่ยอม
หลินเจาลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้าลูกชายทั้งสองคน สีหน้าของเธอดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย “ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ แม่มีเรื่องจะคุยด้วย”
“เรื่องอะไรครับ” เอ้อร์ไจ่ถามพลางเคี้ยวขนมตุ้ยๆ
ต้าไจ่หยุดกินขนมแล้วเงยหน้าขึ้นมองแม่ด้วยดวงตาใสแป๋ว
“เรื่องที่พวกหนูสองคนเจอของในวันนี้ ห้ามนำไปเล่าให้ใครฟังเด็ดขาด” หลินเจาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “โดยเฉพาะของที่อยู่ในกล่อง ยิ่งห้ามพูดถึงเด็ดขาดเลยนะ เรื่องนี้จะเป็นความลับเล็กๆ ของพวกเราสามคน พวกแกทำได้ไหม”
เมื่อได้ยินว่าเป็นความลับกับแม่ เด็กน้อยทั้งสองก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที พยักหน้าตอบรับกันหงึกๆ
“ได้ครับ”
“ผมทำได้”
หลังจากตอบรับ ต้าไจ่ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาขมวดคิ้วเล็กๆ “แต่ว่าลู่เป่าเจินเห็นแล้วล่ะครับ”
ต้าไจ่เป็นเด็กที่ชอบคิดมากและโทษตัวเอง เขารู้สึกเสียใจขึ้นมาทันทีที่นึกถึงเรื่องนี้ได้ เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้วพูดอย่างตำหนิตัวเอง “เป็นความผิดของผมเอง ถ้าผมระวังตัวกว่านี้อีกหน่อย แล้วสังเกตเห็นลู่เป่าเจินเร็วกว่านี้…”
“คิดมากอีกแล้วนะเรา” หลินเจาพูดขัดขึ้น ก่อนจะดึงร่างเล็กของต้าไจ่เข้ามากอดอย่างอ่อนโยน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ไม่มีใครที่สามารถวางแผนทุกอย่างได้รอบคอบไม่มีที่ติหรอกนะลูก”
“ลูกทำได้ดีมากแล้ว จะโทษตัวเองทำไมล่ะ” เธอก้มลงมองลูกชายแล้วหอมแก้มเขาเบาๆ ดวงตาของเธอเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม “ต้าไจ่ของแม่เป็นเด็กดีและเก่งที่สุดในกองพลการผลิตเลยนะ ในสายตาแม่ลูกดีทุกอย่าง ยกเว้นแต่เรื่องที่ลูกชอบโทษตัวเองนี่แหละ แม่หวังว่าต่อไปลูกจะไม่เป็นแบบนี้อีก เพราะมันจะทำให้ลูกไม่มีความสุข แล้วถ้าลูกไม่มีความสุข แม่ก็จะไม่มีความสุขเหมือนกัน”
ต้าไจ่ถูกแม่หอมแก้มจนงงเป็นไก่ตาแตก เขาซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของแม่ ใบหน้าร้อนผ่าว หูทั้งสองข้างแดงระเรื่อ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเขินอาย “…ครับ”
เอ้อร์ไจ่เห็นแล้วไม่พอใจ เขารีบเบียดตัวเข้าไปในอ้อมกอดของแม่บ้าง ดวงตาของเขาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว “ไม่ใช่ความผิดของพี่ซะหน่อย เป็นความผิดของลู่เป่าเจินต่างหาก เราเล่นของเราอยู่ดีๆ จะมายุ่งอะไรด้วยก็ไม่รู้”
“เธอยังขู่จะไปฟ้องที่ทำการกองพลการผลิตอีกนะ ปล่อยให้เธอไปฟ้องเลย” ดวงตาของเขากลิ้งไปมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เด็กๆ แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้ พวกเราสองคนไม่ต้องยอมรับ ผู้ใหญ่ก็ทำอะไรเราไม่ได้หรอก”
หลินเจายกนิ้วโป้งให้ลูกชาย “วิธีนี้ไม่เลวเลย” อย่างมากที่สุดก็แค่เอากล่องเปล่าไปให้พวกเขาดู เพราะไม่มีใครกำหนดว่าในกล่องจะต้องมีของอยู่ข้างใน ถึงแม้จะมีคนสงสัยก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ไม่มีหลักฐาน
เอ้อร์ไจ่ถูกแม่ชมจนยิ้มแก้มปริ เขาหันไปพูดกับพี่ชาย “พี่ เรามาแกล้งโง่กันเถอะ”
“อืม” ต้าไจ่พยักหน้ารับอย่างจริงจัง
***
ณ ตัวอำเภอ ในเงามืดของยามพลบค่ำ
ฝูเฟย พนักงานโรงงานทอผ้าฝ้ายที่เพิ่งทำงานล่วงเวลาเสร็จ กำลังลากร่างกายที่เหนื่อยล้าไปตามตรอกเล็กๆ ที่เขาเดินผ่านจนคุ้นชินมาตลอด 2 ปี
เมื่อ 2 ปีก่อน เหตุการณ์ครั้งนั้นเปรียบเสมือนเหล็กร้อนที่นาบลงบนแผ่นหลังของฝูเฟยจนเป็นแผลลึก
เขาทำทรัพย์สินของโรงงานหายโดยไม่คาดคิด ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานละเลยต่อหน้าที่ และถูกลงโทษทางวินัยด้วยการลดตำแหน่ง จากสมุห์บัญชีที่เคยทำงานในห้องแอร์ ต้องกลายเป็นพนักงานคุมหม้อไอน้ำ
ฝูเฟยรู้ดีว่านี่เป็นการลงโทษที่สถานเบาที่สุดจากทางโรงงานแล้ว อย่างน้อยเขาก็ไม่ถูกส่งตัวเข้าคุก และเขาควรจะพอใจกับมัน
แต่…จะเป็นไปได้อย่างไร เขาจะยอมรับมันได้อย่างไร
เงินก้อนนั้นเขาอุ้มแนบอกมาตลอดทาง แม้จะปวดแขนแค่ไหนก็ไม่เคยปล่อยวาง แล้วเงินมันหายไปได้อย่างไรกัน
เขาคิดไม่ออก และคงจะคิดไม่ออกไปชั่วชีวิต
เขาไม่ได้ยักยอก ไม่ได้ยักยอกจริงๆนะ นั่นมันเงินของโรงงาน เขาจะทำผิดหลักการของตัวเองได้อย่างไร เขาเป็นผู้สืบเชื้อสายจากชนชั้นแรงงานที่แท้จริง จะยอมทำลายอนาคตของตัวเองด้วยการทุจริตได้อย่างไร
หลังจากเหตุการณ์นั้น คนในครอบครัวก็พากันตำหนิ เพื่อนร่วมงานก็มองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เขาอยากจะกระโดดลงแม่น้ำให้มันตายๆ ไปซะ
แต่…เขายอมรับมันไม่ได้จริงๆ
ชายหนุ่มวัยเพียงสามสิบต้นๆ กลับดูแก่ลงไปถนัดตา ผมของเขาเริ่มขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมที่ปิดไม่มิด บนหน้าผากปรากฏรอยย่นลึก 2 รอย สีหน้าของเขาดูเฉยชาและกร้านโลก
แสงไฟจากเสาไฟฟ้าริมทางส่องให้เงาที่โค้งงอของฝูเฟยทอดยาวไปบนพื้นถนนที่เก่าแก่และแตกระแหง
ทันใดนั้นเอง—
เขาเห็นถุงผ้าที่คุ้นตาใบหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้า
[จบบท]