บทที่ 127: ยาเม็ดเดียว (1/2)
เด็กๆ ทุกคนต่างกระตือรือร้นกันอย่างเต็มที่ ในระหว่างที่รออาหารมื้อเย็น พวกเขาช่วยกันขนของไปกลับถึงสามรอบ ข้าวของเครื่องใช้จิปาถะถูกลำเลียงกลับไปยังบ้านเก่าของตระกูลกู้จนเกือบหมด เหลือไว้เพียงของชิ้นใหญ่อย่างเตียงนอน โต๊ะหนังสือ และหีบเสื้อผ้าใบโตเท่านั้น
ก่อนจะก้าวเท้าออกจากบ้านเป็นคนสุดท้าย หลินเจาจัดการเทอาหารเม็ดลงในชามของเจ้าต้าหวงจนเต็ม เธอโน้มตัวลงไปลูบหัวมันเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “ต้าหวง เธอกับเจ้าหู่โพอยู่ที่นี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวตอนค่ำฉันจะมารับกลับไปอยู่บ้านนู้นด้วยกัน”
ต้องยอมรับว่าเจ้าต้าหวงเป็นสุนัขที่แสนรู้และเข้าใจภาษามนุษย์ได้เป็นอย่างดี มันทำเพียงแค่ใช้หัวคลอเคลียกับขาของหลินเจา ก่อนจะหันไปเรียกลูกน้อยของมันให้มากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
และที่น่าแปลกใจก็คือ ครั้งนี้มันกลับไม่ได้วิ่งตามเจ้าของออกจากบ้านไปเหมือนเช่นทุกที
หลินเจาพาเด็กๆ เดินลัดเลาะกลับไปยังบ้านเก่าของตระกูลกู้ ระหว่างทาง เสียงเล็กๆ ก็เจื้อยแจ้วพูดคุยกันไม่หยุด
ทันใดนั้น เถี่ยตั้นก็ใช้ไหล่กระแทกเข้าที่ไหล่ของเอ้อร์ไจ่เบาๆ พร้อมกับขยิบตาเป็นเชิง แล้วกระซิบถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกับกลัวใครจะได้ยิน “เอ้อร์ไจ่ นายเคยลองชิมข้าวที่ต้าหวงกับหู่โพกินไหม”
พอภาพของสุนัขสองแม่ลูกที่กำลังก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างตะกละตะกลามผุดขึ้นมาในหัว เถี่ยตั้นก็เผลอกลืนน้ำลายลงคอเสียงดังเอื๊อก
ในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่สุดในกลุ่ม เขารู้สึกอับอายกับความคิดของตัวเองอยู่บ้าง จึงเสมองไปทางอื่น ทำทีเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ก็เจ้าสองตัวนั่นกินซะน่าอร่อยขนาดนั้น ไม่แปลกหรอกที่เขาจะรู้สึกอยากลองชิมดูบ้าง
เอ้อร์ไจ่เหลือบมองแม่แวบหนึ่งโดยสัญชาตญาณ เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้ให้ความสนใจตนอยู่ จึงชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้วแล้วตอบกลับด้วยเสียงที่เบายิ่งกว่า “เคยชิมไปคำนึง”
“รสชาติเป็นไง อร่อยหรือเปล่า” ดวงตาของเถี่ยตั้นทอประกายแห่งความอยากรู้ เขายื่นมือไปกดนิ้วกลางของอีกฝ่ายลงอย่างลืมตัว วันนี้เขาเพิ่งจะเห็นอาหารของเจ้าต้าหวงกับหู่โพเป็นครั้งแรก และมันก็ทำให้เขารู้สึกว่าพวกมันได้กินดีกว่าเขาเสียอีก
“สู้เนื้อไม่ได้หรอก” เอ้อร์ไจ่ให้ความเห็นตามตรง
หลินเจาซึ่งมีหูที่ดีเป็นพิเศษ สามารถจับใจความบทสนทนาของเด็กชายทั้งสองคนได้ทั้งหมด เธอถึงกับทำหน้าไม่ถูก จะหัวเราะก็ไม่ใช่จะร้องไห้ก็ไม่เชิง
“เอ้อร์ไจ่ ที่บ้านเราไม่ได้อดอยากขาดแคลนนะลูก ต่อไปห้ามไปแย่งต้าหวงกับหู่โพกินอีกล่ะ เข้าใจไหม”
เอ้อร์ไจ่ไม่คิดว่าแม่จะได้ยินสิ่งที่เขาแอบกระซิบกระซาบกัน แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกอับอายแต่อย่างใด เด็กชายหัวเราะแหะๆ แล้วตอบกลับไปว่า “ผมก็แค่ลองชิมดูเฉยๆ”
“ผมเห็นต้าหวงกับหู่โพกินกันเอร็ดอร่อยมาก โดยเฉพาะเจ้าหู่โพ ทุกครั้งที่กินข้าว มันจะรีบกินจนหัวแทบจะทิ่มลงไปในชาม ผมก็เลยแค่อยากรู้ว่าอาหารของพวกมันรสชาติเป็นยังไง”
เด็กชายยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน เขาเดินพลางกระโดดพลางอย่างมีชีวิตชีวา
“พอได้ลองชิมแล้ว ผมก็รู้สึกว่ามันก็งั้นๆ แหละครับ สู้เนื้อกับไข่ไม่ได้เลยสักนิด”
เหอะ! นี่ยังมีหน้ามาบ่นอีกเหรอ ของนั่นมันมีไว้ให้ลูกกินซะที่ไหนกัน
หลินเจาได้แต่ส่ายหัวอย่างระอา ก่อนจะหันไปมองต้าไจ่ที่กำลังเดินอย่างเรียบร้อย “แล้วต้าไจ่ล่ะ ได้กินกับเขาหรือเปล่า”
แววตาของต้าไจ่ฉายแววละอายใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เด็กชายรู้สึกอับอายอย่างบอกไม่ถูก เขาเอานิ้วโป้งกับนิ้วก้อยมาจิ้มกันไปมา ใบหูเล็กๆ แดงก่ำไปหมด ก่อนจะตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกับเสียงยุง “ชิ้นนึงครับ”
ความน่ารักของลูกชายทำให้หลินเจาอดใจไม่ไหว เธอค่อยๆ บีบมือเล็กๆ ที่นุ่มนิ่มของเขาเบาๆ แล้วยิ้มออกมา “ชิมไปแค่ชิ้นเดียวไม่เป็นไรหรอกจ้ะ แต่ต่อไปห้ามกินอีกนะ ถ้าเกิดกินแล้วปวดท้องขึ้นมาจะทำยังไง”
“ครับ ครับ” ต้าไจ่พยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน เขาก้มลงมองมือของตัวเองที่ถูกแม่กุมไว้อย่างอ่อนโยน แล้วรอยยิ้มก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
ส่วนเอ้อร์ไจ่ แม้จะรักการเล่นสนุกเป็นชีวิตจิตใจ แต่เขาก็รักการได้อยู่ใกล้ๆ แม่มากกว่า เด็กชายจึงรีบวิ่งเข้ามาจับมืออีกข้างของเธอไว้
มือสองคู่ที่จูงกันอยู่แกว่งไกวไปมา สร้างเส้นโค้งแห่งความสุขที่อบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ
เมื่อกลับมาถึงบ้านเก่า กลิ่นหอมเปรี้ยวอมเผ็ดอันคุ้นเคยก็ลอยมาเตะจมูกของทุกคนทันที
กลิ่นของต้มปลาผักกาดดอง ต้มปลาผักกาดดองที่ชวนให้น้ำลายสอ
ปังปังและเด็กชายคนอื่นๆ ต่างก็วิ่งกรูกันไปยังหน้าประตูห้องครัวราวกับติดล้อ พวกเขาชะโงกหน้าเข้าไปมองข้างในอย่างใจจดใจจ่อ
“แม่ครับ กับข้าวเสร็จหรือยังครับ” เถี่ยตั้นตะโกนถาม
“เสร็จแล้วจ้ะ” หวงซิ่วหลันเงยหน้าขึ้นมาจากหน้าเตา เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเด็กๆ เธอก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
อย่าว่าแต่เด็กๆ เลยที่น้ำลายสอ แค่ได้กลิ่นหอมๆ แบบนี้ เธอก็ชักจะหิวขึ้นมาเหมือนกัน
ปังปังกับไหลเม่ยช่วยกันยกโต๊ะออกมา ส่วนเถี่ยฉุยก็ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง เขารีบคว้าผ้าขี้ริ้วมาเช็ดโต๊ะจนสะอาดเอี่ยมอ่อง ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ก็ช่วยกันหาเก้าอี้ทั้งเล็กและใหญ่เท่าที่จะหาได้ในบ้านมาจัดวางไว้รอบโต๊ะ
หลินเจารินน้ำใส่กะละมังแล้วเรียกให้เด็กๆ ไปล้างมือก่อนกินข้าว
สำหรับเด็กๆ แห่งบ้านตระกูลกู้แล้ว วันนี้คือวันที่พวกเขามีความสุขที่สุดในชีวิต
พวกเขาได้กินต้มปลาผักกาดดองที่เฝ้ารอมานาน ข้าวสวยในวันนี้ก็หุงได้ข้นกว่าปกติ และหลังจากกินของคาวเสร็จ ก็ยังมีแตงโมหวานฉ่ำให้กินตบท้ายอีกด้วย ชีวิตดีๆ แบบนี้ แม้แต่เทพเซียนมาขอแลกก็ไม่ยอม
“ดีจังเลย ฉันขอประกาศว่า วันนี้ฉันคือตั้นที่มีความสุขที่สุด” เถี่ยตั้นหรี่ตาลงอย่างเปี่ยมสุข เขากัดแตงโมหวานฉ่ำเข้าไปเต็มคำ จนน้ำหวานๆ ไหลเปรอะเปื้อนใบหน้าที่ดำคล้ำไปหมด “ถ้าได้ใช้ชีวิตแบบนี้ทุกวันนะ ให้ฉันทำอะไรฉันก็ยอม”
เถี่ยฉุยกินแตงโมคำโต ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างอย่างซื่อๆ “ถ้างั้นฉันก็เป็นฉุยที่มีความสุขที่สุดเหมือนกัน”
“ถ้าได้เป็นแบบนี้ทุกวันก็คงจะดีสินะ” ไหลเม่ยพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวัง
ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ได้แต่เม้มปากแอบขำ พวกเขาดูเหมือนหนูแฮมสเตอร์ตัวอ้วนกลมสองตัวที่น่าเอ็นดู
สองพี่น้องไม่มีทางบอกหรอกว่า สำหรับพวกเขาแล้ว ทุกวันก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว อิอิ
หลังหกโมงเย็น เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงและอากาศเริ่มเย็นสบายขึ้น กู้หย่วนซานและสองสามีภรรยากู้อวี้เฉิงก็เริ่มลงมือช่วยกันย้ายของชิ้นใหญ่ๆ
ของที่หนักมากให้ผู้ชายเป็นคนยก ส่วนของที่หนักปานกลางก็เป็นหน้าที่ของผู้หญิง ด้วยความร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ข้าวของทั้งหมดก็ถูกขนย้ายมายังบ้านเก่าจนครบ
“น้องสะใภ้สาม เฟอร์นิเจอร์พวกนี้จะให้จัดวางเหมือนเดิมกับตอนที่ยังไม่ย้ายออกไปเลยหรือเปล่า” หวงซิ่วหลันหันไปถามหลินเจา
ตัวห้องถูกทำความสะอาดไว้ล่วงหน้าแล้วจนเอี่ยมอ่อง ภายในห้องจึงดูโล่งกว้างและสะอาดตา หยักไย่ตามมุมกำแพงทั้งสี่ด้านถูกปัดกวาดออกไปจนหมดจด พื้นก็ถูกกวาดและพรมน้ำไว้ก่อนแล้ว กลิ่นอับชื้นจึงไม่รุนแรงนัก
“ค่ะ” หลินเจาพยักหน้ารับ
เมื่อได้ยินดังนั้น หวงซิ่วหลันกับจ้าวลิ่วเหนียงก็ช่วยกันยกตู้เสื้อผ้าไปวางชิดกำแพง
ถัดจากตู้เสื้อผ้าที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง คือตู้ลิ้นชักห้าชั้นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า หีบไม้การบูรถูกยกขึ้นไปวางไว้บนตู้ ส่วนโต๊ะทำงานก็ถูกนำไปวางไว้ในแนวนอนบริเวณหน้าต่าง ใกล้กับประตูทางเข้ามีที่สำหรับวางอ่างล้างหน้าซึ่งทำจากไม้ บนนั้นมีอ่างล้างหน้าและของใช้ส่วนตัวต่างๆ วางเตรียมไว้พร้อม
พี่สะใภ้ทั้งสองคนเป็นคนที่คล่องแคล่วว่องไวและทำงานหนักมาโดยตลอด พละกำลังของพวกเธอจึงมีไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่นานนัก เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดก็ถูกจัดวางเข้าที่เข้าทางเป็นที่เรียบร้อย
“แล้วฟูกล่ะ เดี๋ยวฉันช่วยปูเตียงให้” หวงซิ่วหลันยังคงกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่
เรื่องที่กู้หลานได้รับเสื้อตัวใหม่จากอาสะใภ้สามนั้น เธอได้ยินมาจากลูกสาวของเธอเอง เธอรู้ดีว่านี่เป็นวิธีที่น้องสะใภ้สามใช้เพื่อปลอบใจลูกสาวของเธอ ในใจจึงรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณอย่างสุดซึ้ง จนอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระทุกอย่างเท่าที่จะทำได้
หลินเจาไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจนั้น เธอหยิบฟูก ผ้าปูที่นอน และเสื่อออกมาจากหีบ “ขอบคุณมากนะคะพี่สะใภ้ใหญ่”
“ขอบคุณอะไรกัน เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง” หวงซิ่วหลันโบกมือปฏิเสธอย่างไม่ใส่ใจ และลงมือทำงานอย่างขะมักเขม้น
จ้าวลิ่วเหนียงเข้าใจดีว่าพี่สะใภ้ใหญ่กำลังดีใจเรื่องอะไร เสื้อแขนยาวสีชมพูที่กู้หลานได้มานั้นเธอเองก็เห็นแล้ว มันสวยงามมากจริงๆ และที่สำคัญคือไม่มีรอยปะเลยแม้แต่น้อย
ขนาดเธอเห็นแล้วยังรู้สึกอยากได้
แต่เมื่อนึกถึงชะตากรรมของกู้หลานที่ถูกอาแท้ๆ ของตัวเองทำร้ายจนอาจจะหาคู่ครองในอนาคตได้ยาก เธอก็รู้สึกสงสารเด็กสาวจับใจ ความคิดฟุ้งซ่านอื่นๆ จึงเลือนหายไปจนหมดสิ้น
การที่มีอาแท้ๆ แบบนั้น ช่างเป็นเรื่องที่น่าสงสารเสียนี่กระไร
ลูกก็ควรจะอยู่ในการดูแลของแม่แท้ๆ พี่สาวสามีของเธอเป็นคนดีขนาดนั้น ทั้งฉลาดหลักแหลมและขยันขันแข็ง แต่น้องสาวสามีคนเล็ก เฮ้อ อย่าให้พูดถึงเลยดีกว่า
ด้วยความช่วยเหลือของพี่สะใภ้ทั้งสองคน ในที่สุดห้องก็ถูกจัดเก็บจนเรียบร้อย ข้าวของทุกชิ้นถูกนำไปวางไว้ในที่ที่ควรจะอยู่ จนดูราวกับว่าครอบครัวของบ้านสามไม่เคยย้ายออกไปไหนมาก่อน
หลินเจาอดที่จะชื่นชมสายตาอันเฉียบแหลมของตัวเองอีกครั้งไม่ได้ เธอเลือกครอบครัวสามีได้ดีจริงๆ
เธอเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบห่อผ้าห่อหนึ่งออกมา ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับหวงซิ่วหลันและจ้าวลิ่วเหนียง “พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง แบมือหน่อยสิคะ”
แม้จะรู้สึกแปลกใจ แต่ทั้งสองคนก็ยอมแบมือออกแต่โดยดี
มือของพวกเธอหยาบกร้าน เต็มไปด้วยหนังด้านๆ ข้อนิ้วก็โปนใหญ่ แถมยังมีรอยแตกเล็กๆ ปรากฏอยู่ทั่วบริเวณ ซึ่งดูไม่สวยงามเอาเสียเลย
หญิงสาวทั้งสองคนรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก พวกเธอเผลองอนิ้วเข้าหากันเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
หลินเจาแสร้งทำเป็นไม่เห็นความเขินอายของพี่สะใภ้ทั้งสองคน เธอคิดในใจว่าหากมีโอกาสจะต้องหาครีมทามือตลับเปลือกหอยมาให้พวกเธอใช้บำรุงมือบ้าง
“ประกบมือสองข้างเข้าด้วยกันนะคะ”
ทั้งสองคนทำตามอย่างว่าง่าย
หลินเจาล้วงมือเข้าไปในห่อผ้าแล้วหยิบลูกอมออกมาจำนวนหนึ่ง ก่อนจะบรรจงวางลงบนฝ่ามือของพี่สะใภ้ทั้งสองจนเต็ม
“วันนี้ต้องขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองมากนะคะ นี่เป็นลูกอมเล็กๆ น้อยๆ ตอบแทนน้ำใจค่ะ”
ลูกอมที่อยู่ในมือนั้นมีทั้งลูกอมตังเมกุ้งและลูกอมนมตรากระต่ายขาวที่พวกเธอคุ้นเคยกันดี แต่ก็ยังมีลูกอมอีกหลายชนิดที่หวงซิ่วหลันและจ้าวลิ่วเหนียงไม่เคยเห็นมาก่อน
“มันเยอะเกินไปแล้ว” หวงซิ่วหลันเอ่ยขึ้น
การเป็นคนที่ไม่โลภโมโทสันนั้นเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่ง
หลินเจาชื่นชมคนประเภทนี้เป็นอย่างมาก “ไม่เยอะหรอกค่ะ เอาไว้แบ่งให้เด็กๆ กินกัน ฉันจะได้ไม่ต้องไปให้พวกเขาแยกต่างหาก”
เมื่อเธอพูดเช่นนั้น ทั้งสองคนจึงไม่ปฏิเสธอีกต่อไป พวกเธอกล่าวขอบคุณน้องสะใภ้สาม ก่อนจะเดินออกจากห้องไปทีละคน
[จบบท]