บทที่ 141: ง้อหน่อยจะตายหรือไง (1/2)
เสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากด้านหลัง
เอ้อร์ไจ่รีบยกมือขึ้นปิดปาก แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เสียงหัวเราะ “เฮะๆๆ” ยังคงเล็ดลอดออกมาจากไรฟัน
คนเป็นพ่อเป็นแม่หันขวับไปมองลูกชายทันที
“หัวเราะอะไร” กู้เฉิงหวยก้มลงมองลูกชายที่กำลังแหงนหน้ามองเขาอยู่
เอ้อร์ไจ่เงยหน้าจนสุด ส่งยิ้มกว้างให้ผู้เป็นพ่อ “พ่อก็ต้องฟังแม่เหมือนกัน แม่นี่แหละใหญ่ที่สุดในบ้านเรา”
กู้เฉิงหวยไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธคำพูดนั้น
“เพราะฉะนั้น พวกลูกก็ต้องฟังแม่ด้วย”
เขาไม่เคยพลาดโอกาสที่จะสอนลูกๆ ให้เชื่อฟังแม่เลยสักครั้ง
“แน่นอนอยู่แล้ว ผมกับพี่เชื่อฟังแม่จะตายไป” เอ้อร์ไจ่ตอบเสียงดังฟังชัด ไม่วายหันไปแขวะน้องสาว “มีแต่ซื่อไจ่นั่นแหละที่ไม่เชื่อฟัง”
ซื่อไจ่มองพี่ชายด้วยความงุนงง เอ๊ะ เธอยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ
แต่เจ้าตัวแสบก็ไม่ยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ เด็กหญิงวิ่งต้าๆๆ เข้าไปใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดผลักพี่ชาย แต่ก็ทำได้แค่ทำให้ตัวเองหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห ก่อนจะยืนกอดอกทำแก้มป่องอยู่คนเดียว
ครู่ต่อมา เด็กหญิงก็ยกแขนป้อมๆ ขึ้นลูบจุกผมบนศีรษะ เป็นการปลอบใจตัวเอง
ภาพนั้นทำให้หัวใจของคนเป็นพ่ออ่อนยวบ
ลูกสาวที่เหมือนเจาเจาขนาดนี้ ทำไมถึงได้น่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้นะ
นายทหารผู้เคร่งขรึมและสุขุมเยือกเย็นเป็นนิจ บัดนี้ในใจกลับมีแต่คำชื่นชมลูกสาวผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน
ถั่วน้อยแสนหวานของพ่อ ตอนโกรธยังน่าเอ็นดู สมแล้วที่เป็นลูกสาวของเจาเจา นี่แหละแก้วตาดวงใจของผม ต้องปกป้องลูกให้ดีที่สุด
“คุณกำลังคิดอะไรอยู่คะ” หลินเจาพอจะเดาได้ว่าพ่อของลูกๆ กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่ในหัว จึงเอื้อมมือไปจิ้มแขนเขาเบาๆ
แต่กลับถูกเขารวบมือไว้
“ลูกสาวน่ารักจริงๆ เหมือนคุณไม่มีผิด” ชายหนุ่มเอียงตัวเข้ามากระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำชวนใจสั่น
หลินเจารีบชักมือกลับ “ช่วยเลิกโปรยเสน่ห์ไม่เลือกที่ได้ไหมคะ”
กู้เฉิงหวยยิ้มจนตาหยี น้ำเสียงอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว “แล้วผมดึงดูดคุณได้หรือเปล่าล่ะ”
ใบหน้าที่หล่อเหลาโดดเด่นกับบุคลิกที่ซื่อตรงจริงจัง แต่พอมาทำท่าทางยั่วยวนแบบนี้ กลับมีแค่ภรรยาของเขาเท่านั้นที่เคยได้เห็น
ช่างเป็นภาพที่แปลกตาจริงๆ
สีหน้าของหลินเจาในตอนนี้ซับซ้อนจนยากจะบรรยาย “สหายกู้ ฉันว่าฉันชักจะไม่รู้จักคุณแล้วนะคะ”
เธอพูดพลางยิ้มกริ่ม ก่อนจะยกมือขึ้นไปหยิกแก้มของเขาเบาๆ อยากจะรู้เสียจริงว่าหน้าเขาหนาขึ้นแค่ไหนกัน
กู้เฉิงหวยย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ภรรยาจัดการได้ถนัด
“ไม่รู้จักได้ยังไงกัน” เขาเม้มปากแน่น ใบหน้ากลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังแกมบังคับ “ผมเป็นสามีของคุณ เราสองคนเป็นคนที่ใกล้ชิดและสนิทสนมกันมากที่สุดในโลกนี้ คุณจะลืมใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ผม”
หลินเจาเพียงแค่ยิ้ม แต่ไม่พูดอะไรตอบ
ปฏิกิริยาของเธอทำให้กู้เฉิงหวยไม่พอใจอย่างยิ่ง เขาเชยคางมนของเธอขึ้นเบาๆ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงหัวใจ
“ยิ้มแบบนี้หมายความว่ายังไง” เขาถาม
หลินเจายังคงยิ้ม
ยังจะยิ้มอีก
มันหมายความว่ายังไงกันแน่ หรือว่าในใจเธอมีแผนอื่นอยู่แล้ว ไม่อยากจะเป็นคนที่สนิทสนมใกล้ชิดกับเขาที่สุดอีกต่อไปแล้วอย่างนั้นหรือ
สีหน้าของกู้เฉิงหวยเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เจาเจา”
หลินเจากะพริบตาปริบๆ ทำหน้าตาไร้เดียงสา แต่ก็ยังคงไม่ยอมพูดอะไรออกมา
เธอก็แค่อยากจะแกล้งเขา อยากเห็นกู้เฉิงหวยร้อนใจเพราะเธอ
สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปมาอย่างคาดเดาไม่ได้ ทันใดนั้นเขาก็ถอดหมวกทหารออก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันหน้าไปทางอื่น ก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมสั้นเกรียนของตัวเองอย่างแรง
แม้จะเป็นท่าทางธรรมดาๆ แต่กลับดูหล่อเหลาและมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด
แววตาชื่นชมของหลินเจาแทบจะปิดไม่มิด
พ่อของลูกๆ นี่นับวันยิ่งมีเสน่ห์ขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ
กู้เฉิงหวยรับรู้สายตานั้นได้อย่างรวดเร็ว เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีดำฉายแววจำนน “สนุกมากไหม”
“ง้อผมสักหน่อยมันจะตายหรือไง” เขาแอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโห
ตอนจีบกันใหม่ๆ ปากหวานไม่เคยขาด พอแต่งงานแล้วกลับทำเหมือนไม่สนใจ จดหมายก็ไม่เคยเขียน ตอนนี้ยังมาทำแบบนี้อีก ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะรู้สึกว่าการยอมให้เธอสมหวังง่ายๆ จะไม่ถูกเห็นคุณค่า
หลินเจายิ้มกว้าง เอื้อมมือไปคล้องแขนเขาแล้วเขย่าเบาๆ “เฉิงหวย คุณกลับมาแบบนี้ดีจังเลยค่ะ เซอร์ไพรส์นี้ ฉันชอบมากๆ เลย”
พลันความเย็นชาบนใบหน้าของกู้เฉิงหวยก็มลายหายไป ดวงตาสีนิลทอประกายแห่งความสุข
ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูด เอ้อร์ไจ่ก็เดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ทำหน้าบึ้งตึงขัดจังหวะหวานของพ่อกับแม่
เด็กชายกอดอก พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “พ่อครับ พ่อจะเลิกตัวติดกับแม่ของผมสักทีได้ไหม”
“พ่อทำให้แม่กลับมาช้าไปตั้ง 2 ชั่วโมง ทำให้แม่ยังไม่ได้กินข้าว แล้วนี่ยังจะมาชวนแม่คุยอีก พ่อเนี่ยนะ..”
เอ้อร์ไจ่หาคำมาต่อว่าพ่อไม่ถูก เลยได้แต่ยืนนิ่งไปชั่วครู่
ก่อนที่พ่อจะทันได้ตอบ เขาก็ร่ายยาวต่อ “อีกอย่าง พ่อก็มีแม่ของพ่อนี่นา ก็ไปหาแม่สิ”
“ผมไม่ได้คุยกับแม่มาทั้งวันแล้ว พ่อไปทำอย่างอื่นก่อนได้ไหมครับ” ประโยคสุดท้ายยังอุตส่าห์มีหางเสียง แนะนำพ่ออย่างสุภาพ
เด็กชายพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก
มุมปากของกู้เฉิงหวยกระตุกเบาๆ
เด็กที่ทั้งร่าเริงและฉลาดหลักแหลม ทำไมถึงได้ช่างพูดช่างเจรจาขนาดนี้นะ
หลินเจาอดขำไม่ไหว “พรืด”
พอเธอเริ่มหัวเราะ เสียงหัวเราะจากคนอื่นๆ ก็ดังตามมาเป็นทอดๆ
“พรืด”
“ฮ่าๆๆ เอ้อร์ไจ่ นี่มันตัวป่วนประจำบ้านจริงๆ” กู้อวี้เฉิงหัวเราะเสียงดังลั่นจนท้องแข็ง
แม้แต่พ่อกู้ที่ปกติเป็นคนเงียบขรึมก็ยังอดอมยิ้มไม่ได้
เอ้อร์ไจ่เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าน่าอาย ใบหูร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ก่อนจะพูดติดอ่าง “หะ หัวเราะอะไรกัน”
“ก็เรื่องจริงนี่นา แม่ยังไม่ได้กินข้าวเลย ใช่ไหมครับแม่” เขาหันไปหาหลินเจาเพื่อขอความเห็น
“ใช่จ้ะ ทั้งหมดเป็นความผิดของพ่อหนูนั่นแหละ” หลินเจาเอ่ยพลางยิ้มขำ
เจ้าตัวเล็กที่เมื่อครู่ยังเขินอาย บัดนี้กลับเชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ ทำท่าทางประมาณว่า “เห็นไหมล่ะ ผมรู้อยู่แล้ว”
“…”
แม่กู้รู้สึกเหมือนแผลเก่าจะปริ ในใจพลันรู้สึกไม่ดีขึ้นมา จึงรีบกลับเข้าห้องไปทายา พร้อมกับกำชับให้สะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองเตรียมอาหารให้คู่ของลูกชายคนที่สาม
ควันไฟลอยอ้อยอิ่งออกจากปล่องไฟขึ้นสู่ท้องฟ้า แม้ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่แสงสว่างยังคงหลงเหลืออยู่ ต้าหวงกับหู่โพนอนขดตัวอยู่ในบ้านของมัน บรรยากาศรอบตัวช่างเงียบสงบและอบอุ่น
หลังอาหารเย็น กู้เฉิงหวยก็เปิดกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งออกมา เขาหยิบลูกอมนมตรากระต่ายขาวห่อใหญ่ นมผงมอลต์สกัด 1 กระป๋อง ยาดองแก้ปวดเมื่อย 1 ขวด และไฟฉาย 1 กระบอกส่งให้แม่กู้
“แม่ครับ ลูกอมนี่เอาไว้แบ่งให้เด็กๆ นะครับ ส่วนนมผงมอลต์สกัดให้แม่กับพ่อไว้บำรุงร่างกาย ยาดองนี่ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ทาได้เรื่อยๆ ครับ ส่วนไฟฉายให้พ่อไว้ใช้ส่องทาง”
พอเห็นว่าอาสามซื้อขนมมาฝาก แถมยังเป็นลูกอมนมตรากระต่ายขาวราคาแพงอีกด้วย เด็กๆ บ้านกู้ก็ดีใจกันยกใหญ่
ลูกอมห่อใหญ่ขนาดนี้ คงได้ส่วนแบ่งกันคนละหลายเม็ดแน่ๆ
ปังปังกับกู้หลานกล่าวขอบคุณอย่างเป็นทางการ “ขอบคุณค่ะ/ครับ อาสาม”
“อาสามใจดีที่สุดเลย” เถี่ยฉุยยังคงพูดประโยคเดิมด้วยท่าทางซื่อๆ แต่จริงใจ ดูเป็นเด็กที่น่าเอ็นดู
ไหลเม่ยมองชุดทหารบนตัวของอาสามด้วยแววตาชื่นชม ในใจก็เกิดความคิดอยากเป็นทหารขึ้นมา “อาสามครับ โตขึ้นผมอยากเป็นทหารบ้าง อามองว่าผมจะเป็นได้ไหมครับ”
กู้เฉิงหวยชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ดับฝันของหลานชาย เขายกมือขึ้นตบไหล่ให้กำลังใจ “ได้สิ กินข้าวเยอะๆ ตั้งใจเรียนหนังสือ รอให้อายุถึงก่อนแล้วค่อยลองดู”
ไหลเม่ยที่ตัวผอมบางยืนตัวตรงแหน่ว ทำหน้าขรึม พยักหน้าอย่างหนักแน่น “ครับ”
จ้าวลิ่วเหนียงดีใจจนออกนอกหน้า ตบไหล่ลูกชายเบาๆ เพื่อปลุกใจ “ไหลเม่ย ลูกต้องตั้งใจนะ เป็นทหารแล้วจะมีอนาคต ดูอย่างอาสามของลูกเป็นตัวอย่างสิ”
“รอให้ลูกได้ใส่ชุดแบบนี้เมื่อไหร่ อยากจะกินเนื้อเท่าไหร่ก็ได้กิน อยากกินขนมเท่าไหร่ก็ได้กิน”
“…” มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก
ในกองทัพก็ใช่ว่าจะมีเนื้อให้กินอุดมสมบูรณ์เสียเมื่อไหร่
กู้เฉิงหวยได้แต่ค้านในใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ปล่อยให้พี่สะใภ้รองอบรมลูกชายของเธอต่อไป
จ้าวลิ่วเหนียงโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูไหลเม่ย “ไหลเม่ยเอ๊ย พี่ชายของลูกน่ะมันตัวป่วน ครอบครัวรองของเราต้องพึ่งพาลูกแล้วนะ ถ้าลูกได้ดิบได้ดี ครอบครัวเราก็ได้หน้าไปด้วย ชาตินี้แม่ฝากความหวังไว้ที่ลูกแล้วนะ”
ไหลเม่ยรีบส่ายหน้าพร้อมกับโบกมือปฏิเสธ “อย่าเลยครับแม่ ผมรับไม่ไหวหรอก”
“แม่ไปพึ่งพี่ชายเถอะครับ ภาระหนักขนาดนี้ผมแบกไม่ไหวจริงๆ”
ปังปังที่ยืนอยู่ข้างหลัง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “แม่ครับ เมื่อคืนแม่เพิ่งจะบอกว่าครอบครัวเราต้องพึ่งผมไม่ใช่เหรอครับ บอกว่าชีวิตนี้ของแม่ฝากไว้ที่ผม ผ่านไปแค่คืนเดียวก็ลืมแล้วเหรอ”
เขาอดที่จะพูดจาประชดประชันไม่ได้ “นี่แม่ความจำไม่ดี หรือว่าความจำไม่ดีกันแน่ครับ”
จ้าวลิ่วเหนียงไม่ทันสังเกตว่าปังปังยืนอยู่ใกล้ขนาดนี้ ใครจะไปคิดว่าจะโดนลูกชายตัวเองหักหน้าเอาซึ่งๆ หน้า
เธอได้แต่ยิ้มแห้งๆ แก้เก้อ
[จบบท]