บทที่ 178: “ฉันจำพวกนายได้” (2/2)
หลินเจาเดินทางมาถึงสหกรณ์การค้าและการตลาดเป็นคนแรก เธอเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ของตัวเอง เธอกวาดตามองไปรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น จึงหยิบของบางอย่างออกมาจากแหวนมิติแล้วใส่เข้าไปในตู้เก็บของของตัวเอง
หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง หลี่เฟินก็เดินเข้ามา
พอเห็นหลินเจา เธอก็ส่งยิ้มทักทาย “แหม มาเช้าจังเลยนะ นึกว่าสามีเพิ่งกลับมาแบบนี้จะมาสายซะอีก”
“…” หลินเจาทำได้เพียงยิ้มบางๆ อย่างจนใจ
เธอยื่นถุงผ้าที่อัดแน่นไปด้วยกล่องไม้ขีดไฟที่พับเสร็จเรียบร้อยแล้วส่งให้หลี่เฟิน
“พี่เฟินคะ งานพับกล่องไม้ขีดไฟเสร็จแล้วค่ะ พี่ลองดูได้เลย”
“เสร็จเร็วจัง!” หลี่เฟินเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เธอรับถุงผ้ามาเปิดดูคร่าวๆ แล้วเอ่ยชม “ฝีมือดีจริงๆ ดูแล้วผ่านเกณฑ์ทุกกล่องเลยนะเนี่ย พี่สาวเธอทำงานเรียบร้อยมาก”
“พอดีเลย กลางวันนี้สามีพี่จะมาส่งข้าวพอดี เดี๋ยวพี่จะให้เขาเอากลับไปเลย พอยืนยันงานเรียบร้อยแล้วจะให้เงินมา แล้วก็ให้เขาเอาวัสดุรอบใหม่มาให้ด้วย”
คำพูดของเธอแทบจะเป็นการการันตีว่า หากไม่มีอะไรผิดพลาด งานนี้ก็สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องแน่นอน
รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลินเจา ดวงตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับ
“ขอบคุณมากนะคะพี่เฟิน”
“ไม่ต้องขอบใจอะไรหรอก พี่ถูกชะตากับเธอน่ะ” หลี่เฟินพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“ฉันก็ถูกชะตากับพี่เหมือนกันค่ะ” พูดจบ หลินเจาก็หยิบตะกร้าไม้ไผ่และถุงผ้าใบหนึ่งออกมาจากตู้เก็บของ “นี่ค่ะ ของขอบคุณเล็กๆ น้อยๆ”
หลี่เฟินมองดู ในตะกร้าเต็มไปด้วยไข่ไก่สดใหม่ น่าจะเกือบ 20 ฟองได้
เธอลองบีบถุงผ้าดู เนื้อสัมผัสนุ่มๆ น่าจะเป็นแป้งสาลี “ให้เยอะขนาดนี้เลยเหรอ! เกรงใจกันไปแล้ว!” เธออุทานอย่างไม่อยากจะเชื่อ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ค่ะ ทั้งหมดนี่เลย พี่เฟินเอาไปทำเกี๊ยวกินที่บ้านนะคะ” หลินเจาตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
หลี่เฟินเป็นคนตรงไปตรงมาอยู่แล้ว เธอจึงไม่ปฏิเสธน้ำใจและรับของมาเก็บไว้อย่างดี “งั้นพี่ไม่เกรงใจแล้วนะ ขอบใจมากเลย คราวหน้าถ้ามีเรื่องดีๆ แบบนี้อีก พี่นึกถึงเธอคนแรกแน่นอน”
“ได้เลยค่ะ ฉันจะรอนะคะ พี่เก็บของก่อนเถอะค่ะ ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย” หลินเจาบอกให้เธอเก็บของให้เรียบร้อยก่อน เพราะเรื่องที่เธอจะพูดนั้นเป็นเรื่องใหญ่
หลี่เฟินเกิดความสงสัยขึ้นมาทันที เธอหันไปเก็บของใส่ตู้
จากนั้นก็ลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ พลางมองหลินเจาด้วยความฉงน “เรื่องอะไรเหรอ”
“พี่เฟินคะ เรื่องที่พี่เคยฝากให้ฉันช่วยหาคู่ให้น้องชาย เมื่อวานฉันกลับไปบ้านแม่มาพอดี แล้วก็เจอคนที่ตรงตามเงื่อนไขของพี่เลยค่ะ เพราะฉะนั้น..” หลินเจาเพิ่งจะเปิดประเด็น แต่ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคดี หลี่เฟินก็โพล่งขึ้นมาอย่างร้อนรน
“จริงเหรอ! เป็นคนที่ไหนเหรอ แล้วที่บ้านทำอะไรกัน อายุเท่าไหร่แล้ว นิสัยเป็นยังไงบ้าง”
คำถามถูกยิงออกมารัวๆ ไม่เปิดโอกาสให้ได้หายใจ ท่าทางของเธอดูทั้งตื่นเต้นและกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด
“พี่เฟินคะ ใจเย็นๆ ก่อนค่ะ ฟังฉันเล่าช้าๆ นะคะ” หลินเจาถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่หัวเราะแห้งๆ
กลัวน้องชายจะขายไม่ออกขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย ดูสิร้อนรนจนน่าขำ แล้วนี่ยังไม่ทันได้เล่าอะไรเลย จะตื่นเต้นไปถึงไหนกัน!
หลี่เฟินสูดหายใจเข้าลึกๆ ใช้เล็บจิกฝ่ามือเพื่อบังคับให้ตัวเองสงบลง แล้วพยักหน้า “โอเค พี่ใจเย็นแล้ว เธอเล่ามาได้เลย”
“คนที่ว่าคือลูกพี่ลูกน้องของฉันเองค่ะ” เมื่อเห็นว่าหลี่เฟินทำท่าจะอ้าปากถามอีก หลินเจาจึงรีบยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง แล้วส่ายหัวเป็นเชิงบอกให้เธอใจเย็นๆ “ฟังฉันเล่าให้จบก่อนนะคะ”
จากนั้นเธอก็เริ่มเล่ารายละเอียดให้ฟัง
“ลูกพี่ลูกน้องของฉันคนนี้อายุ 24 ปีค่ะ เพิ่งจะถอนหมั้นไปเมื่อไม่นานนี้เอง สาเหตุที่ถอนหมั้นก็ไม่ได้มาจากฝั่งฉันนะคะ แต่เป็นความผิดของฝ่ายชายล้วนๆ”
“พี่สาวฉันเป็นคนบ้านนอกค่ะ ยังไม่มีงานประจำทำ แต่หน้าตาสะสวยน่ารัก เป็นคนนิสัยดี หนักเอาเบาสู้ ขยันขันแข็ง ไม่ใช่คนประเภทจับจด เหลาะแหละแน่นอน”
“ข้อมูลเบื้องต้นก็ประมาณนี้ค่ะ พี่มีอะไรอยากจะถามเพิ่มเติมไหมคะ”
จากคำบอกเล่าของหลินเจา หลี่เฟินก็พอจะประเมินภาพลักษณ์ของหยวนเซียงได้คร่าวๆ
“แล้วกับคู่หมั้นของพี่สาวเธอคนนั้นน่ะ เขายังคบกันอยู่เหรอ”
“ไม่ใช่คู่หมั้นค่ะ เป็นอดีตคู่หมั้น” หลินเจาอดไม่ได้ที่จะแก้คำให้ถูกต้อง
แค่ได้ยินก็รู้สึกไม่เป็นมงคลแล้ว
ดวงตาสีดำขลับของเธอฉายแววรังเกียจอย่างชัดเจน “พวกเขาไม่ได้รักใคร่ชอบพอกันหรอกค่ะ เป็นคู่หมั้นที่พ่อแม่จับคู่ให้ตั้งแต่เด็ก”
“พี่สาวฉันกับครอบครัวนั้นแทบจะไม่รู้จักกันเลย ไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันอะไรกันด้วยซ้ำ ครอบครัวฝ่ายชายก็เป็นพวกเห็นแก่ตัว คอยแต่จะยื้อพี่สาวฉันไว้ พอเจอตัวเลือกที่ดีกว่าก็หาทางสลัดพี่สาวฉันทิ้งทันที”
แววตาของหลี่เฟินเต็มไปด้วยความเห็นใจ “พี่สาวเธอนี่โชคร้ายจริงๆ ที่ต้องมาเจอคนแบบนี้”
“ก็ช่วยไม่ได้นี่คะ ปู่ของพี่สาวฉันเป็นคนจัดการไว้เอง” หลินเจาเองก็จนคำพูดกับนิสัยชอบหนีปัญหาของป้าใหญ่เหมือนกัน
“แล้วพี่สาวของเธอรู้เรื่องที่น้องชายพี่ขาไม่ดีหรือเปล่า เขาจะรังเกียจไหม” หลี่เฟินถามขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
“วันนี้แม่ของฉันจะลองคุยกับพี่สาวดูค่ะ ส่วนคำตอบจะเป็นยังไง พรุ่งนี้ถึงจะรู้ ฉันก็เลยรีบมาบอกพี่ก่อน จะได้ถามความเห็นของพี่ด้วย”
ยังไม่ทันที่หลินเจาจะพูดจบ หลี่เฟินก็ตบต้นขาตัวเองดังฉาด “นัดเจอเลย! พี่เชื่อใจเธอ ถ้าเธอบอกว่าพี่สาวเธอเป็นคนดี เขาก็ต้องดีแน่ๆ พี่ตัดสินใจแทนน้องชายพี่เลย ขอแค่เขาไม่รังเกียจที่น้องชายพี่ขาพิการ ก็จัดการนัดให้เจอกันได้เลย”
“คะ?” เอ๊ะ มันจะง่ายเกินไปไหม
คิ้วของหลินเจาขมวดมุ่น เธอรีบคว้ามือของหลี่เฟินเอาไว้แน่น “พี่เฟินคะ! ไม่มีใครรับประกันนิสัยใจคอของใครได้ 100% หรอกนะคะ!”
“เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาดูกันไปค่ะ ฉันไม่อยากให้สุดท้ายแล้วเรื่องมันบานปลายจนกระทบความสัมพันธ์ของเราสองคน”
เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจสิ
หลี่เฟินหัวเราะออกมา
ครู่ต่อมา เธอก็ปรับสีหน้าเป็นจริงจัง “พี่เข้าใจน่า วางใจเถอะ อะไรที่ต้องทำก็ต้องทำตามขั้นตอน เรื่องนี้ไม่กระทบความสัมพันธ์ของเราหรอก”
อีกอย่าง น้องชายของเธอก็เป็นคนหัวดื้อหัวรั้น มีความคิดเป็นของตัวเอง เรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่ก็ยังไม่แน่
หลินเจาคลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
คุยกับคนฉลาดนี่มันสบายใจดีจริงๆ
“ยังไงก็ต้องรอดูท่าทีลูกพี่ลูกน้องของเธอก่อนนะ ถ้าเขาเต็มใจ ก็ค่อยนัดให้หนุ่มสาวได้เจอกัน แต่ถ้าเธอไม่อยากแม้แต่นิดเดียวก็อย่าไปบังคับเลย ผู้หญิงดีๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะหาคนแต่งงานด้วยไม่ได้หรอก แค่ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง” หลี่เฟินพูดเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ยังคงมีความกังวล
จริงๆ เธอกลัวใจ กลัวว่าหญิงสาวคนนั้นที่เพิ่งผ่านการถอนหมั้นมาหมาดๆ พอเจอขี้ปากชาวบ้านนินทาเข้าหน่อย ก็จะรีบร้อนหาที่ลงหลักปักฐาน ยอมตกลงปลงใจกับน้องชายเธอแบบส่งๆ ไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วน
พอแต่งเข้ามาอยู่ด้วยกันจริงๆ ได้ยินคนข้างบ้านพูดเรื่องขาเป๋ของน้องชายเธอเข้า ก็จะมานั่งเสียใจทีหลังว่าทำไมตัวเองไม่แต่งกับคนที่ร่างกายสมประกอบ แล้วพาลมาลงที่น้องชายเธอจนบ้านแตก
หลินเจาเข้าใจความกังวลของหลี่เฟินดี จึงปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “ถ้าสองคนถูกชะตากันจริงๆ ก็ให้พวกเขาได้ทำความรู้จักกันไปก่อน แล้วค่อยคุยเรื่องแต่งงานก็ยังไม่สาย จะได้ไม่มานั่งเสียใจทีหลังไงคะ”
คำพูดของหลินเจาจี้ใจดำของหลี่เฟินเข้าอย่างจัง
“นั่นสิ เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้จะรีบร้อนไม่ได้เด็ดขาด”
แต่ก็นั่นแหละ
เกือบครึ่งปีแล้วที่บ้านของเธอไร้เงาแม่สื่อมาทาบทามน้องชายสุดที่รัก จู่ๆ พอมีคนที่ดูเหมาะสมโผล่เข้ามา มีหรือที่หลี่เฟินจะไม่ร้อนใจ เธอถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้มาตลอดทั้งเช้า
พอถึงตอนเที่ยง ซ่งอวิ๋นจิ่นก็เอาข้าวกลางวันมาส่งให้หลินเจา พอดีกับที่สามีของหลี่เฟินขี่จักรยานมาที่สหกรณ์
สามีของเธอขี้เกียจล็อกรถ เลยไม่ได้เข้ามาข้างใน ทำแค่ยืนอยู่หน้าประตูแล้วกวักมือเรียกภรรยา
หลี่เฟินจึงถือกล่องไม้ขีดไฟที่พับเสร็จแล้วเดินออกไปยื่นให้สามี “มาได้จังหวะพอดีเลย เอานี่กลับบ้านไปด้วย!”
แล้วก็ไม่ลืมที่จะสั่งงานต่อ “พอเอาของไปส่งแล้วก็เอาวัสดุมาเพิ่มด้วยนะ”
พอได้ยินแบบนั้น สามีของเธอก็เข้าใจในทันทีว่าภรรยาตั้งใจจะยกงานนี้ให้เพื่อนร่วมงานของเธอ
“ได้เลย” เขาตอบรับพลางยื่นปิ่นโตให้
เมื่อเห็นภรรยาดูเหม่อลอยไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร เขาก็อดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “เป็นอะไรหรือเปล่า ดูไม่มีเรี่ยวแรงเลย หรือว่าร้อน”
“ไม่ใช่ซะหน่อย” หลี่เฟินปัดมือสามีที่ยื่นมาจะอังหน้าผากออก แล้วกำปิ่นโตในมือแน่น “ฉันไม่ได้เป็นลมแดด”
ไม่ทันที่สามีจะเซ้าซี้ต่อ เธอก็ชิงระบายความในใจออกมาก่อน
“ก็ที่ฉันฝากให้สหายหลินช่วยดูผู้หญิงโสดโปรไฟล์ดีๆ ให้ไง เธอบอกว่ามีลูกพี่ลูกน้องอยู่คนหนึ่ง พอฉันฟังดูแล้วอายุก็ไล่เลี่ยกัน อะไรๆ ก็ดูเข้าทีไปหมด ฉันก็เลย…แอบเครียดนิดหน่อย”
สามีของหลี่เฟินรู้ดีว่าภรรยาของเขากลุ้มใจเรื่องน้องชายคนนี้มากขนาดไหน
ขนาดนอนหลับยังเก็บไปฝันว่าน้องชายหาเมียไม่ได้ ต้องแก่ตายไปคนเดียว
เขาเลยพูดปลอบใจไปว่า “จะเครียดไปทำไม ก็ให้พวกเขาเจอกันก่อน ถ้าเข้ากันได้ก็คบกันต่อ ถ้าไม่ได้ก็จบ”
หลี่เฟินอยากจะตะโกนใส่หน้าให้เขาหุบปากจริงๆ เรื่องแค่นี้ใครๆ ก็รู้ แต่พอเจอกับตัวมันก็อดคิดมากไม่ได้นี่นา
“คุณเลิกพูดไปเลยได้ไหม”
ชายร่างเล็กแต่ดูแข็งแรงคนนั้นก็หุบปากฉับ
เอาเถอะ พูดอะไรไปก็ผิดอยู่ดี
“กินข้าวก่อนเถอะน่า เรื่องของวันพรุ่งนี้ก็ค่อยไปกลุ้มพรุ่งนี้แล้วกัน” เขากล่าว
หลี่เฟินเลิกทำหน้าอมทุกข์ เธอถือปิ่นโตแล้วหมุนตัวจะเดินกลับเข้าไปในสหกรณ์ แต่เดินไปได้แค่ 2 ก้าวก็หยุดชะงักแล้วหันมาพูดว่า “ตอนเย็นรีบกลับบ้านหน่อยนะคะ วันนี้จะทำเกี๊ยวกินกัน”
ผู้ชายคนนั้นตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “จริงเหรอ”
ปันส่วนธัญพืชแต่ละเดือนก็มีจำกัด แถมลูกๆ ที่บ้านก็อยู่ในวัยเจริญอาหาร ภรรยาของเขาเลยต้องคอยประหยัดอยู่ตลอดเวลา กลัวว่าปลายเดือนจะไม่มีอะไรตกถึงท้อง ถ้าไม่ใช่วันสำคัญจริงๆ ล่ะก็อย่าหวังว่าจะได้กินเกี๊ยว แต่วันนี้เธอดันเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนเอง ช่างน่าแปลกใจเสียจริง
“แล้วจะโกหกทำไมล่ะ!” หลี่เฟินค้อนให้วงหนึ่ง แต่บนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “เลิกงานแล้วก็รีบกลับมา อย่าเถลไถลล่ะ”
“รับทราบ!” สามีของเธอขานรับเสียงดัง ก่อนจะกระโดดขึ้นคร่อมจักรยานแล้วปั่นออกไปพร้อมรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวครบทุกซี่
แผ่นหลังที่ขี่จักรยานห่างออกไปนั้นดูเปี่ยมไปด้วยความสุข
หลี่เฟินยิ้มออกมาบางเบา ความว้าวุ่นในใจเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น
วันนี้หลิวชุนหงลาหยุด พอไม่มีคนที่คอยทำให้เสียบรรยากาศอยู่ข้างๆ บรรยากาศในสหกรณ์ก็ดีขึ้นเยอะ
[จบบท]