บทที่ 18: อยากเป็นเหมือนแม่ (2/2)
ณ บ้านใหญ่ตระกูลกู้ ภายในห้องของบ้านฝั่งพี่ชายคนโต
เถี่ยตั้นพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ เขาจึงหันไปถามน้องชาย “เถี่ยฉุย วันนี้นายกินเกี๊ยวไปตั้งแปดตัวจริงๆ เหรอ”
“อื้อ” เถี่ยฉุยนอนตัวตรงแหน่ว มือขวาลูบท้องที่ยังคงป่องนูนของตัวเอง ใบหน้าที่เคยแห้งกร้านดำคล้ำบัดนี้เต็มไปด้วยความพึงพอใจ
“เกี๊ยวที่อาสะใภ้สามทำตัวใหญ่เท่ากำปั้นเลยนะ กัดเข้าไปคำเดียวเจอแต่เนื้อล้วนๆ แถมยังเป็นแป้งสาลีขาวอย่างดีอีก กินแล้วหอมอร่อยสุดๆ ไปเลย”
เถี่ยตั้นได้ฟังแล้วก็อิจฉาจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมา
“แล้วทำไมนายไม่เหลือไว้ให้พี่บ้างสักตัว” เขาบ่นอย่างน้อยใจ
เถี่ยฉุยทำหน้างง “ก็พี่ไม่ใช่เหรอที่เคยบอกว่า ของที่กินเข้าไปในท้องแล้วเท่านั้นถึงจะเป็นของเราจริงๆ”
เถี่ยตั้นอยากจะตบปากตัวเองสักฉาด ถ้าจะให้พูดอะไรสักคำในตอนนี้ก็คงมีแต่คำว่า ‘เสียใจ’
“ต่อไปถ้ามีของอร่อยๆ อีก เหลือไว้ให้พี่บ้างนะ แล้วถ้าพี่มีของอร่อยๆ พี่ก็จะเหลือไว้ให้นายเหมือนกัน”
“ไม่ได้” เจ้าหนูเถี่ยฉุยส่ายหัวปฏิเสธทันควัน “ฉันจะเก็บไว้ให้ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่”
“ไม่ให้พี่หรอก พี่กินจุเกินไป” เขายังอุตส่าห์ให้เหตุผลประกอบอย่างใจดี
เถี่ยตั้นรู้สึกราวกับได้ยินเสียงหัวใจตัวเองแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “เถี่ยฉุย พี่เป็นพี่ชายแท้ๆ ของนายนะ”
เหลือของกินไว้ให้พี่ชายแท้ๆ สักคำมันจะตายหรือไง!
เถี่ยฉุยพลิกตัวหันหลังให้พี่ชาย ไม่สนใจคำพูดตัดพ้อนั้นอีกต่อไป พลางพึมพำกับตัวเอง “ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ก็เป็นน้องชายของฉันเหมือนกัน เป็นน้องชายที่ดีที่สุดด้วย”
เถี่ยตั้นทั้งโกรธทั้งเสียใจ “ฉันอุตส่าห์เคยซักผ้าอ้อมให้นาย เสียแรงจริงๆ!”
พูดจบ เขาก็พลิกตัวหันหลังให้เช่นกัน
พี่ชายเคยซักผ้าอ้อมให้เขาเหรอ?
เจ้าหนูเถี่ยฉุยที่ได้ยินดังนั้นก็นอนนิ่งอยู่ไม่สุขอีกต่อไป เขากระดึ๊บๆ ตัวเหมือนหนอนเข้าไปหาหวงซิ่วหลันผู้เป็นแม่ที่นอนอยู่ข้างๆ แล้วกระซิบถามเสียงเบา “แม่ครับ พี่เคยซักผ้าอ้อมให้ผมเหรอ” ใบหน้าเล็กๆ ของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง
หวงซิ่วหลันเห็นท่าทางของลูกชายคนเล็กแล้วก็รู้สึกขบขัน เธอจึงแกล้งแหย่เขาเล่น “ถ้าใช่แล้วจะทำยังไงล่ะ แล้วถ้าไม่ใช่จะทำยังไง”
เถี่ยฉุยเหลือบมองแผ่นหลังของพี่ชายที่แผ่รังสีแห่งความน้อยใจออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ในใจของเขามีคำตอบอยู่แล้ว
“ถ้าพี่เคยซักผ้าอ้อมให้ผม ผมก็จะเก็บของดีๆ ไว้ให้พี่ แต่ถ้าพี่ไม่เคยซัก ผมก็จะเก็บไว้ให้ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เหมือนเดิม”
เดิมทีหวงซิ่วหลันไม่ค่อยชอบให้ลูกชายคนเล็กของเธอไปสุงสิงกับลูกๆ ของบ้านสามมากนัก เพราะเด็กสองคนนั้นฉลาดแกมโกงเกินไป แถมสะใภ้สามก็ไม่เคยใส่ใจดูแลลูกๆ เลยสักนิด ไม่ว่าจะเรื่องกินอยู่หลับนอน เธอกลัวว่าเถี่ยฉุยจะถูกเอาเปรียบ
แต่ใครจะไปคิดว่าหลินเจาจะเรียกเถี่ยฉุยไปกินเกี๊ยวด้วย
ช่างแปลกประหลาดเสียจริง
แต่ในเมื่อลูกชายของเธอได้ประโยชน์ พี่สะใภ้ใหญ่อย่างเธอผู้ซึ่งฉลาดและคิดถึงผลประโยชน์เป็นหลักย่อมไม่พูดอะไรออกมาอยู่แล้ว
เถี่ยฉุยเอานิ้วจิ้มแขนของหวงซิ่วหลันเบาๆ แล้วถามย้ำอย่างจริงจัง “แม่ครับ สรุปแล้วพี่เคยซักผ้าอ้อมให้ผมไหม”
เด็กชายที่นอนหันหลังให้พวกเขาอยู่อีกฝั่งหนึ่งพลันตัวแข็งทื่อ
ถึงแม้จะซักไปได้แค่ครึ่งเดียวก็ทนกลิ่นเหม็นไม่ไหวจนร้องไห้ออกมาเสียก่อน แต่นั่นก็น่าจะนับว่าเคยซักแล้วใช่ไหมล่ะ?!
หวงซิ่วหลันเหลือบมองเถี่ยตั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้วตอบว่า “ก็น่าจะ...เคยซักอยู่นะ”
เถี่ยฉุยทำหน้างง ‘น่าจะเคยซัก’ มันหมายความว่ายังไงกัน?
“ทำไมแม่ได้กลิ่นหอมๆ จากตัวลูกล่ะ” หวงซิ่วหลันได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเถี่ยฉุยมาตั้งแต่หัวค่ำแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ถามไถ่ พอเข้ามาใกล้ๆ กลิ่นนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
เถี่ยฉุยยิ้มออกมาอย่างซื่อๆ “อาสะใภ้สามทาครีมไข่มุกให้ผมน่ะครับ ผมกับต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ แล้วก็น้องแฝด ตอนนี้กลายเป็นเด็กตัวหอมกันหมดแล้ว”
หวงซิ่วหลันไม่คาดคิดเลยว่าหลินเจาจะเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนี้ ในใจของเธอเต็มไปด้วยความสงสัยมากมาย
สะใภ้สามเป็นอะไรไปกันแน่?
***
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลินเจาตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ เธอรู้สึกทั้งร้อนทั้งอึดอัดหายใจไม่ค่อยออก พอเบิกตาขึ้นดูก็พบว่าเจ้าแฝดน้องทั้งสองคนกำลังนอนทับอยู่บนตัวเธอในท่วงท่าที่แสนจะพิสดาร
ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เองก็เบียดเข้ามานอนซุกอยู่ข้างๆ ตัวเธอเช่นกัน
เธออุ้มซานไจ่กับซื่อไจ่วางลงข้างๆ อย่างเบามือ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วใช้มือพัดวีลมให้ตัวเองไปมาอย่างมั่วๆ ดวงตายังคงปรือปรอยไม่ตื่นดีนัก
ร้อนจะตายอยู่แล้ว!
ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เองก็ถูกปลุกให้ตื่นเพราะความร้อนเช่นกัน ผมที่เริ่มยาวของเด็กทั้งสองเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเสื่อที่นอนทับ แถมยังแดงก่ำเพราะความร้อน
“แม่ครับ” เสียงที่เคยสุขุมของต้าไจ่ ในยามนี้กลับแฝงไว้ด้วยความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ
หลินเจาลดเสียงของตัวเองลงให้เบาที่สุด “ยังง่วงอยู่ไหม ถ้ายังง่วงก็นอนต่ออีกหน่อยนะ”
“แล้วแม่ล่ะครับ” ต้าไจ่ขยี้ตาเบาๆ เริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาบ้างแล้ว
“แม่ไม่ง่วงแล้วล่ะ ร้อนเกินไป เดี๋ยวแม่จะออกไปล้างหน้าล้างตาแล้วทำข้าวเช้าให้พวกเรากินนะ อยากกินอะไรกันบ้าง” หลินเจาถาม
“อะไรก็ได้ที่แม่ทำอร่อยหมดเลยครับ” ต้าไจ่นึกถึงเกี๊ยวที่ได้กินเมื่อวานแล้วก็เผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
หลินเจาถูกชมจนหัวใจพองโต เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “งั้นแม่ทำไข่ตุ๋นให้กินนะ ซานไจ่กับซื่อไจ่จะได้กินด้วยได้ ดีไหม”
“ดีครับ!” ต้าไจ่ตอบรับอย่างมีความสุข
สองแม่ลูกค่อยๆ ย่องลงจากเตียงอย่างเงียบกริบ แล้วพากันเดินออกมาที่ลานบ้าน
ข้างนอกมีลมพัดผ่าน อุณหภูมิในตอนเช้าตรู่ยังไม่สูงมากนัก บรรยากาศด้านนอกจึงสบายกว่าในห้องที่อบอ้าวอยู่มาก
หลินเจาเดินไปเปิดหน้าต่างออกกว้างเพื่อให้อากาศถ่ายเทเข้ามาในห้อง
“ต้าไจ่ เรามาล้างหน้ากันก่อนนะ” เธอหยิบสบู่ล้างหน้าและแปรงสีฟันขนนุ่ม 4 ด้ามออกมา แล้วอธิบายให้ต้าไจ่ฟังทีละอย่าง “นี่คือสบู่ล้างหน้า เวลาจะล้างมือ ลูกกับน้องๆ ก็ใช้ได้นะ ส่วนนี่เป็นแปรงสีฟันที่แม่ซื้อมาให้พวกเรา เดี๋ยวพอเอ้อร์ไจ่กับน้องๆ ตื่น ลูกต้องรับผิดชอบแบ่งให้น้องๆ ด้วยนะ”
ต้าไจ่ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปรับของจากแม่มาอย่างทะนุถนอม เขาวางแปรงสีฟันสามด้ามลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง แล้วถือด้ามของตัวเองเดินไปแปรงฟัน
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้แปรงฟัน ความรู้สึกแปลกใหม่นี้ทำให้เขาทั้งตื่นเต้นและสนุกสนาน เขาเลียนแบบท่าทางของแม่ แปรงไปทางซ้ายทีขวาที แปรงขึ้นแปรงลง บางครั้งเมื่อสบตากับรอยยิ้มของแม่ เขาก็จะเผลอยิ้มออกมาจนตาหยีเช่นกัน
หลินเจาบ้วนน้ำยาบ้วนปากทิ้ง ก่อนจะหันไปย้ำกับลูกชาย “น้ำยาสีฟันห้ามกลืนนะลูก ต้องบ้วนทิ้ง”
แก้มของต้าไจ่ป่องออกมาเพราะเต็มไปด้วยฟองยาสีฟันขาวโพลนรอบปาก เขาพยักหน้ารับคำแม่
หลินเจาลองใช้สบู่ล้างหน้าที่เพิ่งสุ่มได้มาล้างหน้าดู กลิ่นหอมฟุ้งของมันทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก แถมใช้แล้วยังไม่รู้สึกแห้งตึง ผิวกลับชุ่มชื้นสบายอย่างน่าประหลาด แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังติดนิสัยที่จะต้องทาครีมไข่มุกหลังล้างหน้าอยู่ดี
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง เธอนึกถึงครีมบำรุงผิวหน้าที่สุ่มได้เมื่อคืนขึ้นมา จึงตัดสินใจไม่ใช้ครีมไข่มุก แต่เปลี่ยนมาใช้ของใหม่ที่เพิ่งได้มาแทน
ด้านนอก ต้าไจ่ที่เพิ่งได้ใช้สบู่ล้างหน้าเป็นครั้งแรกกำลังเคลิบเคลิ้มไปกับกลิ่นหอมของมันจนอยากจะลองกัดดูสักคำ
หลินเจาโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างครึ่งตัวแล้วกระซิบเรียกเขา “ต้าไจ่ ล้างหน้าเสร็จแล้วเข้ามาในห้องนะลูก เดี๋ยวแม่ทาครีมให้”
เมื่อได้ยินดังนั้น ต้าไจ่ก็รีบล้างฟองสบู่ออกจากใบหน้า ใช้ผ้าขนหนูซับจนแห้ง แล้ววิ่งต้าดๆๆ เข้าไปในห้อง ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตู เขาก็ลดฝีเท้าลงโดยสัญชาตญาณ
แววตาของหลินเจาอ่อนโยนลงทันที เธอตักครีมขึ้นมาเล็กน้อยแล้วบรรจงทาลงบนใบหน้าของต้าไจ่อย่างแผ่วเบา
“หอมไหม” เธอถาม
“หอมครับ” ต้าไจ่ตอบแม่เสียงเบา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แต่กลิ่นไม่เหมือนกับเมื่อคืนเลยครับ”
หลินเจาไม่รู้สึกร้อนตัวเลยแม้แต่น้อย เธอเลิกคิ้วขึ้นอย่างมีเลศนัย “เรื่องนี้ลูกยังไม่เข้าใจหรอก ผู้หญิงน่ะชอบมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายๆ แบบ นี่ถือว่ายังน้อยนะ”
ต้าไจ่พยักหน้าอย่างเข้าใจในทันที “โตขึ้นผมจะเป็นคนงานให้ได้ จะซื้อครีมไข่มุกให้แม่เยอะๆ เลยครับ”
ไม่ว่าคำพูดนี้จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่มันก็ทำให้หัวใจของคนเป็นแม่อบอุ่นขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด
“จ้ะ แม่จะรอนะ” หลินเจาชี้ไปที่กระปุกครีมสำหรับเด็กแล้วพูดว่า “ส่วนกระปุกนี้เป็นของเด็กๆ นะ ต่อไปนี้พอลูกกับน้องๆ ล้างหน้าเสร็จแล้ว ต้องทาทุกครั้งนะ”
ต้าไจ่ถามขึ้นว่า “ถ้าทาแล้วจะขาวเหมือนแม่ไหมครับ”
หลินเจาเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา “ลูกอยากขาวเหรอ”
ต้าไจ่เงยหน้าขึ้นมองเธอ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเขินอาย “ผม...อยากเป็นเหมือนแม่ครับ”
“หืม?” หลินเจาไม่เข้าใจ
แต่ต้าไจ่กลับก้มหน้าลง ไม่ยอมตอบคำถามนั้น
คนในหมู่บ้านชอบพูดกันว่า พวกเขาดำเกินไป ไม่เหมือนลูกของแม่เลยสักนิด
หลินเจาไม่ได้คาดคั้นเอาคำตอบจากลูกชาย เธอเพียงแต่อธิบายอย่างอ่อนโยนว่า “ที่ลูกกับเอ้อร์ไจ่ตัวดำก็เพราะตากแดดมากเกินไปต่างหาก ดูอย่างซานไจ่กับซื่อไจ่สิ ยังขาวผ่องน่ารักอยู่เลยใช่ไหมล่ะ เดี๋ยวพอเราบำรุงกันไปสักพัก ลูกกับเอ้อร์ไจ่ก็จะกลับมาขาวผ่องเหมือนกัน ขาวเหมือนแม่เลย”
ต้าไจ่ได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที เขารับคำอย่างจริงจัง “ผมจะคอยเตือนน้องๆ ให้ทาทุกวันเลยครับ”
หลินเจาโอบไหล่บางๆ ของลูกชายแล้วพาเขาเดินออกมานอกห้อง
“ไปกันเถอะ เราไปทำไข่ตุ๋นกัน”
“นอกจากไข่ตุ๋นแล้ว อยากกินอะไรอีกไหม”
“ผมช่วยแม่ก่อไฟนะครับ” ต้าไจ่พูด ก่อนจะตอบคำถามของเธอ “แค่ไข่ตุ๋นก็พอแล้วครับ”
“ก็ได้เหมือนกัน อีกไม่นานก็ถึงเวลากินข้าวกลางวันแล้วนี่นะ”
สองแม่ลูกเริ่มง่วนอยู่กับการทำอาหารเช้าในห้องครัว
กู้ต้าไจ่นั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กคอยดูไฟให้แม่ เขาเหลือบมองแม่เป็นระยะๆ รอยยิ้มบนมุมปากไม่เคยจางหายไปเลย
ไม่นานนัก กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็ลอยออกมาจากในหม้อ
“แม่ครับ หอมจังเลย” ต้าไจ่ที่นั่งอยู่บนม้านั่งขยับจมูกฟุดฟิด สูดหายใจเข้าลึกๆ จนแทบจะเคลิ้มไปกับกลิ่นหอมนั้น
ก็จะไม่ให้หอมได้อย่างไร ในเมื่อแม่ของเขาตอกไข่ลงไปตั้งสี่ฟองแน่ะ
[จบบท]