บทที่ 126: โทษหนัก (2/2)
อีกด้านหนึ่ง
หลินเจาพาเด็กๆ กลับมาถึงบ้าน ต้าหวงและหู่โพจำหน้าคนจากบ้านใหญ่ได้จึงไม่ได้เห่า พวกมันทำเพียงแค่วิ่งวนรอบ ๆ เจ้านายของมันอย่างดีใจพร้อมกับแกว่งหางไปมาไม่หยุด
ความรักที่ได้รับอย่างไม่มีเงื่อนไขนั้นสามารถเยียวยาและสร้างเนื้อสร้างหนังขึ้นมาใหม่ได้จริง ๆ
เจ้าขนปุยทั้งสองตัวถูกเลี้ยงดูเป็นอย่างดี จากร่างที่เคยผอมโซตอนนี้กลับมีน้ำมีนวลขึ้นมาก ขนที่เคยถูกโกนแหว่ง ๆ วิ่น ๆ ก็ค่อย ๆ ยาวขึ้นจนกลับมาเงางามอีกครั้ง
เด็ก ๆ บ้านกู้ทุกคนชอบเล่นกับพวกมัน
“ต้าหวง หู่โพ”
หลังจากทักทายเจ้าตูบทั้งสองอย่างร่าเริง ปังปังก็หันไปถามหลินเจา “อาสามครับ จะให้เริ่มเก็บจากตรงไหนดีครับ? เริ่มที่ห้องครัวเลยไหมครับ? อาสั่งมาได้เลย พวกผมจะจัดการเอง”
“เธอพาไหลเม่ย เถี่ยตั้น แล้วก็เถี่ยฉุยไปเก็บของในครัวนะ” หลินเจาเริ่มแจกแจงหน้าที่ “ส่วนต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ สองคนไปเก็บของของตัวเอง”
เธอรู้สึกสงสารกู้หลานที่พลอยโดนหางเลขไปด้วย น้ำเสียงของเธอจึงอ่อนโยนลงเป็นพิเศษ “ส่วนอาหลานมาช่วยอาทางนี้นะ”
“รับทราบ! รับประกันว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงครับ!” เอ้อร์ไจ่ตะเบ๊ะรับคำสั่ง ขาชิดตัวตรงแน่ว ทำความเคารพแม่ของตัวเองอย่างแข็งขัน
เถี่ยฉุยเห็นแล้วก็คิดว่าเอ้อร์ไจ่เท่มาก เขามองตามด้วยสายตาเป็นประกายแล้วทำท่าเลียนแบบ “รับประกันว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงครับ!”
หลินเจาถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
“ไปได้แล้ว!”
เด็กๆ ที่พลังงานเต็มเปี่ยมต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองทันที
หลินเจาพากู้หลานเดินเข้าไปในห้องนอน ระหว่างทางก็ได้ยินเสียงของปังปังดังมาจากในครัว “ทุกคนทำช้า ๆ นะ ระวังอย่าให้ชามแตกเข้าล่ะ ชามใบนึงตั้งหลายเหมานะ”
“รู้แล้วน่า” เสียงของเถี่ยฉุยตอบกลับมาแบบยานคาง
หลินเจาไม่ใช่คนที่นิยมชมชอบการใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เสื้อผ้าของเธอมีมากกว่าของลูก ๆ ทั้งสี่คนรวมกันเสียอีก แม้กระทั่งรองเท้าหนังราคาแพงระยับเธอก็ยังมีถึงสามคู่ ในยุคที่ของทุกชิ้นต้องปะแล้วปะอีกเพื่อใช้งานต่อไปอีกสามปีเช่นนี้ เธอจึงดูเหมือนเป็นตัวประหลาดในสายตาคนอื่น
แต่เธอไม่เคยเห็นว่ามันเป็นปัญหา ในเมื่อเธอชอบกินของดีๆ และสวมเสื้อผ้าดีๆ
ความลำบากบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องทนก็ได้นี่นา ในเมื่อครอบครัวของเธอมีกำลังทรัพย์พอ ทำไมเธอจะปรนเปรอตัวเองให้ดีหน่อยไม่ได้ล่ะ
กู้หลานมองเสื้อผ้าที่อัดแน่นเต็มตู้และรองเท้าใหม่เอี่ยมอีกหลายคู่ตรงหน้า เธออ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
หลินเจาหัวเราะเบา ๆ “ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ เสื้อผ้าของอาเยอะเกินไปจนทำให้เธอตกใจเหรอ?!”
“เปล่าค่ะ” กู้หลานยกมือขึ้นจับติ่งหูตัวเอง เธอรู้สึกว่าอาสามไม่เพียงแต่หน้าตาสะสวย แต่เสียงหัวเราะยังไพเราะจนทำให้หูร้อนผ่าว เป็นคนที่แตกต่างจากทุกคนที่เธอเคยพบเจอมาโดยสิ้นเชิง
“ไม่ได้ตกใจค่ะ แค่ทึ่งนิดหน่อย”
เธอมั่นใจว่าต่อให้เอาเสื้อผ้าของเด็กสาวรุ่นเดียวกับเธอทั้งกองพลการผลิตมารวมกัน ก็ยังไม่มากเท่าของอาสามเพียงคนเดียวเลย
“นี่แค่น้ำจิ้มเท่านั้นแหละ” หลินเจาคิดในใจ รอให้บ้านใหม่สร้างเสร็จเมื่อไหร่ เธอจะจ้างช่างไม้มาทำตู้เสื้อผ้าบิลท์อินยาวเป็นแถว เอาไว้แขวนเสื้อผ้า หมวก และผ้าพันคอให้เต็มไปหมด
กู้หลานช่วยพับเสื้อผ้าไปพลาง ปากก็บ่นพึมพำ “แม่เคยบอกว่าแม้แต่คนในเมืองก็ยังขาดแคลนตั๋วผ้าเลยนะคะ”
หลินเจาใช้นิ้วชี้แตะไปที่แหวนมิติเก็บของที่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน เธอไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตั๋วผ้ารายเดือนจากสหกรณ์การค้าและการตลาด ต่อให้จะทำเสื้อผ้าใหม่กี่ชุดก็ไม่ใช่ปัญหา
เธอรื้อเสื้อผ้าที่อยู่ก้นหีบออกมา แล้วก็เจอเสื้อผ้าหลายตัวที่ไม่ได้ใส่มาหลายปีแล้ว เธอลองหยิบขึ้นมาทาบขนาดดู ก่อนจะยัดตัวหนึ่งใส่มือของกู้หลาน
“เสื้อตัวในแขนยาวตัวนี้อายกให้ เธอกลับไปให้พี่สะใภ้ใหญ่ช่วยแก้ขนาดให้นะ”
กู้หลานถึงกับยืนนิ่ง “อาสามคะ นี่มันยังใหม่อยู่เลยนะคะ ไม่มีรอยขาดหรือรอยปะเลยสักนิด”
“มันเล็กไปแล้ว” นั่นเป็นเสื้อผ้าที่หลินเจาใส่ก่อนจะตั้งท้อง พอคลอดลูกแฝดออกมา เสื้อผ้าก็คับไปหมด แถมสีชมพูหวานแหววแบบนี้ก็ไม่เข้ากับเธอแล้วด้วย
อืม… นี่มันเป็นรสนิยมของพี่ชายคนที่สามของเธอชัด ๆ
พี่สามจากบ้านไปหลายปี แต่ภาพจำที่เขามีต่อเธอก็ยังคงเป็นภาพตื้น ๆ—เขายังคงคิดว่าเธอเป็นเด็กสาวที่สดใสร่าเริงอยู่เสมอ
“เอาไปแก้ให้ซื่อไจ่ใส่ก็ได้นี่คะ” กู้หลานไม่อาจฝืนใจพูดได้ว่าเธอไม่ชอบเสื้อที่อาสามมอบให้
หลินเจาหัวเราะ “ซื่อไจ่ยังเล็กเกินไป เอาไปแก้ให้ก็ไม่เหมาะหรอก เธอรับไว้เถอะ”
“ขอบคุณค่ะอาสาม” กู้หลานเอ่ยขอบคุณด้วยใบหน้าที่เขินอายแต่ก็เปี่ยมสุข เธอมองเสื้อสีชมพูในมือด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความปิติยินดี
“ไม่ต้องอายหรอกน่า อาเองก็เคยใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นใส่จนคับแล้วเหมือนกัน พวกเราทุกคนก็โตมาแบบนี้ทั้งนั้นแหละ” หลินเจาจัดเก็บเสื้อผ้าที่พับเรียบร้อยแล้วลงในหีบไม้การบูร
กู้หลานมองอย่างประหลาดใจ
เธอนึกว่าคนอย่างอาสามจะไม่มีวันใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ เสียอีก
เด็กสาวไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เธอวางเสื้อตัวในแขนยาวสีชมพูไว้ข้าง ๆ อย่างทะนุถนอม แล้วลงมือช่วยอาสะใภ้พับผ้าต่อ “หนูแค่รู้สึกว่ามันยังใหม่อยู่เลยค่ะ”
ถ้ามันมีแต่รอยปะเธอก็คงไม่รู้สึกอะไร แต่นี่มันใหม่เกินไปจนทำให้รู้สึกเกรงใจ
“ใหม่แล้วไม่ดีเหรอ?” มุมปากของหลินเจายกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
“ก็ไม่มีใครเขาเอาเสื้อผ้าใหม่ ๆ ของตัวเองให้คนอื่นกันนี่คะ” กู้หลานพูดเสียงเบา
หลินเจาตอบกลับไปว่า “เธอก็เป็นหลานของอานะ เรียกอาว่าอาสาม ไม่ใช่คนอื่นซะหน่อย”
เสื้อผ้าที่เธอไม่ได้ใส่แล้วมีอยู่หลายตัว เธอแบ่งให้กู้หลานหนึ่งตัว และตั้งใจว่าจะแบ่งให้หลานสาวที่บ้านเดิมอีกสามคนด้วย จะได้เท่าเทียมกัน
ส่วนของหลินเซวียนกับหลินเจิง เธอคงต้องลงมือแก้เอง จะไปหวังพึ่งชิวเหลียนน่ะเหรอ? ฝันไปเถอะ รายนั้นมีแต่จะเอาเสื้อผ้าของลูกสาวตัวเองไปให้ที่บ้านแม่ของเธอ
ไม่รู้ป่านนี้พี่รองกับชิวเหลียนจะเป็นยังไงกันบ้าง?!
ทางด้านนี้ หลังจากหลินเจาและเด็กๆ ช่วยกันเก็บของเสร็จ เธอก็คิดว่ายังพอมีเวลาเหลืออยู่ เลยตัดสินใจเริ่มขนของกันเลยสักสองสามเที่ยว
พอได้ยินอาสะใภ้สามเปรยขึ้นมา ปังปังก็รีบวิ่งแน่วไปบ้านปู่รองของตัวเองเพื่อขอยืมรถเข็นทันที
ล้วนเป็นคนกันเองแค่ยืมรถเข็นคันเดียว มีหรือจะปฏิเสธ ยิ่งเป็นครอบครัวของหลานชายที่ได้ดิบได้ดีที่สุดในตระกูลด้วยแล้ว
อารองกู้เข็นรถออกมาให้ แถมยังใจดีเอาไม้กวาดมาปัดฝุ่นให้อีกต่างหาก
“เอาไปเลย ใช้เสร็จเมื่อไหร่ค่อยเอามาคืน ไม่ต้องรีบ” เขาพูดด้วยรอยยิ้ม
ปังปังมองปู่รองของตัวเองอย่างพินิจพิเคราะห์ ในแววตามีความสงสัยฉายชัด
ล้อรถเข็นสมัยนี้หายากจะตายไป ล้อคู่นี้ของบ้านรองกว่าจะได้มาก็เลือดตาแทบกระเด็น ปู่รองของเขาจึงหวงแหนมันมาก ปกติใครมายืมเป็นต้องกำชับแล้วกำชับอีกว่าห้ามทำพัง ใช้เสร็จให้รีบเอามาคืน แต่นี่กลับบอกว่าไม่ต้องรีบ นี่มันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลยนะ
ทันใดนั้น คำว่า "สองมาตรฐาน" ที่เคยได้ยินจากปากเอ้อร์ไจ่ก็แวบเข้ามาในหัวของปังปัง
จะมีคำไหนอธิบายพฤติกรรมนี้ได้ดีไปกว่านี้อีกล่ะ
เด็กหนุ่มเข็นรถกลับมาที่บ้านสาม
ที่หน้าประตูมีข้าวของกองอยู่เต็มไปหมด ถูกคลุมทับด้วยผ้าใบกันน้ำผืนใหญ่ เมื่อเหลือบไปเห็นไหลเม่ยกับน้องๆ ยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ พร้อมด้วยต้าหวงและหู่โพ เขาก็เดาได้ทันทีว่าของที่อยู่ตรงนี้ต้องเป็นของดีอย่างแน่นอน
ไม่อย่างนั้นจะคลุมไว้ทำไม!
“พี่ปังปัง รีบยกของขึ้นรถเร็ว! แม่บอกว่าถ้าเราขนของเสร็จ ตอนเย็นจะผ่าแตงโมให้กินด้วยนะ!” เอ้อร์ไจ่กวักมือเรียกอย่างกระตือรือร้น
ปังปังเองก็อยากกินแตงโมหวาน ๆ เหมือนกัน เขาจึงหมุนรถเข็นแล้วจอดเทียบไว้ที่ข้างประตู
“ขนเลย!”
ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ และไหลเม่ยต่างรีบลงมือทันที
เมื่อมีแตงโมมาเป็นรางวัล เด็ก ๆ ก็ยิ่งทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง
พวกเขาช่วยกันยกของขึ้นรถจนเต็มแล้วใช้ผ้าใบคลุมไว้อย่างแน่นหนา ปังปังทำหน้าที่ลากรถ ส่วนเด็กคนอื่น ๆ คอยเดินขนาบข้างเพื่อคุ้มกัน และรีบนำของไปส่งที่บ้านใหญ่
“พี่ปังปัง ระวังก้อนหินด้วยนะ มีไข่อยู่บนรถ เดี๋ยวไข่จะแตกหมด” ต้าไจ่ผู้รอบคอบไม่ลืมที่จะเตือน
“รู้แล้วน่า”
ตู้และเตียงของบ้านสามยังไม่ได้ย้ายมา ของที่ขนมาจึงต้องวางไว้ที่ลานบ้านไปก่อน
ทันทีที่แม่กู้ออกจากห้องมาเห็นข้าวของดี ๆ เหล่านั้น ดวงตาของเธอก็แทบจะถลนออกมาจากเบ้า
มิน่าล่ะเอ้อร์ไจ่ถึงได้บอกว่าเขากับพี่ชายเกิดมาในรังแห่งความสุข ก็จะไม่ใช่รังแห่งความสุขได้ยังไงล่ะ?
มีของดีๆ เยอะแยะขนาดนี้!
ไม่แปลกใจเลยทำไมหลานชายของเธอถึงได้มีเนื้อมีหนังขึ้นมาขนาดนี้!!
แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ ของที่เห็นนี่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ของดีส่วนใหญ่ถูกหลินเจาเก็บไว้ในแหวนมิติเก็บของของเธอต่างหาก
“ย่าครับ! อาสามบอกว่าถ้าเราย้ายบ้านเสร็จ จะผ่าแตงโมให้พวกเรากินด้วย” เถี่ยตั้นพูดอย่างตื่นเต้นพลางเช็ดน้ำลายที่ไหลย้อย
แม่กู้ไม่ได้พูดอะไรที่ทำให้เสียบรรยากาศ เธอเพียงแค่บอกว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเธอก็ต้องตั้งใจทำงานกันให้ดีๆ ล่ะ ไม่อย่างนั้นจะกล้ากินแตงโมได้ยังไง”
“แน่นอนครับ! พวกเราไม่ใช่พวกกินแรงอยู่แล้ว!” เถี่ยตั้นรับคำ ก่อนจะหันไปเร่งปังปัง “พี่ปังปัง ไปกันเถอะ เราไปขนของกันอีกรอบ!”
ปังปังก็คิดเช่นเดียวกัน
แต่ทันทีที่พวกเขาเดินออกจากประตู
เอ้อร์ไจ่ก็ปีนขึ้นไปบนรถเข็นอย่างรวดเร็ว แล้วกวักมือเรียกต้าไจ่กับเถี่ยฉุย “พวกนายรีบขึ้นมาเร็ว ให้พี่ปังปังเข็นพวกเราไป”
พูดจบเขาก็นึกขึ้นได้ว่าลืมขอความเห็นจากปังปังก่อน
เด็กชายรีบนั่งขัดสมาธิบนรถเข็น เงยหน้าขาวเนียนขึ้น ดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว ใบหน้าหวานใสราวกับเคลือบด้วยน้ำผึ้ง “ได้ไหมครับ…พี่ปังปัง?”
ปังปังคว้าคานไม้สำหรับลากรถไว้มั่น เขาเลิกคิ้วให้เหล่าน้อง ๆ “ขึ้นมาเลย!”
[จบบท]