บทที่ 134: ชีวิตสุขสบาย (2/2)
ใช่แล้ว หวังจวีคือพนักงานที่ใช้เส้นสายเข้ามาทำงานที่ใหญ่ที่สุดในสหกรณ์แห่งนี้ พ่อของเธอเป็นถึงผู้อำนวยการโรงงานใหญ่ ว่ากันว่าที่ส่งลูกสาวมาทำงานที่นี่ ก็เพื่อฝึกฝนความกล้าหาญของเธอนั่นเอง
ช่วงบ่ายของวัน ลูกค้าที่สหกรณ์ค่อนข้างบางตา นานๆ ครั้งถึงจะมีเข้ามาสักคนสองคน
เมื่อไม่มีลูกค้า หลี่เฟินก็นั่งทำรองเท้าให้น้องชายอยู่หลังเคาน์เตอร์ หวังจวีนอนฟุบแขนงีบหลับ ส่วนหลิวชุนหงกับพนักงานอีกคนกำลังจับกลุ่มซุบซิบกันอยู่
หลินเจาเอนศีรษะพิงมุมเคาน์เตอร์ บนตักของเธอมีสมุดเล่มเล็กวางอยู่ หญิงสาวกำลังก้มหน้าก้มตาจดจ่ออยู่กับการเขียนอะไรบางอย่าง
ใครก็ตามที่เดินเข้ามาในสหกรณ์ เพียงแค่กวาดตามอง ก็จะสังเกตเห็นกลุ่มผมสีดำขลับหนานุ่มและต้นคอขาวผ่องของเธอได้ในทันที
ทันใดนั้น ร่างในชุดทหารสีเขียวก็ปรากฏขึ้นที่ประตูเพียงชั่วครู่ สายตาของเขาจับจ้องไปยังจุดหนึ่งอย่างไม่วางตา ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปในชั่วพริบตา
“ว้าย!” หลี่เฟินร้องอุทาน เมื่อเห็นร่างของชายหนุ่มที่ปรากฏขึ้นเพียงแวบเดียวแล้วหายลับไป
หลินเจาเงยหน้าขึ้น มองตามสายตาของเพื่อนร่วมงานไปยังประตู แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ
“มีอะไรเหรอคะ” เธอเอ่ยถาม
“เมื่อกี้มีชายหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่งมา!” หลี่เฟินนึกถึงชายหนุ่มที่เพิ่งเห็น ดวงตาของเธอก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที เธอทำมือทำไม้ประกอบคำพูด “เขาสวมชุดทหาร ตัวสูงมาก สูงกว่าลูกพี่ลูกน้องของเธอตั้งครึ่งค่อนหัว แถมหน้าตาก็หล่อเหลาเอาการ ตั้งแต่เกิดมา ฉันยังไม่เคยเห็นใครหล่อเท่าเขามาก่อนเลย”
แต่เอ๊ะ… ดวงตาและคิ้วคู่นั้นดูคุ้นๆ อย่างน่าประหลาด
เคยเห็นที่ไหนกันนะ ไม่น่าจะใช่ ก็คนหน้าตาดีขนาดนั้น เห็นแค่ครั้งเดียวใครจะไปลืมลง!
ในใจของหลินเจานั้น พ่อของลูกๆ หล่อเหลาที่สุดในปฐพี เธอไม่ยอมรับฟังความเห็นต่างใดๆ ทั้งสิ้น ชายหนุ่มรูปงามคนอื่นๆ ในสายตาเธอก็เป็นได้เพียงอากาศธาตุ
“ไม่มีใครหล่อเกินสหายกู้ของบ้านฉันไปได้หรอกค่ะ”
คำตอบนั้นทำเอาหลี่เฟินถึงกับจุกอก
เข็มนาฬิกาบนผนังชี้บอกเวลา 14:55 น.
“พี่เฟินคะ ฝากดูเคาน์เตอร์แทนฉันแป๊บนึงนะคะ เดี๋ยวฉันมา” หลินเจาบอก
หลี่เฟินโบกมือเป็นเชิงอนุญาต
เหลือเวลาอีกเพียง 5 นาทีก่อนเลิกงาน พนักงานขายทุกคนจึงเริ่มลงมือเก็บข้าวของของตน
ไม่นานนัก หลินเจาก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับมือที่เปียกชื้น
เสียงกริ่งดังกังวานขึ้นหลายครั้ง เป็นสัญญาณบอกเวลาเลิกงาน
หญิงสาวสะพายกระเป๋าแล้วเดินออกจากสหกรณ์
ที่นี่นับว่าเลิกงานค่อนข้างเร็ว บนท้องถนนจึงยังไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่าน แสงแดดยามบ่ายยังคงแผดจ้าจนพื้นถนนแทบจะลุกเป็นไฟ
หลินเจาก้าวลงจากบันไดอิฐสีเขียว พลางยกมือขึ้นป้องหน้าผากเพื่อบังแสงแดดที่แยงตา และในตอนที่เงยหน้าขึ้นนั้นเอง เธอก็พลันเห็นร่างสูงสง่าที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี ยืนอยู่ไม่ไกล
หญิงสาวถึงกับชะงักนิ่งงัน เธอขยี้ตาตัวเองซ้ำๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ
แต่ร่างนั้นก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
ชายหนุ่มในชุดทหารเต็มยศที่รีดเรียบกริบ ยืนตระหง่านสง่างามดุจต้นสน หมวกทหารบดบังแนวคิ้วคมเข้มไว้ครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นเพียงเค้าโครงที่องอาจและสง่างาม
ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาของเธอ เขาจึงเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาที่ลุ่มลึกดุจห้วงน้ำพลันปรากฏรอยยิ้มระบายอยู่จางๆ เมื่อเห็นใบหน้างดงามของเธอ
นายทหารหนุ่มเริ่มก้าวเดินมาข้างหน้าอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขามั่นคงและหนักแน่นราวกับวัดมาเป็นอย่างดี
เมื่อเห็นร่างที่คุ้นเคยเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ หลินเจาจึงรีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาเขา
ในชั่วพริบตา เธอก็หยุดยืนอยู่ห่างจากร่างสูงเพียง 2 เมตร
“กู้เฉิงหวย?” เธอเอ่ยเรียกชื่อเขาอย่างไม่แน่ใจ
รอยยิ้มในดวงตาของกู้เฉิงหวยเด่นชัดขึ้น เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนจนแทบจะละลายหัวใจคนมอง “ผมเอง”
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินเจาทันที ความสุขฉายชัดออกมาจนปิดไม่มิด ดวงตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับราวกับเก็บดวงดาวนับล้านดวงเอาไว้
“กู้เฉิงหวย!” เธอร้องเรียกชื่อเขาอย่างเริงร่า
สิ้นเสียง เธอก็โผเข้าสู่อ้อมกอดของชายหนุ่ม ร่างเล็กๆ ซบลงบนแผงอกกว้าง รอยยิ้มของเธอบนใบหน้าสดใสเสียจนแทบจะพร่ามัวสายตาคนมอง
ณ มุมหนึ่ง หลี่เฟินพึมพำกับตัวเอง “...เจาเจาพูดถูก สามีของเธอหล่อจริงๆ ด้วย”
ชีวิตดีอะไรอย่างนี้ ช่างโชคดีเสียจริง!
หวังจวีพยักหน้าหงึกๆ ดวงตาของเธอเบิกกว้างกว่าปกติ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ตัวเองเป็นที่สังเกต แต่ก็ไม่อาจละสายตาไปจากภาพตรงหน้าได้
ช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก
กู้เฉิงหวยสัมผัสได้ถึงสายตาทั้งสองคู่ที่จับจ้องมา ดวงตาคมกริบดุจใบมีดของเขาจึงตวัดมองไปยังทิศทางนั้น
หลี่เฟินรู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แผ่ซ่านจนร่างกายแข็งทื่อ เธอรีบคว้าแขนหวังจวีที่ยังไม่ทันรู้ตัวแล้วเผ่นหนีไปทันที
“พี่เฟิน จะวิ่งทำไมกันคะ” เสียงของหวังจวีดังขึ้นอย่างไม่เต็มใจ
“...” แม่สาวน้อยคนนี้ ทำไมถึงได้ซื่อบื้อขนาดนี้นะ
ทางด้านของสามีภรรยา
“กู้เฉิงหวย นี่คุณกลับมาจริงๆ เหรอ” หลินเจายังคงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในความฝัน
“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ทำไมไม่บอกฉันล่วงหน้าเลย”
กู้เฉิงหวยมองลึกเข้าไปในดวงตาของภรรยา ซึ่งสะท้อนเงาของเขาอยู่อย่างชัดเจน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ผมตั้งใจจะบอกคุณแล้ว แต่คุณวางสายเร็วเกินไป ผมเลยบอกไม่ทัน”
หลินเจาแหงนหน้าขึ้นมองชายหนุ่มซึ่งสูงกว่าเธอหนึ่งช่วงศีรษะ แม้จะตัวเล็กกว่า แต่รัศมีของเธอกลับเหนือกว่าเขาอย่างเห็นได้ชัด
“นี่หมายความว่ายังไงคะ เพิ่งจะเจอกันไม่ทันไร ก็หาเรื่องโทษฉันซะแล้ว” เธอแสร้งทำเสียงตำหนิ
นิ้วเรียวสวยจิ้มลงบนแผงอกของเขาเบาๆ พลางเอ่ยเสียงขึ้นจมูก “กู้เฉิงหวย ตอนที่คุณขอฉันแต่งงาน คุณพูดว่ายังไงนะ จำได้ไหม”
“คุณบอกว่าจะดูแลฉันอย่างดีไปตลอดชีวิต จะทะนุถนอมฉันไว้บนฝ่ามือ จะไม่ทำให้ฉันต้องโกรธเคืองเลย แต่ดูที่คุณทำตอนนี้สิคะ แต่งงานกันได้ไม่กี่ปีก็ลืมหมดแล้วใช่ไหม”
กู้เฉิงหวยรับฟังคำตัดพ้อนั้นโดยไม่มีทีท่าว่าจะโกรธเคืองแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มุมปากของเขากลับยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“ผมผิดเองครับ” น้ำเสียงที่เคยเยือกเย็นบัดนี้กลับถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความอ่อนโยน
“ผมไม่ได้โทษคุณนะ ที่ไม่ได้บอกก็เพราะอยากจะทำให้คุณประหลาดใจต่างหาก” เขาอธิบายอย่างใจเย็น
เพียงเท่านั้น หลินเจาก็หายงอนเป็นปลิดทิ้ง มุมปากของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
“พ่อของลูก คุณลองหยิกฉันสักทีสิคะ ฉันรู้สึกเหมือนกำลังฝันไปเลย”
กู้เฉิงหวยยิ้มพลางยื่นมือของตัวเองส่งให้เธอ แล้วพูดช้าๆ “กัดผมสิ”
มือของเขามีข้อนิ้วที่เด่นชัด นิ้วเรียวยาวสวยงามเสียจนทำให้หลินเจาเริ่มจะมีอาการคลั่งไคล้มือสวยขึ้นมา
เธอดึงมือของเขาลงมา สอดประสานนิ้วของตัวเองเข้ากับนิ้วของเขา ก้มลงมองเล็กน้อย ดวงตาก็โค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับไม่น่าฟังเท่าไหร่นัก
“จะให้ฉันกัดคุณทำไมกัน ฉันไม่ใช่ลู่เป่าเจินเสียหน่อย”
กู้เฉิงหวยพลิกมือกลับไปกุมมือของหลินเจาไว้ แล้วจูงเธอเดินไปข้างหน้า “ลู่เป่าเจินคือใครเหรอ”
“ก็ลูกสาวแท้ๆ ของลู่อีโจวยังไงล่ะคะ คุณลืมแล้วเหรอ” หลินเจาเอียงคอมองเขา
“อืม ไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ แล้วเธอทำไมเหรอ” กู้เฉิงหวยไม่เคยจดจำคนที่ไม่สำคัญ ในโลกของเขา มีเพียงเจาเจาที่สำคัญที่สุด รองลงมาก็คือลูกๆ ทั้งสี่คน
“เธอกัดเอ้อร์ไจ่ค่ะ กัดจนมือของลูกเป็นรอยฟันใหญ่เท่าชามเลยนะคะ!” หลินเจาเล่าอย่างมีอารมณ์
กู้เฉิงหวยเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา
รอยฟันใหญ่เท่าชามงั้นหรือ
ถ้าเขาจำไม่ผิด เด็กหญิงบ้านลู่คนนั้นยังตัวเล็กกว่าลูกแฝดของเขาเสียอีก ปากของเธอจะต้องใหญ่ขนาดไหนกัน ถึงจะกัดจนเป็นรอยได้ใหญ่ขนาดนั้น
ภรรยาของเขานี่ช่างน่ารักเสียจริง
นายทหารหนุ่มที่กำลังหลงภรรยาจนโงหัวไม่ขึ้นจึงรีบเออออตามอย่างจริงจัง “นั่นมันเกินไปจริงๆ!”
“ใช่ไหมล่ะคะ ใช่ไหม” หลินเจารีบเสริม ในแววตาฉายแววกังวล “ฉันกลัวจริงๆ ว่าแผลเป็นที่มือของเอ้อร์ไจ่จะไม่หาย”
กู้เฉิงหวยปลอบโยนอย่างใจเย็น “เอ้อร์ไจ่เป็นเด็กผู้ชาย มีแผลเป็นนิดหน่อยก็ไม่”
คำว่า ‘เป็นไร’ ยังไม่ทันจะหลุดออกจากปาก ก็ต้องชะงักค้างเมื่อเห็นคิ้วที่ขมวดมุ่นของหลินเจา
“คุณไม่เข้าใจหรอกค่ะ” เธอถอนหายใจ
แผลเป็นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ประเด็นคือมันเป็นแผลเป็นที่เกิดจากลู่เป่าเจิน หลินเจากลัวว่าแผลเป็นนี้จะทำให้เอ้อร์ไจ่โตขึ้นมาเป็นคนคลั่งรักน่ะสิ
เฮ้อ
กู้เฉิงหวยไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะเขาไม่เข้าใจจริงๆ
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าศีรษะของภรรยาเคยได้รับบาดเจ็บ เขาจึงหยุดเดิน แล้วประคองใบหน้าของเธอขึ้นมาพิจารณาอย่างตั้งใจ
“แล้วหัวของคุณเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนครับ” เขาถามด้วยสีหน้าจริงจัง ดวงตาสีดำฉายแววอบอุ่น
หลินเจาชี้ไปที่หน้าผากของตัวเองอย่างส่งๆ ทำหน้าตาเหมือนจะร้องไห้ “ตรงนี้ค่ะ ตรงนี้ ฉันโดนทุบจนหัวโนปูดเท่าชาม สลบไปเลยนะคะ! แล้วคุณรู้ไหมว่าอะไรที่มันเลวร้ายกว่านั้น พอน้องสาวของคุณตีฉันจนสลบ เธอก็หนีไปเลย! ทิ้งฉันไว้แบบนั้นเลย!”
“ถ้าไม่ได้ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ช่วยไว้นะคะ ป่านนี้พอกลับมาอีกทีคุณก็ได้เป็นพ่อม่ายสมใจ แถมยังจะได้มากินข้าวงานศพของฉันพอดี!”
[จบบท]