บทที่ 117: รักฉันก็ต้องรักคนของฉัน (1/2)
“ฉันเจองานพับกล่องไม้ขีดไฟมาได้งานหนึ่งค่ะ กะว่าจะเอาไปให้พี่ใหญ่” หลินเจาเอ่ยขึ้นกับแม่สามี
แม่กู้เคยได้ยินมาบ้างว่าโรงงานไม้ขีดไฟในเมืองมีบางครั้งที่จ้างงานออกมาให้คนข้างนอกทำ
แต่ว่า…
งานแบบนี้มันหาได้ง่ายๆ ที่ไหนกัน?
ขนาดคนในเมืองหลายคนอยากจะทำยังหาไม่ได้เลย
“นี่เรื่องจริงเหรอ?” แม่กู้ถามเสียงสั่นด้วยความตื่นเต้น เธอรีบก้าวเข้ามาหาหลินเจาสองก้าว ดวงตาจับจ้องลูกสะใภ้เขม็งอย่างคาดหวัง
“จริงแน่นอนค่ะ พอดีพี่เฟินที่เป็นพนักงานขายด้วยกันช่วยหามาให้ ฉันเอาวัสดุสำหรับพับกล่องไม้ขีดไฟกลับมาด้วยแล้ว เดี๋ยวช่วงบ่ายจะเอาไปส่งให้พี่ใหญ่ค่ะ” หลินเจาตอบด้วยน้ำเสียงเนิบๆ
หวงซิ่วหลันและจ้าวลิ่วเหนียงที่เพิ่งเดินออกมาจากในบ้าน บนหัวของพวกเธอยังมีฝุ่นเกาะอยู่ประปราย
“ยังมีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย” ดวงตาของจ้าวลิ่วเหนียงเป็นประกายวาววับ ในใจก็รู้สึกโล่งอกที่ตนเองไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยและยังคงรักษาสัมพันธ์อันดีกับน้องสะใภ้สามเอาไว้
เห็นไหมล่ะว่าโอกาสดีๆ มันมาถึงแล้ว
“คงเป็นเพราะโชคดีน่ะค่ะ” หลินเจายิ้มบางๆ
“เจาเจา ถ้ามีเรื่องดีๆ แบบนี้อีก อย่าลืมพวกเรานะ” จ้าวลิ่วเหนียงเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ขณะที่พูดก็มองหลินเจาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง
เธอรู้ดีว่ากู้ฉาน พี่สาวของกู้เฉิงหวย นั้นใส่ใจครอบครัวน้องสามมากแค่ไหน ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาก็คอยช่วยเหลือไม่เคยขาด การที่น้องสะใภ้สามจะนำงานพับกล่องไม้ขีดไฟไปให้จึงเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เธอไม่ได้ละโมบโลภมาก เพียงแต่คิดว่าในเมื่อมีงานพับกล่องไม้ขีดไฟมาได้ ก็อาจจะมีงานอื่นๆ ตามมาอีก เธอจึงหวังว่าพวกเธอจะมีโอกาสนั้นบ้าง
“ได้สิคะ” หลินเจาพยักหน้ารับคำ
พี่สะใภ้ทั้งสองคนของสามีเป็นคนมีเหตุผลและรู้จักบุญคุณ หากมีโอกาสดีๆ เธอก็ย่อมยินดีที่จะช่วยเหลืออยู่แล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องที่ลำบากอะไรเลย
“ขอบคุณนะ ขอบคุณจริงๆ” จ้าวลิ่วเหนียงดีใจจนยิ้มกว้าง กล่าวขอบคุณซ้ำไปซ้ำมา “มีรายได้เพิ่มขึ้นมาสักหน่อยก็ยังดี เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็ต้องใช้เงินไปหมด ฉันยังอยากจะเก็บเงินสินเจ้าสาวดีๆ ไว้ให้อวี๋อวี๋สักก้อนเลย”
หลินเจามองเธอด้วยสายตาที่เจือความขบขัน “พี่สะใภ้รองคะ… พี่จะคิดไกลเกินไปหน่อยหรือเปล่า?”
“ไม่ไกลเลย ไม่ไกลสักนิดเดียว” จ้าวลิ่วเหนียงโบกมือปฏิเสธ “เด็กๆ น่ะโตไวจะตายไป เผลอแป๊บเดียวเดี๋ยวก็โตเป็นสาวแล้ว”
“แต่ก็อีกตั้งสิบกว่าปีเลยนะคะ” หลินเจาย้ำเรื่องระยะเวลา
“โธ่เอ๊ย แค่สิบกว่าปีเอง แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ” จ้าวลิ่วเหนียงยังคงยืนกรานว่าต้องเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ
หวงซิ่วหลันเองก็รู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็ว ในความทรงจำของเธอ เถี่ยตั้นกับเถี่ยฉุยยังเป็นแค่เจ้าลิงน้อยที่คลานต้วมเตี้ยมอยู่บนพื้นอยู่เลย แต่พริบตาเดียว ตอนนี้กลับวิ่งเล่นได้ทั่วหมู่บ้านแล้ว!
หลินเจาไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ เพิ่มเติม
สำหรับเธอแล้ว ซื่อไจ่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแต่งงาน เธอหวังว่าลูกสาวจะได้เห็นโลกกว้างให้เต็มที่เสียก่อน แล้วค่อยมาคิดเรื่องชีวิตคู่ ผู้หญิงเราจะมองการณ์ใกล้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะมันอาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมได้
หลินเจาเคารพในความคิดของเหล่าพี่สะใภ้ จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอหันไปหยิบกระดาษสองสามแผ่นออกมาจากกระเป๋า “แม่คะ นี่เป็นแบบแปลนที่ฉันวาดขึ้นมา แม่ลองดูหน่อยสิคะว่าเป็นยังไงบ้าง?”
แม่กู้นั่งลงแล้วรับกระดาษมาพิจารณา
บนกระดาษคือภาพร่างลานบ้านฝีมือของหลินเจา ซึ่งวาดออกมาได้ดีมาก ขนาดคนที่ไม่รู้เรื่องอย่างเธอยังสามารถดูแล้วเข้าใจได้ไม่ยาก มีห้องหับที่ดูกว้างขวางโอ่โถงหลายห้อง หน้าต่างเป็นแบบบานเลื่อนคู่ที่เปิดได้กว้าง แค่เห็นภาพก็จินตนาการได้ว่าตอนกลางวันในบ้านคงจะสว่างน่าดู
ห้องครัวยังคงวางแผนให้สร้างไว้ที่เดิม ภายในมีเตาไฟและโต๊ะเตรียมอาหารขนาดใหญ่ที่ก่อขึ้นจากอิฐ ด้านบนฉาบเรียบอย่างดี ชิดผนังมีตู้กับข้าวใบใหญ่ตั้งอยู่ ดูแล้วทั้งสว่างและสะอาดตา
แต่สิ่งที่ทำให้ต้องเบิกตากว้างคือห้องส้วมที่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนด้านซ้ายสามารถใช้อาบน้ำได้ ส่วนด้านขวาเป็นส้วมหลุมที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งแตกต่างจากส้วมทั่วไปในหมู่บ้านอย่างสิ้นเชิง
หลุมส้วมนั้นลึกมาก ด้านล่างมีการทำพื้นป้องกันการซึม แถมยังต้องติดตั้งท่อระบายอากาศเพื่อช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์และป้องกันการแพร่พันธุ์ของแมลงวันอีกด้วย
“นี่คือส้วมเหรอ?” แม่กู้ยกกระดาษแผ่นที่วาดรูปส้วมขึ้นมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงน
“ใช่ค่ะ ทำแบบนี้จะสะอาดกว่า” หลินเจาอธิบายข้อดีของส้วมหลุมแบบปรับปรุงให้แม่สามีฟัง
แม่กู้พยักหน้าอย่างนับถือ “คนมีความรู้นี่มันดีจริงๆ นะ ขนาดเรื่องแบบนี้ยังรู้เลย ไว้รอเธอทำเสร็จเมื่อไหร่ฉันจะไปดูหน่อย ถ้ามันใช้ดีจริงจะได้ให้ที่บ้านเราทำใหม่บ้าง”
“อิฐที่กู้เฉิงหวยสั่งไว้น่าจะเหลือนะคะ เดี๋ยวให้เขาขนมาให้ได้ค่ะ” หลินเจาบอก
เมื่อรู้ว่าลูกสะใภ้คนนี้ไม่เคยพูดอะไรเลื่อนลอย ผู้หญิงทั้งสามคนในบ้านเก่าต่างก็พากันดีใจ
“ขอบใจมากนะน้องสะใภ้สาม” จ้าวลิ่วเหนียงยิ้มกว้าง แล้วเอ่ยชมหลินเจาขึ้นมา “แม่ต้าไจ่ ยางรัดผมเส้นใหม่บนหัวเธอนี่สวยจังเลยนะ”
แน่นอนว่าการได้รับคำชมย่อมทำให้คนฟังรู้สึกดี หลินเจาอารมณ์ดีขึ้นมาก เธอจึงหยิบยางรัดผมสีแดงสองเส้นออกมาจากกระเป๋า (ซึ่งแท้จริงแล้วคือหยิบออกมาจากแหวนมิติ) ต่อหน้าทุกคน แล้วยื่นให้กู้หลานเส้นหนึ่ง ส่วนอีกเส้นก็ส่งให้จ้าวลิ่วเหนียง “พี่สะใภ้รองคะ นี่…”
ยังไม่ทันที่หลินเจาจะพูดจบ จ้าวลิ่วเหนียงก็รีบรับยางรัดผมไปพร้อมกับพูดต่อด้วยรอยยิ้มกว้าง “ให้อวี๋อวี๋สินะ ฉันรู้แล้วล่ะ ขอบใจแทนอวี๋อวี๋ด้วยนะจ๊ะ ในที่สุดลูกสาวเราก็มียางรัดผมสีแดงกับเขาเสียที”
ยางรัดผมสีแดงที่สหกรณ์การค้าและการตลาดขายอยู่เส้นละสองเฟิน เธอตั้งใจไว้ว่าจะซื้อให้ลูกสาวตอนช่วงปีใหม่พอดี เส้นที่น้องสะใภ้สามให้มานี้ดูสวยกว่าและน่าจะแพงกว่าด้วย
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ ต่อไปคงต้องรบกวนพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองอีกเยอะเลย” หลินเจาพูดอย่างถ่อมตัว
แม่กู้เก็บแบบแปลนที่ลูกสะใภ้สามวาดไว้อย่างดี “สะใภ้สาม เดี๋ยวรอพ่อแกกลับมาก่อนนะ แม่จะเอาให้เขาดู แล้วให้เขาไปตามช่างฝีมือดีมาสร้างให้ รับรองว่าจะต้องออกมาโอ่โถงสวยงามแน่นอน”
ไม่รู้ว่าตาแก่ไปเถลไถลอยู่ที่ไหน พอมีเรื่องมีราวสำคัญทีไรเป็นต้องหาตัวไม่เจอทุกที
พ่อกู้ซึ่งกำลังเล่นอยู่กับหลานๆ: “…” ในบทละครเขาว่ากันว่า หากคิดจะโยนความผิดให้ใครแล้ว เหตุผลน่ะหาเมื่อไหร่ก็เจอ
“คุณพ่อคุณแม่เป็นคนเก่งและละเอียดรอบคอบอยู่แล้ว มีท่านทั้งสองช่วยดูแล ฉันก็วางใจค่ะ” หลินเจาเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม
คนในชนบทมักจะพูดจาถนอมน้ำใจ ไม่ค่อยชมใครตรงๆ เหมือนเธอ แต่ทว่า…
คำชมนั้นทำให้แม่กู้ยิ้มแก้มแทบปริ
หลินเจาไม่ได้อยู่ที่บ้านเก่านานนัก หลังจากพูดคุยกันอีกครู่หนึ่งเธอก็ขอตัวกลับ
เดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว สายตาก็พลันเห็นเอ้อร์ไจ่กับกลุ่มเพื่อนๆ กำลังนอนราบอยู่กับพื้นดิน ก้นน้อยๆ โด่งขึ้นมา เหมือนกับว่ากำลังขุดหาอะไรบางอย่างอยู่ ข้างๆ กันนั้น เจ้าหู่โพก็กำลังเลียนแบบอย่างแข็งขัน มันใช้กรงเล็บน้อยๆ ตะกุยดินจนฟุ้งกระจายไปทั่ว เศษดินปลิวว่อนไปตกใส่ตัวเด็กๆ จนมอมแมมไปหมด
“เอ้อร์ไจ่?”
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เอ้อร์ไจ่ก็หันขวับกลับมามอง แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าเป็นแม่ของตัวเอง
แย่แล้ว!
ร่างเล็กๆ ของเขาแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบลุกขึ้นจากพื้นอย่างลนลาน พยายามปั้นสีหน้าให้ดูไร้เดียงสาที่สุดแล้วยืนตัวตรงแหน่ว ทำราวกับว่าเมื่อครู่นี้ตนเองไม่ใช่เด็กน้อยตัวสกปรกที่กำลังเล่นคลุกดินอยู่
หลินเจาไม่พูดอะไร แต่สายตากลับจับจ้องไปที่มือเล็กๆ ของเขา
เอ้อร์ไจ่รีบเอามือทั้งสองข้างไขว้ไปด้านหลังทันที พร้อมกับอธิบายอย่างมีเหตุมีผล “ผมรอให้ยาที่มือแห้งก่อนแล้วถึงมาเล่นนะครับ ถ้าแม่ไม่เชื่อถามพี่ได้เลย”
ต้าไจ่ถึงแม้จะไม่ได้เล่นด้วย แต่ก็รู้สึกผิดอยู่บ้างที่ห้ามน้องไม่ได้ เขาจึงได้แต่ก้มหน้างุด แกะเล็บตัวเองไปมาโดยไม่ยอมพูดอะไร
“อยากเล่นก็เล่นไปเถอะ” หลินเจาทำใจให้สงบ “ยังไงซะเสื้อผ้าพวกหนูฃก็ต้องซักเองอยู่แล้วนี่”
“แล้วซานไจ่กับซื่อไจ่ล่ะ?”
ต้าไจ่ตอบ “คุณปู่พาไปเดินเล่นแล้วครับ”
เอ้อร์ไจ่ใช้หลังมือปาดดินที่เปื้อนแก้มออก ก่อนจะพูดแทงใจดำของคุณปู่ “ผมรู้ คุณปู่เห็นว่าซื่อไจ่ที่ติดโบว์ดูน่ารัก ก็เลยพาไปอวดเพื่อนเก่าของท่านน่ะสิ”
“นี่ก็รู้อีกแล้วเหรอ” หลินเจาพูดเนิบๆ
เอ้อร์ไจ่แกว่งขาไปมาพลางเชิดคางขึ้นสูง “แน่นอนอยู่แล้ว มีอะไรบ้างที่ผมไม่รู้”
เด็กๆ ที่อยู่รอบๆ ต่างมองเจ้าตัวเล็กที่กำลังทำท่าเก่งด้วยแววตาชื่นชม
“แล้วท่าแกว่งขานี่ไปเรียนมาจากใครกัน?” หลินเจาหรี่ตามองลูกชายตัวดี
“ถ้าพ่อของลูกมาเห็นเข้าล่ะก็ ไม่ต้องรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าหรอก คืนนี้คงได้โดนจับฝึกหนักสักรอบก่อนนอนแน่”
กู้เฉิงหวยไม่เหมือนเธอที่พูดจาอะลุ่มอล่วยง่ายๆ ผู้ชายคนนั้นทั้งหัวโบราณและเจ้าระเบียบ เขาเกลียดที่สุดคือท่าทางแบบนักเลงหัวไม้ ไม่ว่าจะเป็นการแกว่งขาหรือการผิวปาก ถ้าเขามาเห็นเอ้อร์ไจ่ทำท่าแบบนี้เข้า อย่างน้อยๆ ก็ต้องโดนเรียกไปยืนเข้ามุมสำนึกผิดสักครึ่งชั่วโมง
เอ้อร์ไจ่กะพริบตาปริบๆ “ฝึกหนักคืออะไรเหรอครับ?”
หลินเจาเผยรอยยิ้มมุมปาก “รอให้พ่อกลับมา เดี๋ยวลูกก็รู้เองนั่นแหละ”
“เอ้อร์ไจ่ผู้กล้าหาญ ไม่กลัวอุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น!” เอ้อร์ไจ่ยกแขนขึ้นโบกไปมา ยืดอกอย่างภาคภูมิ ท่าทางดูองอาจขึ้นมาทันที “ทุกบททดสอบที่ได้รับมอบหมาย ผมสามารถทำได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่นอน!”
ใบหน้าขาวนวลที่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินนั้นประดับด้วยรอยยิ้มที่สดใสยิ่งกว่าดวงตะวัน ดูมีชีวิตชีวาเป็นที่สุด
หลินเจาจนคำจะพูดกับลูกชาย เธอจึงเตรียมจะเดินจากไป
แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าต้องไปบ้านพี่สาวของสามี เธอจึงหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองลูกชายทั้งสอง
“พวกลูกสองคนอยู่บ้านดีๆ นะ แม่จะไปบ้านป้าใหญ่ของพวกลูก แล้วจะกลับมาก่อนเวลากินข้าวเย็น”
ต้าไจ่รีบเดินเข้ามาหา “แม่ครับ ผมไปด้วยได้ไหมครับ?”
เอ้อร์ไจ่ที่อยู่นิ่งไม่ได้อยู่แล้วก็รีบวิ่งพรวดเข้ามาตรงหน้าหลินเจา ด้วยความที่วิ่งมาเร็วเกินไปแล้วหยุดกะทันหัน ร่างเล็กๆ เลยถลาไปข้างหน้าจนล้มคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังปุ!
[จบบท]