บทที่ 115: “เรื่องน่ายินดี” (1/2)
“จะงกเงินอะไรขนาดนั้นลูก” หลินเจาเดินเข้ามาในห้องครัวพลางเอ่ยกับต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่ผ่านทางหน้าต่าง
ในลานบ้าน ซื่อไจ่กำลังวิ่งไล่จับหางของเจ้าต้าหวงอย่างสนุกสนาน ส่วนซานไจ่ก็นั่งยองๆ อยู่ที่มุมกำแพง ใช้กิ่งไม้ขีดเขียนวาดรูปอยู่คนเดียวได้นานครึ่งค่อนวัน
เอ้อร์ไจ่หัวเราะร่า ยอมรับคำพูดของแม่หน้าตาเฉย แถมยังดูภูมิใจเสียด้วย “ใช่สิครับ ผมมันคนเห็นแก่เงินอยู่แล้ว ทั้งเถี่ยหนิว หยวนเป่า เถี่ยฉุย ต้าจ้วง… พวกเราทุกคนเป็นแบบนี้หมดเลย”
พูดจบท้ายประโยคด้วยน้ำเสียงแก่แดดเกินวัย “มีเงินมันดีจะตายไปครับแม่ มีเงินก็ซื้อเนื้อ ซื้อลูกอม ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ได้” ถึงตอนนี้ก็ไม่ลืมที่จะประจบเอาใจ “แล้วก็ยังซื้อกระโปรงให้แม่ได้ด้วย ตั้งร้อยตัวเลยนะ”
สำหรับเด็กตัวเล็กๆ แล้ว จำนวนหนึ่งร้อยนั้นมากมายมหาศาล! ต้าไจ่จ้องน้องชายอย่างจริงจัง “เอ้อร์ไจ่ การซื้อกระโปรงให้แม่เป็นเป้าหมายของพี่นะ ทำไมนายต้องมาแย่งพี่ด้วย ไปซื้ออย่างอื่นสิ”
เด็กชายโกรธจนหน้ามุ่ย เป็นครั้งแรกที่เขาไม่ยอมให้น้องชายพร้อมกับประกาศเสียงดัง “พี่จะซื้อกระโปรงให้แม่จนเต็มเครื่องบินเลยคอยดู”
เอ้อร์ไจ่รู้สึกน้อยใจขึ้นมาบ้าง “...แต่แม่ชอบกระโปรงที่สุดนี่นา ผมไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรอย่างอื่นให้นี่ครับ”
หลินเจาชะงักไปครู่หนึ่ง เธอชอบกระโปรงที่สุดอย่างนั้นหรือ ทำไมเธอถึงไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยล่ะ
ต้าไจ่เริ่มลังเล ขมวดคิ้วน้อยๆ อย่างสับสน ก่อนจะใช้แขนทั้งสองข้างยันขอบหน้าต่างแล้วกระโดดสุดแรงจนครึ่งตัวโผล่เข้ามาในครัว
“แม่ครับ นอกจากกระโปรงแล้ว แม้ยังมีอย่างอื่นที่ชอบที่สุดอีกไหมครับ”
เดี๋ยวนะ หลินเจามีสีหน้าแปลกไปเล็กน้อย “ใครบอกพวกหนูว่าแม่ชอบกระโปรงที่สุด”
ต้าไจ่เหลือบมองแม่แวบหนึ่งก่อนจะตอบ “อาหญิงเล็กบอกครับ” แน่นอนว่ากู้ซิ่งเอ๋อร์ไม่ได้พูดแค่นั้น แต่เขาจำเรื่องอื่นไม่ได้แล้ว “แม่ไม่ชอบกระโปรงเหรอครับ”
หลินเจาครุ่นคิด กู้ซิ่งเอ๋อร์คงไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องกระโปรงเฉยๆ เธอกลัวว่าน้องสาวสามีจะยืมเรื่องกระโปรงมาด่าเธอเสียมากกว่า แต่ความคิดนี้ก็แวบเข้ามาในหัวเพียงชั่วครู่ก่อนที่เธอจะปัดมันทิ้งไป คนไม่สำคัญจะไปใส่ใจทำไม
“ก็ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ แต่ก็ไม่ใช่ว่าชอบที่สุด”
“แล้วแม่ชอบอะไรที่สุดครับ” ต้าไจ่โก่งก้นน้อยๆ ค้างท่านั้นไว้ไม่ขยับ
เอ้อร์ไจ่ที่อยู่ข้างๆ ก็ทำตามบ้าง ใบหน้าที่เหมือนกันราวกับแกะสองใบหน้าจ้องมองหลินเจาอย่างรอคอยคำตอบ
หลินเจาจะตอบได้อย่างไรกัน จู่ๆ ก็นึกอะไรดีๆ ขึ้นมาได้ “แม่ชอบตัวเองที่สุดยังไงล่ะ”
ต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่ไม่ได้คัดค้านอะไร กลับรู้สึกว่ามันควรจะเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว หลินเจาเหลือบมองสีหน้าของลูกชายทั้งสอง เห็นว่าพวกเขาพยักหน้ายอมรับก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เธอคิดว่าพวกเขาจะผิดหวังเสียอีก
ต้าไจ่ยิ้มกว้างให้แม่แล้วพูดอย่างมีความสุข “ผมเหมือนแม่เลยครับ ผมก็ชอบแม่ที่สุดเหมือนกัน”
คำพูดนี้หลินเจาเชื่อสนิทใจ โลกของเด็กๆ นั้นเล็กนิดเดียว และแม่คือคนที่สำคัญที่สุดในโลกใบนั้น
เอ้อร์ไจ่รีบพูดเสริม “ผมก็ชอบแม่ที่สุดเหมือนกัน ชอบมากกว่าลูกอมนมตรากระต่ายขาวอีกนะครับ”
“...ขอบใจนะ” หลินเจาขอบคุณแบบขอไปที
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ แล้วแม่ชอบอะไรเป็นอันดับสองล่ะครับ” เอ้อร์ไจ่ถามต่อ ดวงตาของเขาเป็นประกายลุกโชนไปด้วยความคาดหวัง
หลินเจาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ก็ต้องเป็นพ่อของพวกหนูอยู่แล้ว” ถ้าไม่มีพ่อของพวกเขา แล้วจะมีลูกๆ ทั้งสี่คนได้อย่างไรกัน ใช่ไหมล่ะ
คำตอบนั้นทำให้เด็กชายทั้งสองรู้สึกราวกับว่าของล้ำค่าในใจได้แตกสลายลงเป็นเสี่ยงๆ แววตาของเด็กน้อยทั้งสองพลันมืดลง เจือปนไปด้วยความเศร้า
“ทำไมล่ะครับ” เอ้อร์ไจ่ถามอย่างตกใจ
“อะไรคือทำไม” หลินเจาถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี สหายกู้เฉิงหวยไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ทำไมลูกๆ ถึงได้มีท่าทีแบบนี้
เอ้อร์ไจ่ยังคงรับไม่ได้และไม่อยากจะเชื่อ “ทำไมแม่ถึงชอบพ่อเป็นอันดับสองล่ะครับ”
“พ่อของพวกหนูเป็นสามีของแม่ แม่ชอบเขาก็เป็นเรื่องปกติ ทำไมจะชอบไม่ได้ล่ะ” หลินเจาหัวเราะถามกลับ มือก็ยังคงทำอาหารไม่หยุด เธอเปิดฝาหม้อแล้วใส่เกี๊ยวลงไป
“พ่อไม่ได้ช่วยแม่ทำงานสักหน่อย ทำไมถึงได้อยู่ที่สองล่ะครับ ผมกับพี่ยังไม่ได้เลยนะ” เอ้อร์ไจ่ฟ้องอย่างน้อยใจพร้อมกับลากเสียงยาว “แม่ครับ อย่าเลยนะ เลื่อนพ่อลงมาเถอะนะ เอาผมไปไว้แทน ผมคือเอ้อร์ไจ่ ก็ต้องได้ที่สองสิ”
ไม่ทันที่หลินเจาจะได้ตอบ ต้าไจ่ก็แย้งขึ้นมาอย่างมีเหตุผล “เอ้อร์ไจ่ พี่โตกว่านายนะ ตำแหน่งที่สองควรจะเป็นของพี่”
เอ้อร์ไจ่รู้สึกว่าสิ่งที่พี่ชายพูดก็มีเหตุผล เขาเม้มปากแล้วพูดเสียงอู้อี้ “...ก็ได้ครับ งั้นผมที่สาม ที่สามคงไม่มีใครมาแย่งผมแล้ว”
เมื่อเด็กน้อยทั้งสองจัดลำดับตำแหน่งในใจของแม่เสร็จสิ้นก็พึงพอใจกันทั้งคู่ ดีใจจนหางที่มองไม่เห็นข้างหลังส่ายไปมาอย่างบ้าคลั่ง
หลินเจาหมดคำจะพูด ได้แต่คิดในใจว่า ‘ก็ได้ พวกลูกสองพี่น้องมีความสุขก็พอแล้ว’
บทสนทนานี้จึงจบลงแต่เพียงเท่านี้ เด็กชายทั้งสองเลื่อนตัวลงจากขอบหน้าต่าง ตบเศษดินออกจากเสื้อผ้า แล้ววิ่งเข้าไปในห้องครัว
“แม่ครับ พวกเรามาช่วยดูไฟให้” สองพี่น้องพูดขึ้นพร้อมกัน หลินเจาไม่ได้ห้ามปราม
หลังจากน้ำเดือดได้ไม่นาน เธอก็บอกว่า “น่าจะได้แล้วล่ะ”
“เร็วขนาดนี้เลยเหรอครับ!” เอ้อร์ไจ่โพล่งออกมา
“เพราะว่ามันคือเกี๊ยวไงล่ะ แป้งบางมาก เป็นเกี๊ยวขนาดพอดีคำ” หลินเจาอธิบาย เกี๊ยวนี้เป็นของรางวัลที่เธอสุ่มได้เมื่อคืนก่อนนอน ถือเป็นชุดของขวัญอาหารประเภทแป้งเลยก็ว่าได้ มีทั้งเกี๊ยวขนาดใหญ่และเล็ก หมั่นโถว ฮวาจวน กัวคุย เซาปิ่ง เค้กน้ำตาลทรายแดงนึ่ง และอีกมากมาย โชคดีที่ก่อนหน้านี้เธอได้คะแนนมา 200 คะแนนจากการถ่ายรูปครอบครัว ทำให้เข้าใกล้การสุ่มรางวัลครั้งละ 500 คะแนนไปอีกก้าวหนึ่ง
“เกี๊ยวเหรอครับ” เอ้อร์ไจ่เขย่งปลายเท้าเพื่อมองดู ในชามมีไอร้อนลอยอ้อยอิ่ง ภาพของเกี๊ยวสะท้อนอยู่ในดวงตาของเขา “แม่ครับ ผมไม่เคยกินเกี๊ยวเลย มันอร่อยไหมครับ”
“อร่อยสิ มีทั้งแป้งทั้งเนื้อ จะไม่อร่อยได้ยังไง” หลินเจาตักเกี๊ยวใส่ชามอย่างคล่องแคล่ว แล้วยกไปวางที่ลานบ้าน ฝาแฝดชายหญิงยังเล็กอยู่ เธอจึงต้องดูแลเป็นพิเศษ เธอค่อยๆ บดเนื้อและแป้งให้ละเอียด รอจนแน่ใจว่ามันเย็นแล้วจึงปล่อยให้เด็กๆ กินเอง
ของที่ได้จากการสุ่มรางวัลมักจะมีคุณภาพดีเสมอ เกี๊ยวก็เช่นกัน รสชาติของมันอร่อยมาก ทำให้ทุกคนในครอบครัวกินกันอย่างมีความสุขและอิ่มหนำสำราญ
เมื่อกินข้าวเสร็จ ต้าไจ่ก็ไปล้างจาน เอ้อร์ไจ่กำลังจะตามไปช่วย แต่หลินเจาก็เรียกไว้ก่อน
“เอ้อร์ไจ่ เดี๋ยวก่อนลูก แม่ขอดูมือหน่อย”
เอ้อร์ไจ่หันกลับมาเดินไปหาแม่ แล้วยื่นมือทั้งสองข้างออกมา “ดูอะไรครับ”
หลินเจาไม่ได้ตอบ แต่ก้มลงดูรอยฟันบนมือของเขาอย่างละเอียด ผ่านไปหนึ่งคืน รอยฟันเล็กๆ นั้นไม่เพียงไม่หายไป แต่ยังดูบวมขึ้นเล็กน้อยและมีรอยช้ำสีเขียวคล้ำ
“กัดแรงจริงๆ” หลินเจาขมวดคิ้วแน่น แค่ได้ยินชื่อลู่เป่าเจินก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที มีความแค้นอะไรกันนักหนา เด็กตัวแค่นี้ถึงได้ร้ายกาจขนาดนี้ ทัศนคติเบี้ยวไปถึงไหนกัน! “ต่อไปนี้อยู่ให้ห่างจากลู่เป่าเจินอีกหน่อยนะ”
เอ้อร์ไจ่พยักหน้าอย่างว่าง่าย ไม่ลืมที่จะอธิบาย “ห่างอยู่แล้วครับ ผมกับพี่เห็นลู่เป่าเจินทีไรก็วิ่งหนีทุกที เถี่ยฉุยเห็นพวกเราวิ่ง เขาก็วิ่งด้วย พวกเราไม่เล่นกับลู่เป่าเจินหรอกครับ”
สีหน้าของหลินเจาชะงักไปเล็กน้อย เธอไม่อยากให้ลูกชายกลายเป็นอันธพาลที่รังแกคนอ่อนแอ คำพูดที่กำลังจะหลุดออกจากปากจึงถูกกลืนกลับลงไป เธอไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เถี่ยฉุยทำตามพวกลูกก็ช่างเถอะ พวกหนูสามคนสนิทกันจนแทบจะใส่กางเกงตัวเดียวกันอยู่แล้ว แต่คนอื่น…”
เธอวางมือทั้งสองข้างบนไหล่ของเอ้อร์ไจ่ แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ถ้าเด็กคนอื่นเล่นกับลู่เป่าเจิน ลูกอย่าไปก่อกวนนะ”
เอ้อร์ไจ่ยิ้มกว้าง “พี่ชายบอกผมแล้วครับ” เขากล่าวต่อ “พี่ชายบอกว่าเด็กๆ ไม่ควรจะเกเรเกินไป แล้วยังบอกอีกว่าถ้าผมจ้องจะทิ่มแทงลู่เป่าเจิน ก็จะเป็นเด็กไม่ดี แม่จะไม่ชอบ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ รอยยิ้มของเขาก็หุบลง แล้วถามด้วยความสงสัย “แม่ครับ ผมไม่มีเข็มสักหน่อย ทำไมพี่ต้องบอกว่าผมเอาเข็มไปทิ่มลู่เป่าเจินด้วยล่ะครับ”
“พรืดดด” หลินเจาหลุดขำออกมาเสียงดัง
เอ้อร์ไจ่มองเธอด้วยสายตาตำหนิปนน้อยใจ
“แม่—” เขาร้องเรียกเสียงยาว
“มันไม่ได้แปลว่าลูกเอาเข็มไปทิ่มใคร แต่หมายถึงการที่ลูกจ้องจะเล่นงานใครคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ตั้งใจหาเรื่องเขา…” หลินเจาอธิบายทั้งที่ยังกลั้นหัวเราะไม่หยุด
พูดจบ เธอก็เดินกลับเข้าไปในห้องเพื่อหยิบยามาทาให้ลูกชาย โดยที่ไหล่ยังคงสั่นไหวจากการหัวเราะไม่หยุด
สีหน้าของเอ้อร์ไจ่ยิ่งดูน้อยใจหนักกว่าเดิม
พอรู้สึกเสียหน้า ตอนที่หลินเจาทายาให้ เอ้อร์ไจ่ก็รีบใช้ความคิดเพื่อรักษาหน้าของตัวเองทันที “ผมรู้อยู่แล้วว่า ทิ่มแทง หมายถึงอะไร ผมแค่แกล้งแม่ให้หัวเราะเล่นเฉยๆ ครับ”
หลินเจาแสร้งทำเป็นไม่รู้ทันเขา ทำท่าประหลาดใจ “อย่างนั้นเหรอจ๊ะ”
“ใช่ครับ ใช่เลย ก็อย่างนั้นแหละ” เอ้อร์ไจ่ยืนกรานเสียงแข็ง พลันสายตาเหลือบไปเห็นยาบนมือตัวเองก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน “แม่ครับ ผมไม่ชอบทายาเลย ทาแล้วทำอะไรไม่ได้สักอย่าง”
“แล้วยังจะอยากทำอะไรอีกล่ะ” หลินเจาถลึงตาใส่ลูกชาย “ดูแลตัวเองดีๆ อย่าใช้มือไปหยิบจับอะไรไปทั่ว”
เอ้อร์ไจ่รีบเปลี่ยนท่านั่งเป็นนั่งตัวตรงในทันที พร้อมกับขานรับอย่างเชื่อฟัง “รู้แล้วครับ”
[จบบท]