บทที่ 165: เก่งเกินวัย
“พ่อครับ ผมอยากลงไปหาเพื่อน”
ทันทีที่เห็นเพื่อนซี้ ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ก็นั่งไม่ติดที่อีกต่อไป รีบร้องขอกู้เฉิงหวยให้จอดรถทันที
คำขอแค่นี้มีหรือที่คนเป็นพ่อจะปฏิเสธ กู้เฉิงหวยช้อนตัวลูกชายทั้งสองลงจากรถอย่างสบายๆ
“ขอบคุณครับพ่อ”
สองพี่น้องขอบคุณอย่างมีมารยาท ก่อนจะวิ่งแน่วไปหาเถี่ยฉุย จากนั้นเด็กน้อยทั้งสามคนก็วิ่งไล่กวดกันกลับบ้านอย่างสนุกสนาน ดูเหมือนว่าเด็กๆ จะมีพลังงานเหลือล้นอยู่เสมอ
“สามหน่อนี่สนิทกันอย่างกับพี่น้องแท้ๆ เลยนะ” นายทหารที่ปกติขรึมและจริงจัง เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ดูอ่อนโยนลงมาก คำพูดคำจาก็เริ่มติดสำนวนน่ารักๆ ของภรรยามาโดยไม่รู้ตัว
สำหรับหลินเจาแล้ว เธอใจอ่อนกับเสี่ยวเถี่ยฉุยแทบทุกอย่าง
เจ้าหนูคนนี้สมกับเป็นเพื่อนรักของลูกๆ เธอจริงๆ ในนิยายต้นฉบับก็คอยช่วยเหลือลูกแฝดของเธออย่างเต็มที่ ถึงจะดูซื่อๆ ไปหน่อย แต่ก็เป็นเด็กดีที่รักเพื่อนพ้องและมีน้ำใจคนหนึ่งเลย
“มิตรภาพของเด็กๆ เป็นอะไรที่ล้ำค่า ปล่อยให้พวกเขาเล่นกันไปเถอะค่ะ”
กู้เฉิงหวยพยักหน้ารับเบาๆ สายตาที่เคยเย็นชาฉายแววอบอุ่นขึ้นขณะมองไปยังเด็ก 3 คนกับสุนัขอีก 2 ตัวที่วิ่งนำอยู่ข้างหน้า
ต้าไจ่วิ่งนำหน้าใครเพื่อน แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะก้มตัวลงไปคว้าเจ้าหู่โพขึ้นมาอุ้มไว้ แล้วใช้สองขาป้อมๆ สับขาวิ่งจี๋กลับบ้าน
“ต้าหวง เร็วเข้าสิ” เอ้อร์ไจ่หันกลับมาโบกไม้โบกมือเรียก
แต่เจ้าต้าหวงไม่ได้รีบวิ่งตามไปทันที มันเดินวนรอบจักรยานของนายหญิงอยู่ 2-3 รอบ หางฟูฟ่องของมันสะบัดไปมาจนแทบจะกลายเป็นใบพัดเฮลิคอปเตอร์ ก่อนจะเอาหัวมาถูไถขาของหลินเจาอย่างออดอ้อน พร้อมกับส่งเสียงเห่า “โฮ่งๆ” จากนั้นถึงได้วิ่งสุดฝีเท้าตามเจ้านายตัวน้อยไป
บนเบาะหลังจักรยานของหลินเจามีที่นั่งเด็กติดตั้งไว้อย่างแน่นหนา
ซื่อไจ่ที่นั่งอยู่บนนั้นเริ่มอยู่ไม่สุข เธอขยับขาไปมาอย่างร้อนใจ มือเล็กๆ กำชายกระโปรงของแม่ไว้แน่น แล้วส่งเสียงเรียกอย่างกระตือรือร้น “แม่ ต้าหวง ต้าหวง”
“ลูกก็รีบเหมือนกันเหรอจ๊ะ” หลินเจาอดขำไม่ได้ พลางลูบแก้มยุ้ยๆ ของลูกสาว “ไม่ต้องรีบนะ อีกเดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว”
ซื่อไจ่ยังคงพูดคำเดิม “รีบ รีบ หนูก็รีบไป”
“เจาเจา พวกคุณกลับไปก่อนนะ” กู้เฉิงหวยใช้ขาข้างหนึ่งยันพื้นไว้ แล้วหันมาพูดกับภรรยา “ผมจะเอาจักรยานไปคืน”
“อย่าไปนานล่ะ พี่ใหญ่คงอยากเจอคุณแย่แล้ว” หลินเจาเอ่ยเตือน
“ครับ” กู้เฉิงหวยรับคำสั้นๆ ก่อนจะออกแรงถีบจักรยานพุ่งไปข้างหน้า 2 เมตร ร่างสูงในชุดสีกากีแกมเขียวเคลื่อนตัวไปบนถนนดินอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นที่ลอยคลุ้ง แล้วเลี้ยวหายไปในพริบตา
“แม่ กลับบ้าน” ซื่อไจ่เอ่ยเร่งแม่ หางเสียงที่ยกสูงนั้นฟังดูนุ่มนิ่มเหมือนขนมสายไหมที่เพิ่งแกะออกจากห่อ
ส่วนซานไจ่ก็นั่งนิ่งๆ อยู่ในอ้อมแขนของแม่ ใบหน้าขาวนวลน่ารักซบอยู่กับอกของหลินเจา ดวงตาใสแป๋วราวกับลูกแก้ว ช่างเป็นเด็กที่เงียบขรึมและน่าเอ็นดูเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ
หลินเจาออกแรงถีบจักรยานเบาๆ ให้รถเคลื่อนไปข้างหน้า
เธอก้มลงมองลูกชายคนเล็กที่นั่งเงียบอยู่ในอ้อมแขน แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างไม่รู้ตัว “ซานไจ่รีบด้วยหรือเปล่าลูก”
ซานไจ่กระพริบตาปริบๆ ก่อนจะพยักหน้าตอบอย่างจริงจัง “ครับ”
“น้องสาวเขาอยากเล่นกับเจ้าต้าหวง แล้วลูกล่ะครับ” หลินเจาถามยิ้มๆ
“ท่องศัพท์ครับ” ซานไจ่ตอบกลับมาชัดถ้อยชัดคำ ดวงตาสีดำขลับฉายแววจริงจังเกินวัย
ทะ..ท่อง…ท่องศัพท์
ให้ตายเถอะ
คำตอบนี้ทำเอาหลินเจาถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
ขาที่กำลังปั่นจักรยานถึงกับชะงัก ปล่อยให้รถไหลไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อย
เธอพยายามใช้คำพูดที่เด็กเล็กพอจะเข้าใจได้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด “เด็กดี จ้องพจนานุกรมนานๆ ไม่ดีต่อสายตานะลูก ต่อไปตาจะมองอะไรไม่ชัดนะ”
“เข้าใจที่แม่พูดไหมครับ”
ในใจของหลินเจาพลันรู้สึกอ่อนไหวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
การเลี้ยงลูกเป็นเรื่องที่ยากกว่าที่เธอจินตนาการไว้มาก โดยเฉพาะเมื่อลูกฉลาดเกินวัยจนวิธีสอนแบบธรรมดาใช้ไม่ได้ผล มันทำให้เธอรู้สึกทั้งอับจนหนทางและหวาดกลัวไปพร้อมๆ กัน กลัวว่าความปรารถนาดีของตัวเองจะไปทำลายพรสวรรค์ที่ฟ้าประทานมาให้
เจ้าหนูซานไจ่ราวกับสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของแม่ เขาซบใบหน้าเล็กๆ นุ่มนิ่มลงบนลำคอของหลินเจาเบาๆ ขนตางอนยาวของลูกปัดผ่านผิวของเธอ มันจั๊กจี้นิดๆ แต่กลับทำให้หัวใจของคนเป็นแม่อ่อนยวบลงโดยไม่รู้ตัว
“ครับ” หนูน้อยทำแก้มป่องแล้วพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “ตาต้องพักผ่อน เดี๋ยวไปเล่นครับ”
“เด็กดีของแม่” หลินเจาโน้มตัวลงจูบหน้าผากของซานไจ่เบาๆ
ซานไจ่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้มือเล็กๆ ลูบบริเวณที่ถูกจูบเบาๆ จากนั้นมุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ในแววตานั้นเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับขณะมองแม่ของตัวเอง
ไม่นาน จักรยานก็มาจอดเทียบที่หน้าประตูบ้านตระกูลกู้
ปังปังก้าวเข้ามารับช่วงต่อ เขาอุ้มซื่อไจ่ลงจากที่นั่งเด็กแล้ววางลงบนพื้น ก่อนจะหันไปพูดกับหลินเจา “อาสะใภ้สามครับ เดี๋ยวผมช่วยเข็นรถเก็บให้ ป้าใหญ่อยู่ในบ้านครับ”
หลินเจาส่งจักรยานให้เขาไปจัดการ ก่อนจะหันมาแกะผ้าอุ้มซานไจ่ลงจากอก เธอเกรงว่าลูกจะเมื่อยจึงย่อตัวลงนวดขาให้เขาเบาๆ
“ขี่จักรยานเป็นหรือยัง” เธอเงยหน้าถามปังปัง
ปังปังพอจะเดาความหมายของคำถามออก ดวงตาของเขาจึงเปล่งประกายขึ้นมาทันที เขามองอาสะใภ้สามด้วยแววตาคาดหวังเต็มเปี่ยม “ยังไม่เป็นเลยครับ”
อาสะใภ้สามหมายความว่าอย่างที่ผมคิดใช่ไหมครับ ใช่ไหม
“ถ้ายังขี่ไม่เป็นก็ไปหัดซะสิ” หลินเจาอนุญาต
เธอรู้ดีว่าถ้าเธอไม่เอ่ยปากก่อน เด็กๆ บ้านนี้ก็ไม่มีใครกล้ามาขอเธอตรงๆ แน่
“ขอบคุณครับอาสะใภ้สาม” ปังปังดีใจจนกระโดดตัวลอย
แค่คิดภาพตัวเองขี่จักรยานไปวนรอบๆ ต่อหน้าเพื่อนๆ ที่โรงเรียน เขาก็แทบจะเก็บเสียงหัวเราะอย่างตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ ก็ช่วยไม่ได้ ในวัยของเขา มันเป็นช่วงที่ชอบอวดเพื่อนเป็นธรรมดา
หลินเจาโบกมือให้เขาไปเล่นสนุกได้ตามใจ ก่อนจะจูงมือลูกแฝดเดินเข้าบ้าน
ที่ลานบ้านตระกูลกู้ ผู้ใหญ่ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า
กู้ฉานกับเว่ยเซี่ยงตงกำลังนั่งคุยอยู่กับแม่กู้ที่มุมหนึ่งของลาน
พอกู้ฉานเห็นหลินเจา เธอก็ลุกขึ้นทักทายทันที “เจาเจา กลับมาแล้วเหรอ”
เธอเดินเข้ามาอุ้มซื่อไจ่ พลางพินิจพิจารณาการแต่งตัวของหลานสาวคนเล็กแล้วก็รู้สึกเอ็นดูไปเสียหมด
กู้ฉานยิ้มกว้างแล้วเอ่ยชม “นี่ลูกสาวบ้านไหนกัน ทำไมน่ารักน่าชังขนาดนี้ แถมยังใส่ชุดกระโปรงสีชมพูฟูฟ่องอีกด้วย”
ซื่อไจ่ยังจำป้าใหญ่ของตัวเองได้
เจ้าตัวเล็กแสนรู้อยู่นิ่งๆ ในอ้อมแขนของกู้ฉาน พอได้ยินคำชมก็ยิ้มจนตาหยี เธอเอียงคอน้อยๆ เพื่อให้กิ๊บติดผมอันใหม่โดดเด่นเข้าตาป้าใหญ่เต็มๆ แล้วกระพริบตาโตใสแป๋วส่งไปให้ ราวกับจะบอกเป็นนัยๆ
กู้ฉานเข้าใจในทันที เธอตั้งใจจะชมแต่กลับพูดติดขัดเพราะไม่รู้ว่าของสิ่งนี้เรียกว่าอะไร “ว้าว ยังมีของสวยๆ นี่อีก…”
ซื่อไจ่รีบเฉลยด้วยเสียงเล็กๆ ใสๆ “กิ๊บค่ะ”
“ใช่แล้ว กิ๊บติดผม สวยมาก สวยจริงๆ” กู้ฉานรับคำแล้วชมไม่หยุดปาก
ซื่อไจ่ดีใจจนแกว่งขาไปมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า “พ่อให้หนูค่ะ”
“พ่อเขาซื้อให้เหรอ” กู้ฉานทำหน้าประหลาดใจ “พี่นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะมีรสนิยมแบบนี้ เขาว่ากันว่าพอมีลูกสาวแล้วคนเป็นพ่อจะเปลี่ยนไป ท่าจะจริงนะเนี่ย”
น้องชายคนนี้เธอรู้จักดี ปกติเขาจะใส่ใจดูแลแค่เจาเจาคนเดียว ส่วนเรื่องลูกๆ เขาไม่ค่อยละเอียดอ่อนเท่าไหร่หรอก
หลังจากชื่นชมหลานสาวจนพอใจแล้ว กู้ฉานก็ชะเง้อมองไปทางประตูแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาสบตากับหลินเจาแล้วถามว่า “เจาเจา แล้วเฉิงหวยล่ะ”
“เขาเอาจักรยานไปคืนน่ะค่ะ เดี๋ยวก็คงกลับมาแล้ว” หลินเจาตอบ
“แม่ครับ ผมตักน้ำไว้ให้แล้ว แม่มาล้างหน้าล้างตาก่อนเร็ว” เสียงของเอ้อร์ไจ่ดังมาจากในบ้าน
เพราะแม่เป็นคนรักความสะอาด ลูกแฝดทั้งสองจึงติดนิสัย หากเหงื่อออกเมื่อไหร่เป็นต้องล้างตัวทันที หลังจากที่จัดการตัวเองเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะเตรียมน้ำไว้ให้แม่ด้วย
“มาแล้วจ้ะ” หลินเจาขานรับพลางส่งยิ้มให้กู้ฉาน ก่อนจะเดินแยกไปยังอีกมุมของลานบ้าน
ภาพที่เห็นทำให้เธอต้องอมยิ้ม ต้าไจ่ประคองผ้าขนหนูของเธอไว้ในมือ เอ้อร์ไจ่ถือสบู่ล้างหน้า ส่วนเถี่ยฉุยก็ถูกดึงมาเป็นกำลังเสริม ช่วยล้างหน้าล้างมือให้น้องเล็กซานไจ่กับซื่อไจ่อย่างขะมักเขม้น
เด็กๆ เก่งกาจเกินกว่าเด็กวัย 5 ขวบจริงๆ
นี่มันครบเครื่องเกินไปแล้ว สมบูรณ์แบบจนไม่มีอะไรให้เธอซึ่งเป็นผู้ใหญ่ต้องทำเลยสักนิด
“ขอบใจนะจ๊ะ ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ แล้วก็เสี่ยวเถี่ยฉุย พวกหนูเก่งกันทุกคนเลย” หลินเจาเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เด็กน้อยทั้งสามคนถูกชมจนตัวลอย ยิ้มหน้าบานและยิ่งแสดงความกระตือรือร้นมากขึ้นไปอีก
“แม่ครับ แม่จะให้รางวัลเด็กดีด้วยขนมหมาฮวาได้ไหมครับ พวกเราจะแบ่งกันกิน” เอ้อร์ไจ่ใช้มือเล็กๆ เกาะชายกระโปรงของหลินเจา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นออดอ้อน
“นี่เพิ่งกินข้าวไปไม่นานเองนะ หิวอีกแล้วเหรอ” หากมือไม่เปียกอยู่ หลินเจาก็คงจะลูบพุงกลมๆ ของลูกชายดูแล้ว
“คุณย่าบอกว่าเด็กวัยกำลังโตน่ะ กินจุจนพ่อแม่จนได้เลยนะครับ ผม พี่ใหญ่ แล้วก็เถี่ยฉุยก็เป็นเด็กกำลังโตกันทั้งนั้น ก็เลยหิวเร็วกว่าปกติครับ” เอ้อร์ไจ่ยกเหตุผลมาอ้างอย่างฉะฉาน
ดูเหมือนจะไม่มีคำถามไหนที่ทำให้เด็กคนนี้จนมุมได้เลย
[จบบท]